ตระกูลเจียงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของดาราหลวง ส่วนตระกูลอวี๋อยู่ห่างออกไปแทบจะอีกฟากของตัวเมือง แต่เพราะยานพาหนะที่นั่งอยู่คือยานบินจึงใช้เวลาไปไม่เยอะนัก
“ข้างล่างก็เป็พื้นที่ตระกูลเจียงของพวกเราแล้วครับ ต่อไปคุณนายน้อยก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจเลยนะครับ” ลุงเจียงยิ้มอธิบายเื่ราวส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับตระกูลเจียงให้อวี๋จิ่นลี่ฟัง
อวี๋จิ่นลี่คิดว่าในอนาคตตนอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลเจียงสัก่หนึ่งเป็เวลานาน เพราะงั้นจึงตั้งใจฟังมากเป็พิเศษ
ตอนนี้เขาไร้ซึ่งพลังิญญาไม่แตกต่างอะไรกับคนธรรมดา ก่อนที่จะฟื้นฟูตบะกลับมา เขาอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ตระกูลเจียงไปตลอด อย่างน้อยที่นี่ก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจมาก สบายกายสบายใจยิ่งกว่าตอนอยู่ในตระกูลอวี๋เยอะ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ชอบที่นี่มากเลยละ
เวลานี้ภายในห้องรับแขกของตระกูลเจียง หญิงผู้แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสง่างามไฉไลคนหนึ่งกำลังทอดสายตาออกไปด้านนอกเป็พักๆ เหมือนว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง โดยมีชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาองอาจคนหนึ่งคอยอยู่เคียงกายเธอ
“หลานเอ๋อร์ ให้อาเซิ่งแต่งงานเวลานี้มันจะดีจริงๆ เหรอ” ชายวัยกลางคนย่นคิ้วเล็กน้อย เอ่ยพูดด้วยเรียวคิ้วที่สื่อถึงความเป็กังวล
“ตระกูลเจียงของพวกเรามีแค่ลูกคนนี้คนเดียว หมอบอกว่าอาเซิ่งเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว...” เฉียวมู่หลานเพียงนึกถึงคำพูดของหมอ ดวงตางดงามทั้งสองข้างก็น้ำตารื้นทันที
คนนอกอาจรู้แค่ว่าแก่นพลังพิเศษของเจียงม่อเซิ่งแตกสลายระหว่างการต่อสู้กับราชินีของเผ่าเซิร์กจนกลายเป็คนธรรมดา แต่สถานการณ์ความจริงของเขาสาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าที่คนนอกรู้กันมาก
หากไม่ใช่เพราะว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีจริงๆ เธอก็คงไม่จำใจพูดเื่หมั้นหมายกับตระกูลอวี๋ในเวลานี้หรอก
ตระกูลเจียงรุ่นนี้มีรุ่นลูกรุ่นหลานเพียงเจียงม่อเซิ่งแค่คนเดียว หากเขาเป็อะไรไปขึ้นมาจริงๆ ตระกูลเจียงอาจจะสิ้นทายาทสืบสกุลต่อไปก็ได้ เธอผู้เป็นายหญิงของตระกูลเจียง จะปล่อยให้ตระกูลเจียงล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ
ถึงแม้เธอจะรู้ว่าเมื่อลูกชายของเธอไม่อยู่แล้ว และสามีปลดประจำการ ฐานะของตระกูลเจียงจะเสื่อมสลายลง ร่วงตกลงมาจากตระกูลอันดับหนึ่ง แต่มันก็ยังดีกว่าหายลับไปจากดาราหลวงเลย
เห็นได้ชัดว่าชายวัยกลางคนก็นึกถึงคำพูดของหมอเหมือนกัน ความเศร้าโศกจึงปรากฏขึ้นในดวงตาทันใด เขาโอบเฉียวมู่หลานเข้ามาในอ้อมกอดเพื่อปลอบเธอ
“ผมรู้ ผมรู้ทุกอย่าง” เจียงเจิ้นเทาตบแผ่นหลังเฉียวมู่หลานเบาๆ พูดอย่างสงสาร
“ได้ยินมาว่าคนที่มาครั้งนี้ไม่ใช่อวี๋จิ่นเซิง แต่เป็ลูกชายอีกคนหนึ่งของตระกูลอวี๋ค่ะ” อยู่ๆ เฉียวมู่หลานก็โพล่งขึ้นมา
เธอทราบมาจากพ่อบ้านแล้วว่าคนที่มาแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่อวี๋จิ่นเซิง แต่เป็อวี๋จิ่นลี่ลูกชายนอกสมรสของตระกูลอวี๋
ความจริงเธอก็พอเข้าใจความคิดของคนตระกูลอวี๋ อย่างไรเสียเจียงม่อเซิ่งในตอนนี้ก็ตกอยู่ในสภาพแบบนั้น ไม่ว่าใครจะแต่งเข้ามามันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการเป็หม้ายเลย อวี๋จิ่นเซิงเป็ลูกที่ตระกูลอวี๋เอ็นดูมาจนเติบโต เขาไม่ยินยอมแต่งด้วย พวกเขาเองก็เข้าใจได้
แต่ในทางเหตุผลมันทำความเข้าใจได้ก็เื่หนึ่ง ทว่าในทางความรู้สึกมันก็ยังโกรธเกรี้ยวมากอยู่ดี แบบนี้มันเป็การแสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าอีกฝ่ายรังเกียจลูกชายของพวกเขาไม่ใช่เหรอไง
ทุกครั้งที่เฉียวมู่หลานนึกถึงเื่ราวในอดีตที่อวี๋จิ่นเซิงระริกระรี้ประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ว่าเขาเป็คู่หมั้นของเจียงม่อเซิ่ง แล้วมาเปรียบเทียบดูกับตอนนี้ เธอก็หมดความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อคนคนนี้ไปหมดแล้ว
“อืม ผมไม่ค่อยรู้เื่ราวเกี่ยวกับลูกชายคนนี้เท่าไร หากความประพฤติของเขาไม่เลว แล้วยินดีแต่งงานกับอาเซิ่ง พวกเราก็จะปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกชายแท้ๆ หากเขาไม่ยินดีแต่งงานกับอาเซิ่ง งั้นผมก็จะเคารพความ้าของเขาและปล่อยเขาไป” เจียงเจิ้นเทาพูด
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาหวังอยากให้ลูกชายมีทายาทสืบสกุลเป็อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจบีบบังคับใครคนหนึ่งได้หรอก
และในตอนนั้นเอง คนรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนพร้อมเอ่ยรายงานว่า “นายท่าน คุณนาย พ่อบ้านพาคุณนายน้อยกลับมาแล้วค่ะ”