“ท่านหมอหมิงพะ... พวกเรา...”
สตรีผู้นั้นยังคงคุกเข่าไม่ยอมลุกขึ้นเห็นหมิงเป่าจูไม่ยอมรับ นางร้อนใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง จึงกัดฟันพูดความจริงออกมา
“พวกเราไม่มีเงินจ่ายค่ายา...แต่... แต่ข้าสามารถล้างถ้วยชาม ถูพื้น ซักผ้า งานบ้านงานเรือนข้าทำได้หมด!”
สตรีผู้นั้นคุกเข่าคลานเข้าไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัวว่าหมิงเป่าจูจะไม่ยินยอม
เดิมทีครอบครัวของนางหาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาไม่อัตคัดขันสนนัก พอประทังชีวิตได้ แต่ก็ไม่นับว่ามีอันจะกิน
เพื่อรักษาอาการป่วยของสามีเงินเก็บที่มีอยู่เพียงน้อยนิดก็ถูกส่งเข้าโรงหมอต่างๆ จนหมดสิ้น ทว่าก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
โรครักษาไม่หาย ซ้ำยังหมดเนื้อหมดตัวตอนนี้ไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาและค่ายา
“ค่ารักษาข้าไม่คิดก็ได้ยาข้าก็ให้ท่านได้”
สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายแต่แล้วก็ได้ยินหมิงเป่าจูพูดต่อว่า “แต่เจ้าต้องช่วยข้าอย่างหนึ่ง”
“ท่านว่ามาเถิดอย่าว่าแต่อย่างเดียวเลย ขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ต่อให้เป็นพันเป็นหมื่นอย่างก็ทำได้ทั้งสิ้น”สตรีผู้นั้นตอบอย่างตื้นตัน
แต่หมิงเป่าจูกลับไม่รีบร้อนตอบนางเงยหน้าขึ้นมองหลี่ไหวฺอวี้
หลี่ไหวฺอวี้พยักหน้ามุมปากเหยียดยิ้ม เขากระโดดตัวลอย ไปคว้าตัวคนผู้หนึ่งออกมาจากฝูงชนแล้วโยนไปตรงหน้าหมิงเป่าจู
บุรุษผู้นั้นถูกโยนลงพื้นจนหน้าแทบจะแนบไปกับปลิงหลายตัวที่พื้นสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย พยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น แต่แผ่นหลังกลับมีแรงที่ต้านทานไม่ได้กดเขาลงกับพื้นอีกครั้ง
“หมิงเถี่ยจู้!”
หมิงเป่าอวี้ร้องชื่อของคนผู้นี้ออกมาเป็นคนแรกแค่มองจากรูปร่างก็รู้สึกคุ้นตา พอเห็นใบหน้าซีกข้างก็ยิ่งมั่นใจ
หลี่ไหวฺอวี้เหยียบไปบนแผ่นหลังหมิงเถี่ยจู้พร้อมกับแค่นเสียงเยาะความสามารถแค่นี้ยังคิดจะหนีไปจากเงื้อมมือเขา
“เขาคือคนที่ให้เงินท่านมาก่อเรื่องใช่หรือไม่”หมิงเป่าจูชี้ไปที่หมิงเถี่ยจู้แล้วถามสตรีผู้นั้น
เนื่องจากนางคุกเข่าอยู่จึงเห็นใบหน้าของคนที่นอนคว่ำชัดเจนกว่าผู้อื่น ตอนที่หลี่ไหวฺอวี้โยนคนผู้นี้มา นางยังตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
บัดนี้มาพิจารณาดูดีๆนี่คือคนที่ให้เงินนางมาใส่ร้ายป้ายสีท่านหมอหมิงเมื่อวันก่อนมิใช่หรือ!
“ใช่! เป็นเขา!ไม่ผิดแน่!” นางจำได้ไม่ผิดแน่นอน
ตอนนั้นนางยังแปลกใจอยู่เลยชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เช่นนี้ เหตุใดจึงต้องลงทุนลงแรงมาจัดการเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งจึงจ้องมองเขาอยู่นาน ไม่มีทางจำคนผิดเด็ดขาด
หมิงเป่าจูเดินลงบันไดอย่างช้าๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าหมิงเถี่ยจู้ มองเขาจากมุมสูง
“ใช้ชีวิตอยู่ในคุกสบายเกินไปหรือ”หมิงเป่าจูพูดประโยคที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
หมิงเถี่ยจู้เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหันรีบอ้อนวอนขอชีวิต “เป่าจู เด็กดี อย่าส่งลุงกลับไปที่คุกนั่นอีกเลย ลุงผิดไปแล้ว ลุงสำนึกผิดแล้วจริงๆ!”
ระหว่างที่พูดตัวก็สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม นึกถึงชีวิตในคุกที่มืดมิดราวกับขุมนรกเมื่อไม่กี่วันก่อนคุกไม่ใช่สถานที่ที่คนจะทนอยู่ได้ ต้องกินเศษอาหาร แม้แต่หมั่นโถวยังไม่มีให้กิน
ไม่มีเตียงนอน มีเพียงฟางแห้งปูอยู่บนพื้นชื้นแฉะ มืดทึบ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีหนูหรือแมงป่องมีพิษโผล่ออกมาจากมุมมืด
ผู้คุมแต่ละคนก็ล้วนไม่มีดีสักคนหากไม่มีเงินให้ก็จะถูกทุบตีด่าทอ
ต่อมาหวังซื่อจึงหาวิธีหาเงินไม่น้อยมาจ่ายเขาถึงได้หลุดออกมา
แต่สิ่งที่หวังซื่อไม่คาดคิดก็คือหมิงเถี่ยจู้ไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ยังคงคิดแก้แค้นหมิงเป่าจูไม่เลิกรา
เมื่อสองวันก่อนบังเอิญไปเห็นใบปลิวในมือของผู้อื่นจึงได้สอบถามจนรู้ว่าหมิงเป่าจูเพิ่งย้ายออกจากหมู่บ้านชิงหยางเมื่อไม่นานมานี้ ซ้ำยังเปิดโรงหมอในเมืองอีกด้วย!
ตนเองต้องติดคุกกินเศษอาหารอยู่อย่างทุกข์ทรมาน แต่นางกลับมีชีวิตที่สุขสบายเช่นนี้ได้อย่างไร!
ความโกรธแค้นทำให้หมิงเถี่ยจู้ขาดสติบังคับหวังซื่อขโมยเงินพี่ชายของนางมาจ้างคนใส่ร้ายหมิงเป่าจู จึงเกิดเรื่องราววันนี้ขึ้นมา
เดิมทีเขามั่นใจมากจึงแอบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน วาดหวังจะได้เห็นหมิงเป่าจูถูกคนนับหมื่นถ่มน้ำลายก่นด่าสาปแช่ง
ตอนแรกเขาก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ยินชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์นางแต่ใครจะไปคิดว่าสตรีผู้นี้จะไร้น้ำยา สารภาพความจริงออกมาเอง
เขาลอบสบถด่าในใจกำลังจะหันหลังกลับ แต่พอได้ยินหมิงเป่าจูบอกว่ารักษาได้ เท้าก็ชะงักหยุดลง
ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาอีกครั้งเขาพอรู้อาการป่วยของชายผู้นี้อยู่บ้าง สตรีผู้นั้นก็บอกว่าหมอในเมืองต่างก็รักษาไม่หาย
ตอนนี้นางเด็กสารเลวนี่กลับบอกว่ารักษาได้เขาก็อยากจะดูว่านางจะรักษาอย่างไร!
หากรักษาไม่ได้ เขาจะยุยงให้ทุกคนร่วมกันประณามด่าทอส่งนางไปให้ทางการ บอกว่านางเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา!
แต่ใครจะคิดว่านางจะมีความสามารถจริงๆ
ตอนที่เห็นปลิงทั้งกลุ่มถูกคายออกมาเขาก็ตกใจมาก จนลืมวิ่งหนีไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้
หมิงเถี่ยจู้ไม่รู้ตัวเลยว่าต่อให้เขาจะวิ่งหนีไปที่ไหน หมิงเป่าจูก็จับตาดูเขาอยู่ก่อนแล้ว
ตอนที่สตรีผู้นั้นสารภาพว่ามีคนจ้างวานมาผู้ชมที่ส่งเสียงกันเซ็งแซ่ต่างก็ปิดปากเงียบ ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด
ตอนนั้นเองหมิงเป่าจูกวาดสายตาไปรอบๆจึงพบหมิงเถี่ยจู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน
หมิงเป่าจูจึงเงยหน้าขึ้นมองหลี่ไหวฺอวี้ด้วยสัญชาตญาณดูเหมือนว่านางกับเขายิ่งนานวันก็ยิ่งรู้ใจกันมากขึ้น เพียงแค่สบตากันก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
“หากวันนี้แผนการของเจ้าสำเร็จรู้หรือไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร” หมิงเป่าจูถามยิ้มๆ
นางจะกลายเป็นคนบาปที่ผู้คนถ่มน้ำลายก่นด่าสาปแช่ง
อำเภอติ้งเหลียงคงไม่มีที่ยืนสำหรับนางกับน้องชายอีกต่อไปเป็นไปได้สูงมากว่าจะต้องพาน้องชายไปใช้ชีวิตยังสถานที่แปลกถิ่นแห่งใหม่
ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านชิงหยางมานางก็ไม่เคยนึกถึงหมิงเถี่ยจู้กับภรรยาอีกเลย
ดังนั้นตอนที่สตรีผู้นั้นเข้ามาก่อเรื่องนางจึงคิดว่าเป็นฝีมือของหลี่ว์เฉิง ไม่ได้คิดไปถึงหมิงเถี่ยจู้แม้แต่น้อย
“ข้าแค่มัวเมาไปชั่วขณะเป่าจู เจ้าเป็นคนใจดีที่สุด ยกโทษให้ลุงอีกครั้งเถอะนะ!”
หมิงเถี่ยจู้วิงวอนยื่นมือออกไปหมายจะคว้าชายเสื้อของหมิงเป่าจู แต่นางกลับถอยหลบ
แรงกดที่หลังยิ่งเพิ่มมากขึ้นหากออกแรงอีกนิดเขาคงไม่ต้องหายใจอีกต่อไปแล้ว
“ยกโทษให้เจ้าหรือ?หากข้าตกลง นั่นไม่เท่ากับว่าข้าทรยศหลี่ไหวฺอวี้ที่ยอมรับคมมีดแทนข้าและไม่เห็นใจน้องชายที่ถูกเจ้ากับหวังซื่อทรมานทำร้ายมาหลายปี!”
พูดจบหมิงเป่าจูก็ก้าวขึ้นไปยืนบนบันไดอีกครั้งไม่แม้แต่จะชายตามองเขาแม้แต่น้อย
“กล้าทำร้ายพี่สาวข้ารึ!ข้าจะเตะเจ้าให้ตาย!”
ในที่สุดหมิงเป่าอวี้ก็ทนไม่ไหวเตะเข้าที่ร่างหมิงเถี่ยจู้ไม่ยั้งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
หมิงเป่าจูไม่ห้ามหลี่ไหวฺอวี้ก็ไม่ขัดขวางเช่นกัน
ผู้คนรอบข้างต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแม้จะไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง แต่ก็พอจะเดาได้จากคำพูดของหมิงเป่าจู
คนผู้นี้น่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเด็กทั้งสองดูเหมือนว่าตอนเด็กๆ จะทุบตีทำร้ายพวกเขามาไม่น้อย มิเช่นนั้นจะทำให้คนเกลียดชังถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
“พอแล้ว เป่าอวี้”เมื่อเห็นว่าพอสมควรแล้ว หมิงเป่าจูก็ห้ามน้องชาย
หมิงเป่าอวี้เตะซ้ำไปอีกทีอย่างแรงสุดกำลังก่อนจะยอมหยุดแต่โดยดี แล้วเดินไปยืนเคียงข้างพี่สาว
หลี่ไหวฺอวี้ไม่ต้องรอให้หมิงเป่าจูเอ่ยปากก็ลากหมิงเถี่ยจู้ที่ไร้หนทางขัดขืนไปยังศาลาว่าการ
พวกชาวบ้านเห็นคนร่างใหญ่กำยำอย่างหมิงเถี่ยจู้ถูกหลี่ไหวฺอวี้ลากไปเหมือนลูกเจี๊ยบก็รู้สึกหวาดกลัว พากันหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ