ถอดความหมาย
นางท่องข้อความที่ยังจำได้จนขึ้นใจอีกครา เสียงของนางใสกระจ่าง
เขาไผ่เขียวสูงล้ำ ในค่ำคืนมีแสงจันทร์ วิถีกำเนิด ก่อเกิดสรรพสิ่ง พฤกษางอกงามิญญาหวนคืน
กล่าวจบ นางห็หันหันมาสบสายตากับผู้สูงวัยอย่างขอความเห็น
ผู้าุโนิ่งงันไปชั่วครุ่ แววตาของเจือไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดคล้ายกำลังครุ่นคิดพลางใช้มือลุบบริเวณปลายคางที่ไว้หนวดยาวขึ้นลง
“ในบทโคลงนี้มีอยู่ท่อนหนึ่งที่ข้าคุ้นชิน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทำให้หลิงอันเกิดอาการอยากรู้ขึ้นมา
“ท่านลุงโปรดให้ความกระจ่างด้วยค่ะ”
“อืม”
“คำกล่าวท่อนนี้มีอยู่ในบันทึกโบราณเล่มหนึ่งมันถูกเก็บไว้ในหออักษรของวังหลวง ซึ่งมีน้อยคนนักที่รู้เื่นี้ ข้าเคยมีโอกาศได้ศึกษาอยู่บ้างจึงพอที่จะจำได้คลับคล้ายคลับคลา ” ชายแก่ทวนความจำ
“ในอดีตนั้นนักปราชญ์หลายคนลงความเห็นว่าตำราเล่มนี้เป็เื่เพ้อเจ้อเหลวไหลเพราะไม่สามารถหาหลักฐานใดหรือบันทึกฉบับอื่นมาอ้างอิงได้ แต่ตรงกันข้ามยังมีนักปราญ์อีกส่วนหนึ่งที่ยังคงยืนยันถึงความมีอยู่ของสิ่งนี้โดยให้เหตุผลจากคำบอกกล่าวของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ลึกลับในครั้งอดีตที่บอกเล่าสืบทอดกันมา”
หลิงอันนั่งนิ่งอย่างตั้งใจฟัง พลันลมเย็นะเืยามราตรีก็โชยมาต้องผิวกาย
“มันเป็บันทึกในยุคของท่านอ๋องรุ่นก่อนที่ได้กล่าวถึงลัทธิและความเชื่อประหลาดที่ครอบงำดินแดนบางส่วนทางด้านเหนือของแคว้นเจี้ยงเราเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา บันทึกฉบับนี้ถูกค้นพบขณะที่ทางการทำการกวาดล้างพวกนอกรีตตำรากล่าวว่า เมื่อเนิ่นนานมาแล้วมนุษย์ผุ้หนึ่งได้กลายเป็มารร้าย พลังของมันมหาศาลจนเกินจะหยั่งถึง ทุกที่ที่มันไปล้วนเหลือไว้เพียงกองซากศพและสุสานของผุ้คน บังเกิดความตายสีดำที่แสนจะทรมาณไปทุกแห่งหนผู้คนต้องจมอยู่กับความทรมาณ ผู้คนไร้หนทาง ทำให้เพียงสวดอ้อนวอนต่อ์
จนมาวันหนึ่งคล้ายกับเทพยดายังเมตตาและรับรู้ได้ถึงคำวิงวอนนั้น ณสถานที่เร้นลับพงไพรแห่งหนึ่งได้ก่อเกิดเซียนแห่งขุนเขาผู้สมถะ และเทพัจันทราอีกท่านหนึ่งผู้ป็นสหายรัก ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันต่อสู้กับมารตนนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมดุลย์ของโลกมนุษย์ เทพัจันทราเป็เทพชั้นสูงมีพลังอำนาจกล้าแกร่ง และเวทมนตร์เกินกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้ท่านผุ้นี้ถูกกล่าวขานว่าสามารถแม้แต่กระทั่งเดินทางผ่านห้วงเวลาได้”
ผู้าุโกล่าวถึงตรงนี้ก็เว้นระยะครู่หนึ่งกล่าวต่อ
“เื่นี้คล้ายนิทานเพ้อเจ้อขอ แม่นางโปรดจงตรองดูเองเถิด”
มีรอยยิ้มาบอยุ่บนใบหน้าของหลิงอัน นางยังคงตั้งใจฟัง“ท่านลุงโปรดเล่าต่อเถอะ ข้าอยากรู้”
ชายชราพยักหน้ารับ
“การต่อสู้ของเซียน มหาเทพและมารได้บังเกิดขึ้นและเป็ไปอย่างดุเดือดกินเวลายาวนานผ่านไปหลายราตรีจนในที่สุดฝ่ายธรรมะก็สามารถสะกดมารร้ายเอาไว้ได้ ตำรากล่าวเอาไว้ว่ามารร้ายมีชิวิตเป็นิรันดร์ พวกเขาจึงทำได้เพียงผนึกมันเอาไว้เท่านั้นทว่าการต่อสู้ก้ได้สร้างาแและความบอบช้ำให้กับเซียนแห่งขุนเขาและองค์เทพไปไม่น้อยเลยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นพวกเขาก็เร้นกายอยู่อย่างสงบและมิได้มีผุ้ใดกล่าวถึงอีกเลย”
“จวบจนเมื่อหลายสิบปีต่อมา ได้ปรากฎมีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างตนเป็ผุ้แกร่งกล้าทางคาถาอาคมและมนต์ดำได้ดำเนินการสืบค้นและศึกษาเื่ราวนี้อย่างจริงจัง จนในที่สุดพวกมันสามารถค้นพบความลับบางอย่างเป้าหมายของพวกมันก็คือ้าพลังและความรอบรู้ทั้งหมดของมารร้ายที่ถุกผนึกไว้”กล่าวถึงตอนนี้ผุ้เล่าก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ.. สิ่งที่ข้าชิงชังเป็ที่สุดก็คือความโลภของคน บางคนละโมบเงินทองทรัพย์สินบางคนละโมบชื่อเสียง แต่คนพวกนี้มีความละโมบในอำนาจและพลัง ต่อให้ทำเื่ที่ผิดบาปมากเพียงใดหรือต่อให้นำพาตัวเองลงขุมนรกไปมากเท่าใดพวกมันก็ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย”
“แล้วเกิดอะไรต่อจากนี้เหรอคะท่านลุง”
“พิธีกรรมอันวิปริตและการสังเวยจึงถือกำเนิดขึ้น และโคลงท่อนที่ข้าจำได้ คือ วิถีกำเนิด ก่อเกิดสรรพสิ่ง พฤกษางอกงาม ิญญาหวนคืน ก็คือหนึ่งในขั้นตอนการทำพิธีกรรมของพวกมันนั่นเองส่วน วรรคหน้า ข้าคิดว่าน่าจะเป็สถานที่ที่พวกมันจะกระทำการในครั้งต่อไปเขาไผ่เขียว และคืนจันทร์เต็มดวง หากตีความตามตัวอักษร”
หลิงอันรุ้สึกว่าเื่นี้ฟังอย่างไรก็ยากที่จะเชื่อได้เหตุการณ์แต่ละอย่างล้วนมีความไม่สมเหตุสมผลนางคิดว่าเื่นี้น่าจะเป็นิยายแต่งขึ้นเองจากคนที่คิดฟุ้งซ่านของผู้แต่งเองเสียมากกว่าเพราะั้แ่นางมีชีวิตมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินเื่ราวทำนองนี้เลย จะให้ทำใจเชื่อลงก็คงจะยากเต็มที แต่นางก็ยังแสดงท่าทางเคารพผู้ชรา มิได้กล่าวคำแทรกการอธิบายและ มิได้แสดงอาการใดๆออกมาทางสีหน้า
แต่อย่างน้อยนางก็ได้ข้อมูลถึงจุดที่เชื่อมโยงกันของเื่นี้อย่างหนึ่งก็คือถ้อยคำในบทโคลงมีการบันทึกไว้จริงตามเอกสารเก่าแก่ซึ่งกลุ่มคนที่อ้างตนว่ามาจากพรรคเมฆาจะต้องมีความสัมพันธ์หรือมีความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับตำนานนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและนางก็เห็นด้วยกับผุ้าุโเกี่ยวกับเื่สถานที่นัดหมายก็คือเขาที่ชื่อว่าเขาไผ่เขียว ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเื่นี้นางคงจะต้องเป็คนไปสืบหาข้อมมลเพิ่มเติมเองว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่
“ข้าขอขอบคุณท่านลุงที่กรุณาเล่าเื่ราวทั้งหมดฟังค่ะ”
ชายชราคล้ายจะอ่านใจของหลิงอันออก
“ข้ารู้ดีว่าเื่นี้ออกจะพิศดารเกินกว่าจะเชื่อถือได้อีกอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นก็ผ่านเวลามานับร้อยปี ข้าเองก็มิได้มีหลักฐานใดๆที่จะแสดงให้แม่นางได้เพียงกล่าวตามเอกสารโบราณที่ได้ศึกษามาขอแม่นางจงพิจารณาเองตามสมควร” ชายชรากล่าวอย่างถ่อมตน
“เพียงเท่านี้ข้าเองก็รู้สึกซาบซึ้งแล้วค่ะ”กล่าวจบหลิงอันก็ยกมือประสานกัน คารวะ
“เวลาข้ามีจำกัดเกรงว่าจะไม่สามารถรั้งอยู่นานได้ คงต้องขออำลาท่านลุงแล้ว”
ชายชรามองหน้าสาวน้อย พลันสีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยน ไปแววตาที่เคยสงบกลับมีอาการบ่งบอกถึงความอาวรณ์ พลันมีน้ำใสๆซึมอยุ่ที่ขอบตาในตอนนี้จิตใจของเขาหนักอึ้งประหนึ่งยังมีถ้อยคำที่เก็บเอาไว้ภายในอกเป็หมื่นคำ
“คะ คุณหนูรอง ..ท่านจะไปแล้วรึ” เขากล่าวออกมาอย่างลืมตัว
คำคำนี้ดังมากระทบหูของหลิงอัน ทำเอานางสะดุ้งขึ้นมาทันที
คุณหนูรอง รึ ...เมื่อหลิงอันได้ยินคำ พลันความรู้สึกและความทรงจำเมื่อครั้งอดีตก็ถาโถมเข้ามาโจมตีในส่วนลึกของจิตใจนางอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
นางรู้สึกสะท้อนขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกและรู้สึกจุกที่บริเวรหน้าอก นางลุกตัวยืนขึ้น พยายามเบือนหน้าหนีจากชายชรา
“ท่านลุงชิว โปรดอย่าเรียกข้าเช่นนี้อีก”นางกล่าวเสียงเรียบแฝงด้วยการออกคำสั่ง
คำพูดของนางคล้ายดั่งลมลอยผ่านไปหาได้เข้าหูชายชราไม่ เขาผุ้ซึ่งรอเวลานี้มาเนิ่นนานั้แ่เหตุการณ์วิบัติในครั้งอดีตกว่าจะได้พบกับบุคคลอันเป็ที่รักของเขาและในเมื่อนางมายืนอยู่เบื้องหน้าแล้วในตอนนี้แล้ว ไยเขาจะต้องทนฝืนเก็บคความรู้สึกเอาไว้อีกต่อไปเล่า
“ตอนนี้ข้าหาใช่คุณหนูรองของท่านอีกต่อไปแล้ว ตัวข้าเป็เพียงผู้พเจรผู้หนึ่งที่ฝากชีวิตไว้กับคมดาบไม่มีความแน่นอนใด ๆทั้งสิ้น วันนี้ข้าอาจจะยังอยู่แต่พรุ่งนี้ข้าอาจจะตายไปแล้ว ขอท่านลุงโปรดเข้าใจ”
คำพูดของนางทำเอาผู้สูงวัยสะท้อนในทรวงอกขึ้นมา ความเ็ปกำลังกัดกินหัวใจที่อ่อนแอของเขา เขารู้สึกเสียใจและสิ้นหวังในโชคชะตาเขาเคยถามฟากฟ้าเสมอว่า เหตุใด คุณหนุผุ้แสนดีและน่ารักของตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ถึงได้มีอนาคตที่เลวร้ายเช่นนี้ได้
“สำหับข้าแล้วท่านก็ยังคงเป็คุณหนูน้อยผุ้แสนน่ารักอยู่เสมอขอรับ” น้ำเสียงของชายชราสั่นเครือ
“ข้ายังจำเื่ราวในอดีตได้อย่างแม่นจำขอรับ ภาพทุกภาพยัคงติดอยู่ในหัวของข้าไม่เคยลืมได้ บิดาของคุณหนูรองเป็ถึงหัวหน้ากรมอาลักษ์เป็ผู้ใจซื่อมือสะอาด มีเกียรติยศแลศักดิ์ศรี วันหนึ่งท่านได้ล่วงรู้แผนการชั่วของขุนนางถ่อยที่หมายก่อการกบฎ ด้วยความจงรักภักดี นายท่านจึงได้คิดกระทำการคิดจะเปิดเผยความลับนั้นโดยมีข้าที่เป็ที่ผู้ช่วยคนสนิท และเป็คนที่นายท่านเชื่อใจที่สุดช่วยดำเนินแผนการ แต่เพราะ์ไม่เมตตาหรือเพราะเกลือเป็หนอนแผนของนายท่าจึงถุกพวกมันล่วงรู้ก่อน”
“พอเสียเถอะท่านลุง ข้าขอร้อง ข้าไม่อยากจะคิดถึงเื่นี้อีก”หลิงอันรู้สึกถึงบางอย่างที่สะกิดลึกเข้าไปที่แผลในใจของนาง ความเ็ปเมื่อครั้งอดีตทำให้นางบอบช้ำเกินจะรับไหว การลืมเลือนหรือแกล้งทำเป็ลืมอาจจะดีเสียกว่า
นางยังคงจำได้อย่างแม่นยำเมื่อสิบปีที่แล้วเมื่อครั้งที่ขุนนางโฉดส่งกลุ่มมือสังหารลอบเข้ามายังจวนของผู้เป็บิดา ค่ำคืนนั้นพระจันทร์สีเืไร้แสงส่อง ครอบครัวของนางถูกสังหารจนสิ้น มีเพียงนางคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ราวปฎิหาริย์ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ และร้องรอง ล้วนตายอย่างน่าอนาถ
“ข้าพยายามที่จะไม่เ็ป แต่มันก็เป็สิ่งที่เกินกว่าที่ข้าจะทนข้าพยายามแล้ว ข้าพยายามแล้วจริงๆ” นางพยายามกลั้นใจกล่าวออกมา
พลันหลิงอันก็ค่อยๆผละเดินออกมาอย่างช้าๆ ทิ้งชายชราไว้เื้ันางรู้ดีว่าท่านลุงยังคงห่วงใยและคิดถึงนาง แต่เส้นทางนี้นางได้เลือกเดินแล้วนางเดินมาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังกลับไปได้
“นี่อาจจะเป็ครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ข้าจะได้พบหน้าของคุณหนู ข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูรองเช่นเดิมเหมือนเมื่อครั้งท่านยังเยาว์จะได้หรือไม่ขอรับ” ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความอ้อนวอน คล้ายจะขาดใจ
หลิงอันหยุดยืนนิ่ง นางเข้าใจความรู้สึกของลุงชิวเป็อย่างดีหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นทุกคนล้วนเ็ป แม้แต่ตัวนางเองสาบานได้ว่านางเคยตำหนิตัวเองว่าเหตุใดนางถึงยังเป็คนที่รอดชีวิตอยู่เพียงคนเดียวนางควรจะตายไปพร้อมกับทุกคนครอบครัวแล้วแท้ๆจะได้ไม่ต้องมาทุกข์ทรมาณดังเช่นทุกวันนี้
นางพยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ใหลออกมา
“ข้าขอขอบคุณท่านลุงมาก ที่เป็ห่วงข้าเสมอมาหากต่อไปเราไม่ได้พบหน้ากันอีก ข้าก็มีคำกล่าวจากใจจริงที่อยากจะบอกท่านเอาไว้”คราวนี้นางกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่แล้วจริงๆ
“ไม่มีค่ำคืนใดเลยที่ข้าจะลืมเื่ในอดีตได้ใจของข้ายังคิดถึงทุกคนเสมอ ข้าคิดถึงท่านพ่อ ท่านแม่ เ้าตัวเล็กและพี่ใหญ่มากแต่ยิ่งคิดถึงมากเท่าใดภายในใจของข้าก็ยิ่งแตกสลายมากเท่านั้น ยิ่งข้าจมอยู่กับอดีตมากเท่าใดทุกออย่างในปัจจุบันก็ยิ่งไร้ค่าสำหรับข้าเท่านั้น “
นางหันหน้ามาหาผู้สูงวัยที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ
“และท่านลุงคือความทรงจำเดียวของข้าที่ยังมีตัวตนอยู่ เป็สิ่งเดียวที่ทำให้ข้ายังรู้สึกในส่วนลึกที่สุดของหัวใจว่าครั้งหนึ่งข้าเคยมีความความสุขกับทุกคนมากเพียงใดข้าเคยได้รับไออุ่นจากครอบครัวมากเพียงใด”
กล่าวจบนางก็เดินออกไปยังบริเวณที่ผูกม้าไว้ทันที
“ท่านลุงโปรดถนอมสุขภาพด้วย”
นางเดินจากไปแล้ว
ชายชรายังคงยืนนิ่งอยู่ ทุกอย่างเงียบงัน
แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลมเย็นๆพัดโชยเอื่อยๆมาอีกครา ผู้สูงวัยมองดูภาพคุณหนูรองของเขาควบม้าออกไปจนลับสายตา