ตอนที่ 4: ปากคำกลางดึก กับเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวง
รุ่งอรุณของสำนักเล็กปลายแถวไม่เคยคึกคักและตึงเครียดเช่นนี้มาก่อนตลอดระยะเวลาร้อยปีที่กู้เสวียนจดจำได้
บรรยากาศทั่วทุกซอกมุมเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบอันสับสน ศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดบริเวณลานหินกว้างหน้าโรงครัว บ้างก็เล่าลือว่าเห็นกองเืแดงฉานนองเต็มพื้นที่แดนฝึกซ้อม บ้างก็อ้างว่าได้ยินเสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้องสะท้านไปถึงยอดเขาในยามดัดจริต ทั้งที่ในความเป็จริงแล้วไม่มีผู้ใดรู้แจ้งเห็นจริงถึงเื่ราวทั้งหมดชัดเจนไปกว่ากัน มีเพียงความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านปกคลุมใบหน้าของทุกคน ราวกับหมอกหนาในยามเช้าที่ไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ
เวรยามรักษาการณ์ชุดใหม่ถูกเพิ่มจำนวนขึ้นเป็สองเท่าตามแนวกำแพงทุกทิศทาง คมดาบคมกระบี่ในมือของพวกเขาส่องประกายวาววับ ไม่ถูกเก็บเข้าฝักเลยแม้ในยามกลางวันแสกๆ ภาพศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ได้รับาเ็ถูกหามบนแคร่ไม้ผ่านลานกว้างเข้าสู่แดนโอสถอย่างต่อเนื่องั้แ่เช้าตรู่ กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นผสมกับกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้ง ลอยอบอวลชวนวิเวกโหวงเหวงไปทั่วบริเวณนั้น
กู้เสวียนก้มหน้าก้มตาใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดเศษใบไม้แห้งอยู่ ณ มุมหนึ่งของลานหิน สายตาเรียบเฉยใต้เรือนผมยุ่งเหยิงเหลือบมองผ่านม่านตาที่แสร้งทำเป็ไร้ความสนใจ เขาเห็นซุนเหลียงถูกศิษย์ร่วมสำนักสองคนช่วยกันประคองเดินผ่านไป ใบหน้าของซุนเหลียงซีดเผือดยิ่งกว่าศพ ผ้าพันแผลปุ่มป่ำรัดแน่นรอบเอว ทุกฝีก้าวที่ย่างเหยียบล้วนมาพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเกร็งด้วยความเ็ปทรมาน
"เหตุใดค่ายกลคุ้มกันถึงพังทลายลงง่ายดายเช่นนั้น..." เสียงกระซิบเบาๆ ของศิษย์คนหนึ่งลอยลอดผ่านหูของกู้เสวียนขณะเดินสวนกัน "สี่สิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เหตุใดจู่ๆ ถึงได้..."
กู้เสวียนไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงก้มลงกวาดกองใบไม้แห้งกองเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดผ่านหูเข้าสู่รับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย
กระทั้งเวลาล่วงเลยมาถึง่สายใกล้เที่ยง เสียงระฆังเหล็กใบใหญ่กลางสำนักก็ถูกตีขึ้นสามครั้งติดต่อกัน แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง! เสียงกังวานสะท้อนก้องทั่วหุบเขา มันคือสัญญาณเรียกประชุมฉุกเฉินระดับสูงสุดที่ไม่เคยดังขึ้นมานานหลายสิบปี
ผู้บำเพ็ญเพียรทุกตำแหน่ง ั้แ่ศิษย์พี่สายในไปจนถึงเหล่าเถ้าแก่และผู้าุโ ต่างถูกเรียกตัวให้เข้าพบพร้อมกัน ณ ตำหนักใหญ่ ท่านอาจารย์ใหญ่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์หวายลายงดงาม สีหน้าและดวงตาเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่กู้เสวียนเคยเห็นมา ทางด้านข้างมีเถ้าแก่อู๋ยืนก้มหน้าสงบนิ่งอยู่แถวหน้าสุด ถัดออกไปคือชายชราร่างสูงโปร่งในชุดยาวสีดำขลิบทอง ผู้ซึ่งดูแลกฎระเบียบและการลงทัณฑ์ของสำนัก นามว่า 'เ้าเฒ่าเหอ' ดวงตาของเขาทั้งสองข้างเรียบตึงและเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งที่ไม่เคยละลายตลอดกาล
"เมื่อคืนนี้ สำนักของเราถูกพวกชั่วร้ายซุ่มโจมตีโดย นิกายเข่นิญญา" ท่านอาจารย์ใหญ่เปิดฉากพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
พลันเกิดเสียงพึมพำแตกตื่นดังระงมไปทั่วห้องโถงใหญ่ทันที นิกายเข่นิญญาไม่ใช่ชื่อที่แปลกหูสำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในดินแดนนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาคือนิกายลึกลับที่ไม่ยอมสังกัดสำนักใหญ่ใดๆ รับจ้างสังหารและปล้นชิงของมีค่าหายากโดยไม่สนใจว่าเป้าหมายจะเป็เพียงสำนักเล็กๆ หรือตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพล อีกทั้งยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เื้ัของนิกายนี้มีผู้บงการที่แท้จริงซ่อนตัวอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นหน้าตาหรือรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นั้น
"เป้าหมายของพวกมันในครั้งนี้คือ ยาะสามศตวรรษ ที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างแ่าในแดนโอสถ" เ้าเฒ่าเหอเอ่ยเสริมขึ้น เสียงของเขาก้องกังวานเ็าไปทั่วห้องโถง "สมบัติอันทรงคุณค่าชิ้นนี้สืบทอดมาั้แ่ครั้งปฐมบูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก แม้สำนักของเราจะเป็เพียงสำนักเล็กปลายแถว แต่สมบัติชิ้นนี้หาใช่สิ่งที่ใครจะมาปล้นชิงไปได้ง่ายๆ ไม่"
ท่านอาจารย์ใหญ่หมุนสายตาหันไปมองยังเถ้าแก่อู๋ แววตานั้นแฝงความเย็นะเืดั่งจะเผาไหม้ทะลุกระดูก
"เถ้าแก่อู๋ เ้าได้รับมอบหมายให้ดูแลค่ายกลด้านกำแพงตะวันออกมานานถึงสี่สิบปี เหตุใดค่ายกลจึงร้าวรวนและพังทลายลงในค่ำคืนเดียว จงอธิบายความจริงมาให้ข้าฟัง"
เถ้าแก่อู๋พลันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเชียบทันที ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามกรอบหน้า "ท่านอาจารย์ใหญ่โปรดเมตตาด้วย... ข้าน้อยตรวจสอบและบำรุงรักษาค่ายกลทุกเดือนมิเคยขาดตกบกพร่อง แต่ทว่าพลังวัตรฟ้าดินที่หล่อเลี้ยงค่ายกลนั้นเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาโดยธรรมชาติ ข้าน้อยสะเพร่ามิทันสังเกตเห็นรอยร้าวรวนนั้นก่อนที่มันจะลุกลามจนสายเกินแก้... ขอท่านอาจารย์ใหญ่โปรดลงโทษข้าน้อยด้วย"
คำโกหกพะเน้าพะนอหลุดออกจากปากของเถ้าแก่อู๋อย่างลื่นไหล ไม่มีผู้ใดในห้องโถงแห่งนี้ล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วมีศิษย์สวะไร้ค่าร้อยปีคนหนึ่ง เคยไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าประตูตำหนักของเขาเมื่อสามวันก่อน เพื่อเอ่ยเตือนถึงรอยร้าวบนค่ายกลนั้นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
ท่านอาจารย์ใหญ่ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะโบกมือให้เถ้าแก่อู๋ลุกขึ้น "นับแต่นี้ไป เ้าจงไปซ่อมแซมและเฝ้าค่ายกลด้วยตนเองโดยห้ามห่างกายแม้ยามหลับนอน จนกว่าค่ายกลจะเสร็จสมบูรณ์"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่เมตตาตา... ขอบพระคุณขอรับ" เถ้าแก่อู๋ก้มหัวกราบจรดพื้นหิน หยาดเหงื่อเย็นไหลซึมเปียกชุ่มแผ่นหลังเสื้อ
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ต้องขังทั้งสามคนก็ถูกลากตัวเข้ามาภายในห้องโถง เสียงโซ่ตรวนที่ถักทอด้วยเหล็กผนึกปราณลากครูดกับพื้นหินดัง แกร่ก... แกร่ก... น่าขนลุก ทั้งสามถูกบังคับให้คุกเข่าเรียงแถวอยู่หน้าบัลลังก์ ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืแห้งกรัง แต่สายตาของพวกเขากลับยังคงแสดงความเยาะเย้ยและแฝงไว้ด้วยความท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
เ้าเฒ่าเหอก้าวลงจากแท่นทีละก้าวอย่างช้าๆ สองมือประสานไว้ด้านหลัง สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของผู้ต้องขังแต่ละคนอย่างเยือกเย็น
"ใครส่งพวกเ้ามา... เป้าหมายที่แท้จริงคือสิ่งใด... แล้วรอยรั่วของค่ายกลทางทิศตะวันออก ใครเป็ผู้คาดเดาและบอกพวกเ้า"
ทว่าความเงียบสงัดคือคำตอบเดียวที่ได้รับกลับมา หนึ่งในผู้ต้องขังถึงกับเบะปากแล้วถ่มน้ำลายเปื้อนเืลงบนพื้นหินเพื่อแสดงความดูิ่
เ้าเฒ่าเหอไม่ได้แสดงอารมณ์เกรี้ยวโกรธใดๆ ออกมา เพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย กระแสปราณสีฟ้าครามอันเยือกเย็นพลันพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว กดทับลงบนบ่าของผู้ต้องขังคนแรก กร๊อบ! เสียงกระดูกไหล่หลุดดังขึ้นอย่างชัดเจน ร่างนั้นสะดุ้งโก่งพร้อมเสียงร้องอุทานในคอด้วยความเ็ปแสนสาหัส แต่กระนั้นก็ยังคงกัดฟันแน่นไม่ยอมปริปากพูด
"จงเอ่ยปากมา..." เ้าเฒ่าเหอทวนคำถามซ้ำ น้ำเสียงไร้ซึ่งความปรานี
ผู้ต้องขังคนกลางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองท่านอาจารย์ใหญ่ ริมฝีปากที่แตกะเิบิดออกเป็รอยยิ้มปริศนาที่ทำให้ทุกคนในห้องโถงรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
"นิกายเข่นิญญา..." มันเอ่ยเสียงแหบพร่าประดุจผีเฮี้ยน "เป็เพียง... เบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น พวกเ้าไม่มีวัน—"
ยังไม่ทันสิ้นประโยคดี ร่างของผู้ต้องขังคนนั้นก็สะดุ้งเกร็งไปทั้งตัว ฟันกรามถูกกัดแน่นจนได้ยินเสียงแตกกรอบเบาๆ กรวบ! ราวกับเปลือกไข่ถูกบดขยี้ เพียงชั่วครู่ ฟองน้ำลายสีดำคล้ำผสมยาพิษร้ายแรงก็ผุดทะลักออกมาตามมุมปาก
"มันกัดฟันปลอมที่ซ่อนยาพิษ!!" เ้าเฒ่าเหอะโก้อง เสียงดังสะท้านห้องโถง เขาพุ่งตัวดั่งพายุเข้าประคองร่างนั้นทันท่วงที สองมือสะบัดฉีดกระแสปราณสีขาวบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างเพื่อยับยั้งพิษร้าย แต่ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฟุบ! ร่างนั้นล้มพับลงกับพื้น ดวงตาเบิกค้างไร้ซึ่งแสงแห่งชีวิตอีกต่อไป
ทั่วทั้งห้องโถงตกอยู่ในความอึ้งเงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจถี่กระชั้นของผู้คนที่ยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์กระทันหันที่เพิ่งประจักษ์แก่สายตา
"เตรียมเขียนสำเนาข้อความ ส่งข่าวไปยังตระกูลเทียนทางทิศเหนือโดยเร็ว" ท่านอาจารย์ใหญ่ลุกขึ้นยืนสั่งการ น้ำเสียงหนักอึ้งดั่งูเา "หากศัตรูมีผู้บงการซ่อนอยู่เื้ัจริง สำนักเล็กๆ ของเราเพียงลำพังคงไม่อาจรับมือได้ไหว"
บ่ายวันนั้น กู้เสวียนถูกเรียกตัวไปรวมกลุ่มกับศิษย์สวะคนอื่นอีกสี่คน เพื่อรับมอบหมายให้ไปทำความสะอาดและขนย้ายเศษซากปรักหักพังบริเวณบ่อน้ำและกำแพงทางทิศตะวันออกที่พังทลายลงเมื่อคืน
แสงแดดยามบ่ายแผดแสงแผดเผาลงมากระทบเศษหินและผงปูนเก่าที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด กลิ่นฝุ่นควันผสมกลิ่นสาบเืที่ยังไม่จางหายลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิท เสียงสิ่วขูดหิน ครืด... ครืด... และเสียงร้องครวญครางเบาๆ ด้วยความเมื่อยล้าของเหล่าศิษย์สวะดังแทรกขึ้นมาเป็ระยะๆ
กู้เสวียนก้มตัวลงยกก้อนหินแตกทีละก้อนใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ หยาดเหงื่อไหลซึมจากหน้าผากลงมาจนแสบตา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไม่เคยหยุดสอดส่องและสังเกตรายละเอียดรอบตัวเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ทันใดนั้น เขาพลันหยุดชะงักกึก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ในซอกหินใกล้ขอบบ่อน้ำ
มันคือเศษวัตถุสีดำมันวาวขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ฝังจมอยู่ในกองผงหิน หากมองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่สังเกตเห็น แต่สำหรับสายตาแบบใหม่ของเขาที่มีเส้นสายกฎเกณฑ์พาดผ่าน เศษวัตถุนั้นกลับเด่นชัดยิ่ง มันมีรูปทรงคล้ายเศษหยกดำที่ถูกสลักลวดลายวงกลมซ้อนกันเป็ชั้นๆ และมีจุดหนึ่งตรงกลางที่กำลังเปล่งแสงริบหรี่ออกมาอย่างยากจะสังเกต
เหล่าศิษย์สวะคนอื่นๆ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไปโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้
กู้เสวียนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ในหัวประมวลความคิดอย่างหนัก หากเขานำสิ่งนี้ไปส่งมอบให้เหล่าผู้าุโตรวจสอบ เขาจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเขาพบมันได้อย่างไร ในเมื่อคนอื่นมองไม่เห็น และคำถามนั้นอาจนำมาซึ่งความสงสัยที่ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่พร้อมจะรับมือ
กู้เสวียนตัดสินใจก้มตัวลงต่ำ แสร้งทำเป็ยกก้อนหินก้อนใหญ่ใส่ตะกร้า ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งอาศัยจังหวะสอดหยิบเศษหยกดำชิ้นนั้น ซุกซ่อนเข้าไปในชายเสื้อผ้าเก่าๆ อย่างรวดเร็วและแเีที่สุดเท่าที่ร่างกายอันไร้พลังปราณของเขาจะทำได้
ตกดึกคืนนั้น เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเงียบ และห้องพักท้ายหอตำรากลับสู่ความมืดมิด กู้เสวียนนำเศษหยกดำออกมาวางลงบนฝ่ามือ แล้วตั้งใจจ้องมองมันใต้แสงเทียนเล่มเดิมอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้จิตสำนึกจมดิ่งลงสู่เส้นสายอักขระในทะเลจิตที่ยังคงหมุนเวียนอย่างไม่หยุดนิ่งั้แ่คืนที่ได้รับคัมภีร์หยกไร้อักษร
ทีละชั้น... ทีละชั้น... ลวดลายวงกลมซ้อนบนเศษหยกดำเริ่มคลี่คลายออก กลายเป็สมการเชิงอักขระในสายตาที่สามของเขา มันไม่ใช่ค่ายกลโจมตีหรือค่ายกลป้องกันตามที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ หากแต่เป็ 'ค่ายกลส่งสัญญาณ' ชนิดพิเศษ ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศษหยกชิ้นนี้เข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปเกินกว่าจะหยั่งถึง
"หากข้าใชักำลังบดขยี้มันให้แตกหัก..." กู้เสวียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ นิ้วมือลูบไล้ผิวหยกที่เย็นเยียบอย่างระมัดระวัง สมองคอยคำนวณเส้นทางพลังงานที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างละเอียด
คำตอบผุดขึ้นมาในความคิดอย่างเยือกเย็น หากเศษหยกนี้แตกหักหรือถูกทำลายอย่างรุนแรง สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายจะถูกส่งออกไปหาผู้มันที่แท้จริงทันที ซึ่งนั่นเท่ากับการประกาศให้ศัตรูรู้ตัวว่า มีใครบางคนกำลังแอบสืบหาเบาะแสของพวกมันอยู่
กู้เสวียนถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาจัดการนำเศษหยกดำนั้นห่อด้วยผ้าผืนเก่า แล้วซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดในช่องไม้ใต้เตียงฟาง เขาตัดสินใจที่จะค่อยๆ ศึกษามันทีละน้อยในคืนถัดๆ ไป แทนที่จะรีบร้อนจนเกิดความผิดพลาด
เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงและสงสัย ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้านี้ ใน่ยามพลบค่ำขณะที่เดินกลับจากบ่อน้ำ กู้เสวียนรู้สึกถึงััประหลาดแล่นผ่านต้นคอ ราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขามาจากที่สูง
เขาเงยหน้าขึ้นมองบนหลังคาตำหนักสูงสุดของสำนักทันที แต่สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่า ปราศจากร่องรอยของผู้คน มีเพียงเศษผ้าสีขาวผืนเล็กๆ ที่ติดอยู่กับปลายกิ่งไม้แห้งใกล้ขอบหลังคา ซึ่งกำลังปลิวไสวไปตามลม ก่อนจะหลุดลอยหายลับไปในกระแสลมยามเย็น
กู้เสวียนยืนนิ่งมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเดินต่อไปตามทางเดิมโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
เขาในตอนนี้ยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า เศษหยกดำชิ้นเล็กๆ ที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้เตียงฟางในคืนนี้ จะกลายเป็กุญแจสำคัญในการไขปริศนาที่จะพลิกผันทั้งชะตากรรมของสำนัก และเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรของตัวเขาเองในอนาคตอันใกล้นี้
หลังจากเก็บซ่อนเศษหยกดำไว้เรียบร้อยแล้ว กู้เสวียนก็นั่งขัดสมาธิลงบนเตียงฟาง หลับตาลงเพื่อโคจรพลังตามแนวทางอักขระโบราณที่สลักลึกอยู่ในจิติญญา ทันทีที่จิตดิ่งลึกเข้าสู่ภาวะสงบ กระแสพลังอุ่นวาบสายหนึ่งก็เริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณจุดตันเถียน มันหมุนเวียนไปตามเส้นจงหม่ายอย่างช้าๆ ช่วยขจัดความเหน็ดเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน
แต่แล้ว ในยามดึกสงัดที่ลมพัดผ่านช่องหน้าต่างจนไฟเทียนริบหรี่ เสียงฝีเท้าแ่เบาที่แทบไม่อาจสังเกตเห็นก็ดังขึ้นจากบริเวณหลังคาหอตำรา!
กรับ...
เสียงนั้นแ่เบาประดุจใบไม้แห้งร่วงหล่นกระทบกระเบื้อง แต่มันกลับแจ่มชัดในประสาทััอันฉับไวของกู้เสวียน เขาลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาส่องประกายวาววับดั่งจิ้งจอกในยามราตรี เขาหยุดการโคจรพลังในทันที และแสร้งทำเป็นอนหลับลมหายใจสม่ำเสมอ
ฟุบ!
ร่างในชุดดำพร่างพราวเงียบเชียบทอดตัวลงมาจากช่องระบายอากาศบนหลังคา การเคลื่อนไหวของคนผู้นั้นนุ่มนวลประดุจขนนกไร้น้ำหนัก ชายชุดดำกระชับดาบสั้นในมือแน่น สายตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างของกู้เสวียนที่นอนอยู่บนเตียงฟาง
'คนของนิกายเข่นิญญา? หรือว่าเป็คนสายในสำนัก?' กู้เสวียนคิดในใจ ร่างกายเกร็งแน่นเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ แม้เขาจะยังไม่มีพลังปราณลึกล้ำ แต่ด้วยความรู้เื่เส้นสายกฎเกณฑ์ที่ได้รับมา ทำให้เขามองเห็นจุดอ่อนและการเคลื่อนไหวของศัตรูได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ผู้บุกรุกก้าวเข้าหาเตียงทีละก้าวอย่างระมัดระวัง คมดาบสั้นในมือสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายสังหารอันเย็นเยียบ มันยกดาบขึ้นสูง หมายจะแทงลงตรงตำแหน่งหัวใจของกู้เสวียนเพื่อฆ่าปิดปาก!
ฟ้าว!
คมดาบแหวกอากาศพุ่งลงมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ!
แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งชีวิตและความตายนั้น กู้เสวียนกลับเบี่ยงกายหลบไปทางซ้ายได้อย่างอัศจรรย์ คมดาบแทงสวบลงบนเตียงฟางจนทะลุลงไปถึงพื้นไม้! ฉึก!
ผู้บุกรุกดวงตาตาโตด้วยความใ ไม่คาดคิดว่าศิษย์สวะไร้พลังปราณจะสามารถหลบการโจมตีอันรวดเร็วของตนได้ แต่ด้วยความเป็มืออาชีพ มันรีบถอนดาบหมายจะฟันซ้ำในแนวขนานทันที! ฟึ่บ!
กู้เสวียนไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้ตั้งตัว ในสายตาของเขาตอนนี้ เส้นสายพลังสีทองปรากฏขึ้นบนร่างของผู้บุกรุก เผยให้เห็นจุดโคจรพลังและข้อต่อที่ไร้การคุ้มกัน กู้เสวียนใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางผนึกพลังวัตรอันน้อยนิดที่มี อัดพุ่งเข้าใส่จุดลมปราณบริเวณข้อมือของศัตรูอย่างจัง!
ปัก!
"อั่ก!" ผู้บุกรุกร้องอุทานด้วยความเ็ป ชาไปทั้งแขนจนดาบสั้นหลุดออกจากมือร่วงลงพื้น แกร๊ง!
กู้เสวียนไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่ศัตรูเสียหลัก ยื่นมือไปคว้าคอเสื้อของมันแล้วดึงเข้าหาตัว พร้อมกับยกเข่าขึ้นกระทุ้งเข้าที่ยอดอกอย่างแรง! ตึง!
ร่างในชุดดำลอยกระเด็นไปกระแทกกับชั้นวางหนังสือเก่าจนฝุ่นฟุ้งกระจาย โครม! มันกระอักเืออกมาคำโต ก่อนจะรีบยันตัวลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก มันจ้องมองกู้เสวียนด้วยความหวาดกลัว ราวกับเห็นปีศาจร้ายในร่างของศิษย์สวะ
"เ้า... เ้าไม่ใช่ศิษย์ขยะ!" มันเอ่ยเสียงแหบพร่า
กู้เสวียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงของเขาสุดแสนจะเ็า "ใครส่งเ้ามา?"
ผู้บุกรุกรู้ดีว่าหากชักช้า คนในสำนักอาจจะแห่กันมา มันจึงใช้นิ้วล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แล้วขว้างลูกบอลควันลงบนพื้นอย่างแรง! ปั้ง!
ควันสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาอบอวลไปทั่วห้อง กู้เสวียนยกชายเสื้อขึ้นปิดปีกจมูกและรีบถอยร่นออกมา เมื่อควันเริ่มจางหายไป ช่องระบายอากาศบนหลังคาคุ้ยเปิดออก ผู้บุกรุกได้หลบหนีไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันและรอยเืเล็กๆ บนพื้น
กู้เสวียนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นระทึก แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่
เหตุการณ์ในคืนนี้ยืนยันความสงสัยของเขาอย่างชัดเจน สำนักแห่งนี้ไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป และมีคนภายในที่รู้เห็นเป็ใจกับศัตรูภายนอกอย่างแน่นอน หากเขา้ามีชีวิตรอดและปกป้องตัวเอง เขาจะต้องเร่งฝึกฝนคัมภีร์หยกไร้อักษรให้รุดหน้าโดยเร็วที่สุด!
กู้เสวียนเดินไปกวาดเศษซากความเสียหาย ทำความสะอาดรอยเื และซ่อนดาบสั้นของศัตรูไว้ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงฟางอีกครั้ง ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนาน และการต่อสู้ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น...