บทที่ 15 ของแปลกใหม่
ในคืนนั้นเหยี่ยนอี้ก็ค้นหาสูตรสมุนไพรผสมกับดอกไม้หลายอย่าง เพื่อผสมเป็สูตรกลิ่นหอมหลากหลายจากนั้นนางก็จดลงกระดาษที่เพิ่งซื้อมา
ถึงแม้จะยากจนครอบครัวตระกูลจางแต่พวกเขาทุกคนสามารถเขียนอ่านได้เป็อย่างดี เพราะจางลี่หยางสอนบุตรทั้งสองด้วยตนเองเขาหวังว่าในวันหน้าจะสามารถส่งให้ลูกชายไปเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้ ส่วนบุตรสาวนั้นในใจของลี่หยางก็คาดหวังให้สามารถช่วยเหลือสามีในวันข้างหน้าได้ ดังนั้นเหยี่ยนอี้ ซึ่งเป็บุตรสาวจึงสามารถเขียนอ่านได้เป็อย่างดีแตกต่างจากลูกสาวบ้านอื่น
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงตะวันสีทองสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า ปลุกให้ทุกคนในบ้านตระกูลจางตื่นขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า
วันนี้เป็วันที่พวกเขาจะขึ้นูเาไปเก็บสมุนไพรและดอกไม้ตามสูตรลับที่เหยี่ยนอี้บอกเพื่อนำมาทำถุงหอมสมุนไพรขาย
กลิ่นหอมของข้าวต้มโชยไปทั่วบ้านมารดาของ เหยี่ยนอี้ยืนอยู่หน้าเตา มองดูหม้อโจ๊กหมูสับที่กำลังเดือดปุดๆ อย่างใจเย็น
“ท่านแม่ มีอะไรให้ข้าช่วยไหมเ้าคะ”
เหยี่ยนอี้เดินเข้ามาในครัวด้วยท่าทางงัวเงีย
“ตื่นแล้วหรืองั้นช่วยแม่ยกอาหารไปวางที่โต๊ะ”
หยุนผิงตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ครอบครัวของพวกเขาในตอนนี้นับว่าไม่ขาดแคลนอาหารดี และวิตามินบำรุงดี ทั้งจากการนำเงินไปซื้อของจากตลาดในเมืองและอาหารที่นำออกมาจากกระเป๋าเป้สีดำของลี่ซา ดังนั้นในทุกมื้ออาหารย่อมมีอาหารดีรสชาติอร่อยไว้สำหรับทุกคนเสมอ
ไม่นานนักทุกคนในครอบครัวก็พร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร โจ๊กหมูสับร้อน ๆถูกตักใส่ชามให้แต่ละคน พร้อมด้วยผักดองรสเปรี้ยวอมหวานวางใส่ถ้วยบนโต๊ะ
“โจ๊กของท่านแม่อร่อยที่สุดในโลกเลยขอรับ”
จางจื่อหานกล่าวชมพลางซดโจ๊กร้อนๆ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน เขากลายเป็ชายหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อมัดแน่นและใบหน้าที่หล่อเหลาคล้ายบิดา
“ถ้าอย่างนั้นก็กินเยอะ ๆ นะลูกวันนี้พวกเราต้องใช้แรงอีกเยอะ”
มารดากล่าวพลางยิ้มอย่างเอ็นดู
เหยี่ยนอี้ยอมรับว่ามารดาเ้าของร่างทำอาหารได้อร่อยถูกปากถึงแม้จะเป็อาหารพื้น ๆ ที่ชีวิตก่อนของนาง แทบจะไม่ค่อยได้แตะแต่เมื่อมาอยู่ในครอบครัวที่ยากจนนี้อาหารธรรมดาก็กลายเป็อาหารพิเศษจากรสชาติและความรักของคนในครอบครัว ทำให้กลายเป็ความผูกพันซึมซับเข้าไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว
หลังจากที่ทุกคนกินโจ๊กจนอิ่มท้องแล้วมารดาของเหยี่ยนอี้ก็หยิบถาดซาลาเปาไส้หมูออกมา ซาลาเปาลูกอวบอ้วนสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
“วันนี้แม่ทำซาลาเปาไส้หมูให้พวกเราไปกินเป็อาหารกลางวันบนเขาด้วยนะ”
มารดากล่าว เหยี่ยนอี้มองซาลาเปาที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนด้วยตาเป็ประกาย
หยุนผิงบรรจงห่อซาลาเปาแต่ละลูกด้วยใบตองก่อนจะใส่ลงในตะกร้าหวายอย่างเป็ระเบียบเมื่อเตรียมอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนก็พร้อมออกเดินทางขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร
จางลี่หยางเดินนำหน้าตามด้วยหยุนผิง และบุตรหญิงบุตรชาย ทุกคนสะพายตะกร้าสานและมีมีดเล็ก ติดตัว เมื่อเดินพ้นหมู่บ้านก็เริ่มเข้าสู่ป่าทึบที่เชิงเขา เสียงนกร้องและแมลงส่งเสียงดังระงม
“ทุกคนระวังตัวด้วยนะอย่าเดินออกนอกเส้นทาง”
ลี่หยางหันไปเตือนทุกคนด้วยความเป็ห่วง
เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่าหยุนผิงมองเห็นสมุนไพรหลายชนิดที่้า ก็เริ่มชี้ให้ทุกคนเก็บสมุนไพรต่าง ๆที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินและโขดหิน
“ตรงนั้นมีอ้ายเฉ่าตรงนี้มีติงเซียง ส่วนตรงโน้นมีโร่วกุ้ย”
นางชี้ให้ทุกคนช่วยกันเก็บสมุนไพรอย่างระมัดระวัง
เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำทุกคนก็เก็บสมุนไพรและดอกไม้ได้เต็มตะกร้า ต่างคนต่างก็แบกตะกร้าหนักอึ้ง เดินลงจากเขาด้วยความเหนื่อยล้าแต่เต็มไปด้วยความหวัง
“วันนี้เราได้สมุนไพรมากพอดูน่าจะพอสำหรับทำถุงหอมชุดแรก”
หยุนผิงกล่าวด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็เวลาเกือบบ่ายทุกคนช่วยกันนำสมุนไพรและดอกไม้ออกมาทำความสะอาด แล้วผึ่งลมให้แห้ง ก่อนออกตากแดดในวันรุ่งขึ้นเพื่อรอการแปรรูปเป็ถุงหอมสมุนไพรกลิ่นหอมสดชื่นที่จะสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของพวกเขา
หลายวันต่อมา แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในกระท่อมหลังเล็กเหยี่ยนอี้นั่งอยู่ข้างมารดาบนพื้นเสื่อไม้ไผ่ ทั้งสี่คนกำลังขะมักเขม้นกับการบรรจุสมุนไพรหลากชนิดลงในถุงผ้าไหมงดงามขนาดจิ๋วกลิ่นหอมของสมุนไพรคละคลุ้งไปทั่วห้อง
“เ้าใส่สมุนไพรมากไปแล้วลูก”
มารดายิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นเหยี่ยนอี้พยายามยัดสมุนไพรลงในถุงที่เล็กเกินไป
“ข้าอยากให้มันหอมนานและทำให้คนซื้อรู้สึกถึงความคุ้มค่า แตกต่างจากถุงหอมของคนอื่นเ้าค่ะ”
เหยี่ยนอี้ตอบอย่างมีเหตุผล เรียกรอยยิ้มให้กับมารดา
“ลูกสาวของข้า กลายเป็คนที่มีหัวการค้าและคิดการณ์ไกลั้แ่เมื่อไหร่กัน”
ในที่ว่าการอำเภอหนาน นายอำเภอโจวิเช่อวางพู่กันลงมองไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีทองเสียงจอแจของผู้คนในตลาดดังแว่วมาตามลม เขาถอนหายใจแ่เบา
ในใจของเขาวุ่นวายด้วยเื่ราวของเหยี่ยนอี้หญิงสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสราวกับแสงตะวันแม้จะรู้ว่าฐานะของตนเองสูงเกินเอื้อมสำหรับนางแต่ความห่วงใยที่มีให้ก็ไม่อาจปิดบังได้
โจวิเช่อไม่อยากให้นางต้องเผชิญกับอันตรายใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกอันธพาลที่คอยหาผลประโยชน์จากชาวบ้าน
“ไป๋หลง”
โจวิเช่อเอ่ยเรียกผู้ช่วยข้างกายของเขาอีกคน
ชายในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ขอรับท่านนายอำเภอ”
“ข้าอยากให้เ้าและคนของเ้าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเหยี่ยนอี้ว่านางกำลังทำอะไรอยู่”
โจวิเช่อสั่งน้ำเสียงเรียบ
“คอยดูแลความปลอดภัยของนางอย่าให้นางต้องถูกรังแก หากมีใครคิดร้ายต่อนาง จงรายงานให้ข้ารู้ทันที”
“ขอรับ”
ไป๋หลงคำนับก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
โจวิเช่อมองไปยังท้องฟ้าสีทองด้วยความเป็ห่วงหวังว่าการกระทำของเขาในวันนี้จะช่วยปกป้อง เหยี่ยนอี้จากภยันตรายทั้งปวงได้ แม้จะเป็เพียงการแอบเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆเขาก็ยินดีที่จะทำเพื่อนาง
หลังจากที่ครอบครัวจางช่วยกันทำถุงหอมจนได้จำนวนหนึ่งเหยี่ยนอี้ก็นำถุงหอมบรรจุลงในตะกร้าสาน และชักชวนให้ทุกคนเข้าเมืองไปด้วยกัน
ในตอนแรกจางลี่หยางยังรู้สึกกังวลถึงเื่เื้ัที่มืดดำของภรรยาแต่เหยี่ยนอี้ก็แนะนำให้มารดาปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อปิดบังตัวตน
“ท่านแม่ชีวิตของท่านไม่อาจจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านได้ตลอดไปนะเ้าคะ แต่หากท่านยังกังวลก็ใช้ผ้าปิดไว้ครึ่งหน้าก็ได้”
เมื่อได้ยินคำแนะนำของบุตรสาวหยุนผิงก็ทำตามด้วยความยินดี
ในวันต่อมาครอบครัวจาง จึงเดินทางไปในเมืองด้วยรถม้ารับจ้างคันเดิม
เมื่อทุกคนไปถึงเมืองหนานก็พากันเดินดูร้านค้าต่าง ๆ จนกระทั่งไปถึงร้านขายผ้า และเครื่องหอมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
“ท่านแม่ร้านนี้คงเป็ร้านที่คนนิยมชมชอบ เพราะมีลูกค้าในร้านมากข้าจะลองเอาถุงหอมเข้าไปนำเสนอที่ร้านนี้ดู พวกท่านรอข้าที่ข้างนอกก่อน”
หยุนผิงเงยหน้ามองร้านขายผ้าและเครื่องหอมด้วยความรู้สึกคุ้นเคยภายในความทรงจำอันเลือนราง นางน่าจะเคยเข้าไปร้านแบบนี้บ่อยครั้ง
เหยี่ยนอี้ในชุดผ้าไหมที่มารดาตัดให้ใหม่ก้าวเข้าไปในร้านด้วยท่าทีมั่นใจใบหน้าที่งดงามของนางภายใต้ชุดที่ตัดเย็บอย่างประณีตทำให้คนงานหญิงในร้านหันมามองด้วยความสนใจ เมื่อเห็นว่าเป็หญิงสาวที่เข้ามาซื้อผ้าไหมหลายชิ้นเมื่อหลายวันก่อนก็รีบโปรยยิ้มเข้าไปทักทาย
“คารวะคุณหนูไม่ทราบว่าวันนี้ท่าน้าอะไรเพิ่มเติมเ้าคะ”
คำเรียกขานนอบน้อมราวกับผู้ที่ได้รับการอบรมมาดี
“วันนี้ข้ามีสินค้าอยากจะนำมาเสนอเ้าของร้านและถ้าหากข้าขายได้ ก็จะซื้อผ้าไหมเพิ่ม”
คนงานหญิงทำหน้าฉงนกับคำตอบในแวบแรกก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ