“พวกเราสองคนแต่งงานกันมาเจ็ดปีแล้วเป็นสามีภรรยากันมานาน จะให้หวานชื่นเหมือนคู่รักหนุ่มสาวได้อย่างไร”
“พี่สะใภ้พูดมีเหตุผล”หลินเฉวียนตอบรับ ก่อนจะฉุกคิดได้ว่า “ไม่ใช่นี่คะฉันกับไต้เหว่ยถึงจะเพิ่งแต่งงานกันหกปี แต่พวกเราคบหากันมาเกือบสิบปีก็ยังรักกันดีไม่เคยมีสถานการณ์แบบนี้เลย”
สวีหว่านหนิงอยากบ่นว่าพวกเธอสองคนไม่ใช่แค่รักกันดี แต่รักกันปานจะกลืนกิน!
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านมีแม่หลินเธอ และเด็กอีกสี่คน พวกเขาสองคนคงอยากจะตัวติดกันตลอดเวลา
ช่างหายากนักที่อยู่ร่วมกันมานานหลายปีแล้วยังรักกันดีขนาดนี้!
“นี่ก็เย็นมากแล้วเรารีบกลับบ้านกันเถอะ แม่กับพวกเด็กๆ กำลังรอเรากลับไปกินข้าวด้วยกัน”
“อ้อ จริงสิพวกเรารีบเดินกันเถอะค่ะ”
บ้านหลิน ณโต๊ะกินข้าว
สวีหว่านหนิงบอกคำพูดของหลินอันกับไต้เหว่ย
“เธอคิดเห็นอย่างไรจะไปปักกิ่งหรือเปล่า”
“ไปครับ!” ไต้เหว่ยไม่ลังเลสักนิด“แม้จะต้องอยู่ไกลจากบ้านเกิด แต่ผมอยากหาเงินได้มากกว่านี้เพื่อมอบชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้เฉวียนเฉวียน ต้ายา และเถี่ยตั้นเอ๋อร์”
“ได้สองวันนี้เตรียมตัวได้เลย ประมาณวันมะรืนฉันจะต้องไปทำธุระที่ปักกิ่งอีกครั้งถึงตอนนั้นเราจะเดินทางไปพร้อมกัน”
“พี่สะใภ้แล้วจดหมายแนะนำตัว...” ไต้เหว่ยถูมือไปมาอย่างกังวล“หมู่บ้านของเราไม่เคยมีใครไปทำงานต่างมณฑลมาก่อนผมจะขอจดหมายแนะนำตัวได้หรือครับ”
“วางใจได้เรื่องจดหมายแนะนำตัวให้เป็นหน้าที่ฉัน”
“ขอบคุณพี่สะใภ้ครับ”
ต้าชุนอยากพูดบางอย่างแต่เห็นแม่กำลังคุยกับอาหญิงและอาเขย เด็กชายจึงอดทนรอ ไม่แทรกบทสนทนาของพวกเขา
ทว่าสีหน้าและแววตาไม่อาจเก็บซ่อนความโศกเศร้าเอาไว้ได้
ตกกลางคืนหลังสวีหว่านหนิงล้างหน้าแปรงฟันแล้ว เธอก็เข้าไปในห้องนอนของพวกเด็กๆ
“ต้าชุนลูกออกมาหน่อยสิ แม่มีเรื่องอยากคุยด้วย”
ได้ยินดังนั้นต้าชุนที่ล้มตัวนอนบนเตียงแล้วก็รีบพลิกตัวลงจากเตียง หลังใส่เสื้อคลุมเรียบร้อยเขาก็เดินตามสวีหว่านหนิงออกนอกห้อง
ในห้องรับแขกสวีหว่านหนิงนั่งประชันหน้ากับต้าชุน
“ต้าชุนลูกมีอะไรอยากพูดกับแม่ใช่หรือเปล่า ตอนนี้มีแค่พวกเราสองคน ลูกบอกความในใจให้แม่ฟังได้”
ต้าชุนเหลือบตาขึ้นมองสวีหว่านหนิงแล้วถามหยั่งเชิงว่า“ผมถามอะไรก็ได้หรือครับ”
“ได้สิ”สวีหว่านหนิงพยักหน้าพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ลูกเป็นลูกชายของแม่ ไม่ว่าลูกพูดอะไรแม่ก็จะตั้งใจฟัง ดังนั้นตอนนี้บอกแม่มาสิว่า วันนี้ตอนกินมื้อเย็นลูกคิดอะไรอยู่”
น้ำเสียงใจดีของสวีหว่านหนิงทำลายความลังเลของต้าชุนไปจนหมด
“แม่ ผมอยากไปปักกิ่งกับแม่”
สองมือของต้าชุนประสานกันแน่นวางอยู่บนตัก“ครั้งก่อนตอนลุงรองมาหา เขาบอกพวกผมว่าที่บ้านมีคุณตา คุณยาย และคุณลุงอีกหลายคนแถมผมยังมีน้องชายฝาแฝดด้วย แม่ครับ ผมอยากเจอพวกเขา ได้หรือเปล่าครับ”
“ได้สิได้อยู่แล้ว”
สวีหว่านหนิงมองต้าชุนที่แม้จะปรารถนามากแค่ไหนแต่ก็พยายามอดกลั้นความปรารถนาในส่วนลึกของหัวใจเอาไว้อย่างเต็มที่แล้วรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก
เธอรั้งตัวต้าชุนเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแผ่วเบาแล้วใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดพูดกับเขาว่า
“ต่อให้ต้าชุนไม่พูดครั้งนี้แม่ก็ตั้งใจจะพาลูกกับเยาเม่ยกลับปักกิ่งไปด้วยกันอยู่แล้วที่บ้านนอกจากคุณตาคุณยาย ยังมีตาใหญ่ ยายใหญ่ ตารองกับยายรองลูกยังมีคุณลุงกับคุณน้าหกคน มีป้าสะใภ้ใหญ่ และมีน้องชายอีกสองคนด้วยกันพวกเขาทุกคนต่างก็ตั้งตารอที่จะได้เจอลูกกับเยาเม่ย”
“แม่ครับแม่ลืมอีกคนหนึ่ง”
“ใครหรือ?”
ต้าชุนมองหน้าเธออย่างเคืองๆ“ก็พ่อของผมน่ะสิครับ!แม่ แม่ไม่ได้เจอพ่อตั้งนาน คงไม่ได้ลืมพ่อของผมไปแล้วใช่หรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงใช้นิ้วเขี่ยปลายจมูกของต้าชุนแล้วกลั้วหัวเราะ “ปกป้องพ่อขนาดนี้เลยหรือเรา”
“ก็เขาเป็นพ่อของผมนี่ครับ!”
“แม่ไม่ลืมหรอกกองทัพให้บ้านสวัสดิการกับพ่อของลูก ถึงจะขนาดไม่ใหญ่มากแต่พวกเราสี่คนก็อยู่ด้วยกันได้”
“แม่แล้วย่าล่ะครับ”
สวีหว่านหนิงยิ้ม“สบายใจได้ แม่ไม่ได้ลืมย่า แต่ครั้งนี้พวกเราคงพาย่าไปด้วยไม่ได้ ลูกลองคิดดูสิแม่กับอาเขยจะพาลูกกับน้องสาวไปปักกิ่ง ที่บ้านก็จะเหลือแค่ย่า อาหญิง ต้ายาและเถี่ยตั้น”
“อาหญิงต้องไปทำงานที่โรงงานต้ายากับเถี่ยตั้นไปไหนไม่ได้ดังนั้นจึงต้องมีคนอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลพวกเขาจริงไหม”
“แต่ถ้าผมไม่ได้เจอย่านานๆผมจะคิดถึงย่า”
สวีหว่านหนิงยิ้มพลางพูดคำพูดที่โหดร้ายที่สุด
“วางใจได้เราเดินทางไปปักกิ่งครั้งนี้อย่างมากคงใช้เวลาแค่สิบวันลูกอาจจะยังไม่ทันคิดถึงย่า พวกเราก็ต้องกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียงแล้ว”
ต้าชุน“......”
ทำไมมันไม่ค่อยเหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้?
“ดึกแล้ว ลูกเข้านอนเถิดพรุ่งนี้ลูกกับเยาเม่ยช่วยกันเก็บของ พวกเราจะออกเดินทางวันมะรืนนี้”
หลังจากต้าชุนกลับเข้าห้องนอนแล้วสวีหว่านหนิงก็ไปหาแม่หลินเพื่อบอกว่า เธอจะพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปที่ปักกิ่งด้วย
“ไปเถิดพ่อแม่ของลูกไม่ได้เจอเด็กสองคนนี้เลย พวกเขาคงอยากเจอหน้าหลานมาก”
“ค่ะไว้ฉันเสร็จงานแล้วจะรีบกลับมานะคะ มันจะไม่นานจนเกินไป”
“แม่คะ หลังจากฉันออกเดินทางแล้วหยวนจือชิงคงมาอ่านหนังสือที่บ้านเราเป็นประจำ ฉันจะฝากหนังสือไว้กับแม่ก่อนพอเธอมาที่บ้านแล้วค่อยหยิบให้เธอนะคะ”
“ได้สิ”
วันต่อมาสวีหว่านหนิงไปที่โรงงานสาขาย่อยเพื่อตรวจดูงานรอบโรงงานเมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ปั่นจักรยานไปที่โรงงานอาหารชุนหัวเพื่อติดต่อผู้อำนวยการซุนให้ช่วยออกจดหมายแนะนำตัวให้
หลังจากได้รับจดหมายแนะนำตัวเธอก็ไปที่เทศบาลชุมชนเพื่อขอให้หัวหน้าเฉินช่วยออกจดหมายแนะนำตัวให้กับไต้เหว่ยต้าชุน และเยาเม่ย
“จดหมายแนะนำตัวของต้าชุนกับเยาเม่ยฉันคงอนุมัติให้ได้แค่ครึ่งเดือน แต่ของไต้เหว่ยเป็นกรณีพิเศษจดหมายแนะนำตัวจากทางนี้คงทำให้เขาเดินทางไปปักกิ่งได้อย่างราบรื่นแต่หลังจากถึงปักกิ่งแล้วควรทำอย่างไรต่อไป ฉันคงช่วยไม่ได้แล้วละ”
“มีจดหมายแนะนำตัวเพื่อขึ้นรถไฟได้ก็เพียงพอแล้วละค่ะ”
สวีหว่านหนิงได้จดหมายแนะนำตัวมาทั้งหมดสามใบอย่างราบรื่น
หลังออกจากเทศบาลชุมชนเธอก็ปั่นจักรยานไปที่สถานีรถไฟ
“สหายฉันอยากซื้อตั๋วรถไฟไปปักกิ่ง ต้องการตั๋วตู้นอนค่ะ”
“ตอนนี้มีแค่ตั๋วที่นั่งธรรมดาใบละ 7.5หยวน จะซื้อหรือเปล่า”
“ไม่มีตั๋วตู้นอนหรือคะ”
“มีแต่ตั๋วนั่ง”
“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรค่ะ”
สวีหว่านหนิงถอยออกจากกลุ่มคน
ถ้ามีแค่เธอคงจะทนนั่งไหวแต่ครั้งนี้เธอต้องพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปด้วย การนั่งรถไฟชั้นสามคงไม่สะดวก
เพราะฉะนั้นเธอคงต้องใช้เส้นสายเสียแล้ว
สวีหว่านหนิงเดินไปที่ร้านค้าเพื่อขอยืมโทรศัพท์แล้วโทรหาหัวหน้าขบวนรถไฟเที่ยวรถที่เธอนั่งกลับมาคราวก่อน
“สหายสวีในที่สุดคุณก็ติดต่อมา!”
น้ำเสียงของหัวหน้าขบวนรถไฟฟังดูตื่นเต้นกว่าที่สวีหว่านหนิงคิด
“หัวหน้าคะฉันอยากซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนเที่ยวรถไปปักกิ่งวันพรุ่งนี้สองใบค่ะ เพราะฉันต้องพาลูกสองคนไปด้วยถ้านั่งรถไฟชั้นที่นั่งธรรมดาคงไม่สะดวกไม่ทราบว่าคุณพอจะช่วยหาตั๋วตู้นอนสักสองใบให้ฉันได้หรือเปล่าคะ”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้วผมหาตั๋วตู้นอนชั้นหนึ่งแบบเดิมให้กับคุณดีหรือไม่”
“ถ้าได้ตั๋วตู้นอนแบบเดียวกันกับคราวก่อนคงจะดีมากเลยค่ะขอบคุณหัวหน้ามากนะคะ”
“สหายสวีทางผมเองก็มีเรื่องอยากรบกวนคุณเช่นกัน”