แสงอรุณแรกของวันสาดส่องผ่านม่านไม้ไผ่ในเรือนพักของหลินอวี้ เธอนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง ดวงตาหลับพริ้ม มือทั้งสองวางบนเข่าด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง รอบตัวมีลมเย็นหมุนวนเบาๆ ราวกับธรรมชาติกำลังตอบรับการฝึกฝนของเธอ
ตำราลับที่เธอพบใต้พื้นห้องในเรือนพักเดิมของตระกูลหลิน ได้เปิดเผยความลับมากมายเกี่ยวกับวรยุทธ์โบราณที่ผสานพลังจิตและพลังธาตุธรรมชาติ หลินอวี้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฝึกฝนท่าร่างพื้นฐาน และเริ่มเข้าสู่ขั้นต่อไป — การควบคุมพลังภายใน
“พลังลม…พลังไฟ…พลังหยินหยาง…ทั้งหมดล้วนเป็ส่วนหนึ่งของสมดุลแห่งใต้หล้า” เธออ่านจากตำรา
เสี่ยวไป๋นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความสนใจ เขาเองก็เริ่มฝึกฝนตามหลินอวี้ แม้จะยังเด็ก แต่พลังในตัวเขากลับตอบสนองต่อท่าร่างและการเคลื่อนไหวอย่างน่าทึ่ง
“ข้ารู้สึกเหมือนพลังในตัวข้ากำลังตื่นขึ้น” เขากล่าว
หลินอวี้พยักหน้า “เ้าคือผู้เฝ้าประตูมิติ…พลังของเ้าจะไม่เหมือนใคร”
…
ใน่กลางวัน หลินอวี้เริ่มฝึกท่าร่างขั้นสูงที่เรียกว่า “ท่วงท่าหงส์เหิน” ซึ่งเป็ท่าร่างที่ใช้ควบคุมพลังลมเพื่อเพิ่มความเร็วและความคล่องตัวในการต่อสู้ เธอเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ราวกับหงส์ที่โบยบินเหนือผืนน้ำ
แม่ทัพหลี่และทหารในค่ายต่างมองด้วยความทึ่ง “นางไม่ใช่แค่คุณหนู…นางคือยอดยุทธ์”
หลินอวี้ไม่เพียงฝึกฝนเพื่อตนเอง แต่ยังเริ่มถ่ายทอดความรู้ให้กับทหารและชาวบ้านที่สนใจ เธอสร้างลานฝึกเล็กๆ ขึ้นในค่าย และสอนท่าร่างพื้นฐานให้กับทุกคน
“วรยุทธ์ไม่ใช่แค่การต่อสู้…แต่คือการควบคุมตนเอง” เธอกล่าวกับเหล่าศิษย์
…
ในคืนหนึ่ง ขณะที่หลินอวี้กำลังฝึกสมาธิอยู่ริมแม่น้ำ เสี่ยวไป๋เดินเข้ามาพร้อมกับแผ่นยันต์อีกแผ่นหนึ่งที่เขาพบในถ้ำที่ถูกโจรจับตัวไป
“ข้าพบสิ่งนี้…มันมีอักษรเดียวกับตำราของท่าน” เขากล่าว
หลินอวี้รับแผ่นยันต์มาและตรวจสอบอย่างละเอียด อักษรบนแผ่นยันต์เป็อักษรโบราณที่กล่าวถึง “ประตูแห่งแสง” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็จุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง
“นี่คือเบาะแสใหม่…เราต้องหาสุสานอีกแห่งที่กล่าวถึงในตำรา” เธอกล่าว
…
ในวันต่อมา หลินอวี้ออกเดินทางพร้อมเสี่ยวไป๋และแม่ทัพหลี่ไปยังูเาเซียนหลง ซึ่งเป็สถานที่ที่ตำราลับระบุว่าเคยมีสุสานลับของราชวงศ์ต้าเหยียนตั้งอยู่
การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งภูมิประเทศที่ยากลำบาก และสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ในป่าเขา แต่หลินอวี้ใช้ท่าร่าง “หงส์เหิน” ในการหลบหลีกและปกป้องคณะเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อถึงยอดเขา พวกเขาพบถ้ำที่ถูกปิดด้วยหินขนาดใหญ่ และมียันต์สีทองติดอยู่หน้าถ้ำ
“นี่คือสุสานลับอีกแห่ง…” หลินอวี้กล่าว
เธอใช้ยันต์ที่เสี่ยวไป๋นำมาแนบกับยันต์หน้าถ้ำ แสงสีทองสว่างวาบออกมา และหินขนาดใหญ่ก็เคลื่อนตัวเปิดทางเข้า
ภายในถ้ำมีห้องโถงที่เต็มไปด้วยภาพวาดโบราณและตำราที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี กลางห้องมีแท่นหินที่สลักคำว่า “ประตูแห่งแสง”
“ข้ารู้สึกถึงพลังบางอย่าง…” เสี่ยวไป๋กล่าว
หลินอวี้เดินไปยังแท่นหินและวางมือลงบนมัน แสงสีเงินสว่างวาบออกมา และภาพในอดีตเริ่มปรากฏขึ้นในจิตใจของเธอ — ภาพของสุสานแรกที่เธอพบในโลกเดิม ภาพของแสงที่ดูดเธอเข้ามา และภาพของชายผู้สวมหน้ากากดำ
“ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน…ข้าต้องหาทางเปิดประตูนี้” เธอกล่าว
…
ในคืนนั้น หลินอวี้นั่งอ่านตำราที่พบในถ้ำ และพบข้อความหนึ่งที่ทำให้เธอขนลุก
“ผู้ถือพลังหยินหยางจะสามารถเปิดประตูแห่งแสงได้…แต่ต้องแลกด้วยสิ่งที่รักที่สุด”
เธอหันไปมองเสี่ยวไป๋ที่หลับอยู่ข้างๆ และรู้สึกถึงความกลัวที่แทรกซึมเข้ามาในใจ
“ข้าจะไม่ยอมเสียเ้าไป…ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”
…
การฝึกวรยุทธ์ของหลินอวี้ยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการค้นหาความจริงเกี่ยวกับประตูแห่งแสงและพลังของเสี่ยวไป๋ โลกแห่งต้าเหยียนเริ่มเปิดเผยความลับมากขึ้นทุกวัน และหลินอวี้ก็เริ่มเข้าใจว่าโชคชะตาของเธอไม่ได้เป็เพียงการข้ามภพ…แต่คือการเปลี่ยนแปลงใต้หล้า