สติสัมปชัญญะของอวิ๋นหวงแจ่มชัด นางมองไปยังหลงไท่จื่ออีกครั้ง ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของเขาจะดูคล้ายซูอวี้เจ๋อ ทว่าสีหน้าท่าทางนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ซูอวี้เจ๋อเคร่งเครียดและเงียบขรึม แผ่กลิ่นอายเผด็จการเข้มข้น ในขณะที่หลงไท่จื่ออ่อนโยนและมีเมตตา สุขุมหนักแน่น
ถึงแม้ซูอวี้เจ๋อจะมีความน่าเกรงขามโดยธรรมชาติ แต่เขาก็ยังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาที่ยังไม่สิ้นอายุขัย ในขณะที่หลงไท่จื่อลึกลับและซ่อนเร้น อยู่ยงคงกระพันมานับพันปีแล้ว กลิ่นอายของคนทั้งสองช่างแตกต่างกันมากจริง ๆ
“เฮ้อ...” อวิ๋นหวงถอนหายใจ ในใจรู้สึกอับจนหนทาง
หลงไท่จื่อกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “อวิ๋นหวง ความจริงแล้วในโลกนี้ เื่ราวที่เ้าเห็นกับตา อาจไม่จำเป็ต้องเป็ความจริงทั้งหมด สิ่งที่เ้าคิดในใจอาจไม่จำเป็ต้องเป็ดั่งใจนึกทั้งหมด พวกแม่ทัพเทพไห่เซี่ยงนั้นกล่าวได้ถูกต้องแล้ว การแก้แค้นจองเวรกันจะไม่มีวันสิ้นสุด ชีวิตก็เหมือนความฝัน ชั่วพริบตา พันคนพันหน้า ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเอง เ้าควรคิดพิจารณาอย่างเยือกเย็น ไม่ว่าจะเลือกเดินไปพร้อมกับการแบกรับภาระอันหนักอึ้ง หรือว่าจะละทิ้งทุกสิ่ง เพียงความคิดเดียว สามารถทำให้กลายเป็มารหรือเป็พระย่อมได้ โลกทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
อวิ๋นหวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “วันนั้น อวิ๋นหวงแบกรับความโกรธแค้นของแคว้นกับความชิงชังของวงศ์ตระกูล ต้องเผชิญกับความเป็ความตายและรอดมาได้อย่างหวุดหวิด หากไม่ใช่เพราะหลงไท่จื่อช่วยข้าให้รอดพ้นจากอันตราย ข้าคงตายอย่างอนาถไปนานแล้ว แม้แต่ร่างก็คงไม่เหลือซาก ชาติหน้าจะเป็อย่างไร ข้ายังไม่สามารถบอกได้ แต่ชาตินี้ถ้าข้าไม่แก้แค้น ข้าคงรู้สึกละอายใจต่อวงศ์ตระกูลและบ้านเมือง ใจข้าคงยากจะสงบ การรู้ผิดแล้วกล้าที่จะแก้ไข อวิ๋นหวงไม่กล้าที่จะละเลย!”
หลงไท่จื่อจ้องมองหญิงสาวด้วยความเศร้าใจ แต่ก็กล่าวว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ เ้าก็ควรพากเพียรพัฒนาตนเองเสีย”
“ขอบคุณท่านมาก หลงไท่จื่อ”
“ระหว่างเ้ากับข้าไม่จำเป็ต้องกล่าวขอบคุณ เ้าสามารถทำอะไรก็ได้ ขอเพียงเ้า้า ข้าล้วนสนับสนุน”
“จะเกิดอะไรขึ้น หากข้าทำเื่ชั่วร้ายอย่างการฆ่าคนวางเพลิงล่ะ?”
“เอ่อ เช่นนั้นคนผู้นั้นก็สมควรถูกสังหาร และไฟนั้นก็สมควรถูกจุด มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ จงมีชีวิตที่มีความสุขและไม่มีเื่ให้ต้องเสียใจ”
“นี่ หลงไท่จื่อ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้หากข้าไม่อยากเห็นซูอวี้เจ๋อล่ะ”
“เื่นี้...ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกเ้าไป การที่เ้าปล่อยวางความยึดติดในใจไม่ได้ เ้าจะมาโทษข้าไม่ได้”
“จะมีเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร! สตรีที่ไม่แก้แค้นย่อมไม่ใช่สตรี ท่านจะทรมานข้าแบบนี้ไม่ได้นะ”
“เพียงสามารถอดทนต่อการทรมานได้เท่านั้น ถึงจะกลายเป็ผู้แข็งแกร่ง”
“ท่านก็เหมือนกับซูอวี้เจ๋อ ที่สมองเต็มไปด้วยหลักการมากมาย มันก็เป็แค่ ท่านทำความดี ส่วนเขาทำความชั่ว”
“เช่นนั้นเ้ายังคงคิดถึงเขา จึงไม่ยินดีไปอยู่ในวังักับข้าแล้วใช่หรือไม่?”
…
ลมจากูเาพัดมาเป็ระลอก กิ่งก้านของต้นไม้สั่นสะท้าน เงาของมันวูบไหว
พุ่มไม้ใบหญ้าขึ้นหนาแน่น แมลงที่อยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ต่างส่งเสียง *หึ่ง ๆ*
คนสองคน หนึ่งสูง หนึ่งต่ำ กำลังยืนอยู่บนยอดเขา พลางหัวเราะและะโใส่กันอย่างสนุกสนาน คล้ายกับเด็กซนที่ไม่รู้จักโต...
…
ในโลกนี้ มีบางคนหัวเราะ ย่อมมีบางคนร้องไห้
ตำหนักสวนไผ่เขียว พระราชวังแคว้นต้าเฉิน
เหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารต่างกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน กวาดลาน
“กรี๊ดดด——”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนปานแผ่นดินถล่ม ก็ดังออกมาจากในห้อง อึดใจต่อมา ก็มีเสียงของบางอย่างแตกกระจัดกระจายดังขึ้น
เหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทุกคนต่างเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว
ภายในห้อง ชามน้ำแกงหกแตกกระจัดกระจายเละเทะเต็มพื้นไปหมด
องค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋ผู้มีจมูกบิดเบี้ยวผิดรูป และใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ กำลังนอนพิงอยู่บนเตียง มองดูใบหน้าที่ไม่เหลือเค้าเดิมในกระจกทองสัมฤทธิ์ นางโกรธจนบ้าคลั่ง โยนกระจกทองสัมฤทธิ์ในมือทิ้งไป
แจกันกระเบื้องลายครามบนโต๊ะกระถางจุดกำยานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ถูกกระจกทองสัมฤทธิ์กระแทกใส่ แตกออกเป็เสี่ยง ๆ ชิ้นส่วนกระเบื้องกระจัดกระจายไปทั่ว
นางกำนัลเซียงหลิงคุกเข่าลงข้างเตียง เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หน้าผากของนางถูกเศษกระเบื้องบาดจนเป็แผลยาว และมีเืไหลซึมออกมา
ใบหน้าของเฉินซินอี๋พังยับเยิน าแที่เปื้อนโคลนสกปรก แม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังติดเชื้อเป็หนองและเน่าเปื่อย น่าสยดสยองอย่างยิ่ง
เมื่อรวมกับอาการปวดและคันของาแ นางไม่กล้าเกา ทำให้ตอนกลางคืนทรมานจนนอนไม่หลับ จิตใจกระสับกระส่าย อารมณ์ก็ยิ่งดุร้ายฉุนเฉียวมากขึ้น
เอวของนางก็ถูกคนเหยียบมาจนได้รับาเ็เช่นกัน ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็ปวดร้าวจนต้องกัดฟันแน่น ดูคล้ายภูติผีตนหนึ่งก็มิปาน “องค์…องค์หญิง...วันนี้ดี…ดีกว่าเมื่อวาน…ดี...ดีขึ้นมากแล้วเพคะ…พระองค์…ทน…ทนอีกสักหน่อย...ไม่กี่วันก็...”
ฟันของเซียงหลิงสั่นกึก ๆ นางเอ่ยคำตะกุกตะกัก
“ให้ตายเถอะ พวกเ้าสมควรตายกันเสียให้หมด! ใครก็ได้ ลากนางกำนัลสารเลวผู้นี้ออกไปโบยให้ตาย ทำลายใบหน้าจิ้งจอกยั่วยวนของนางด้วย!”
เฉินซินอี๋บ้าคลั่งไปแล้ว นางไม่อาจทนเห็นผู้หญิงคนใดสวยกว่านางได้
องครักษ์สองนายรับคำ แล้วเข้ามาลากตัวเซียงหลิงที่แข้งขาอ่อนแรงออกไป...
เซียงหลิงเป็นางกำนัลคนที่สี่แล้วที่ประสบเคราะห์ร้าย
สองคนแรก คนหนึ่งถูกควักลูกตาเฉือนจมูก ส่วนอีกคนถูกตัดหูสับมือ
นอกจากนี้ยังมีนางกำนัลที่ขี้กลัวอีกคน นางหวาดกลัวจนสติเลื่อนลอย บางคราวก็ร้องไห้ บางคราวก็หัวเราะ กลายเป็บ้าไป สุดท้ายเฉินซินอี๋ก็สั่งคนให้โยนนางลงบ่อน้ำจนจมน้ำตาย
ทั้งอุทยานไผ่เขียวแห่งนี้เต็มไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
“ใครก็ได้ ไปเรียกหมอหลวงมารักษาเปิ่นกงจู่ที แล้วขอให้เขานำยาที่ดีที่สุดมาให้ข้าด้วย!”
เฉินซินอี๋เ็ปไปทั้งร่าง ขาและเอวเคลื่อนไหวไม่สะดวก นางนั่งอยู่บนเตียงด้วยความคลั่งแค้น
นางกำนัลตู้เจวียนรีบวิ่งไปตามหมอหลวง หญิงสาวเพิ่งจะเลี้ยวหัวมุมระเบียงทางเดิน ก็เห็นขบวนของฮ่องเต้แคว้นต้าเฉิน เฉินคุนเฉิงกำลังผ่านมา เข่าทั้งสองข้างของนางก็ทรุดฮวบลงกับพื้นทันที พลางร้องไห้อ้อนวอน “ฝ่าา โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย!”
หมู่นี้เฉินคุนเฉิงมีปัญหานอนไม่หลับ อารมณ์จึงย่ำแย่ เมื่อได้ทราบจากหมอหลวงว่า อาการขององค์หญิงเจ็ดดีขึ้นมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงอยากมาถามนางเกี่ยวกับรายละเอียดเหตุการณ์ในวันที่ลงโทษปะาโดยเฉพาะ เขาสงสัยว่าฉู่เซียวจะได้รับการช่วยชีวิตจากคนของซูอวี้เจ๋อ
หากเป็เช่นนี้จริง ๆ ฉู่เซียวก็จะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูและทรยศบ้านเมือง การปะาชีวิตคนในตระกูลของเขาเก้าชั่วโคตร ก็ไม่นับว่าเป็เื่ที่ทำเกินไป ทว่าถึงอย่างไร ตระกูลฉู่ก็มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์มาถึงสามชั่วอายุคน หาก้าสังหารพวกเขาทั้งหมดจริง ๆ ก็ต้องทำให้สาธารณะชนยอมรับ
เมื่อเห็นคำพูดของนางกำนัลดูแปลกประหลาด เฉินคุนเฉิงจึงถามขึ้น “เ้าทำอะไรผิดมาล่ะ ถึง้าให้กว่าเหรินไว้ชีวิตเ้า?”
“ฝ่าา โปรดไว้ชีวิต...ไม่สิ ฝ่าา โปรดช่วยชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ! องค์หญิงเจ็ด องค์หญิงทรงสังหารผู้บริสุทธิ์ไม่เลือกหน้า หม่อมฉัน หม่อมฉันกลัวว่า ข้ารับใช้คนต่อไปจะเป็บ่าวผู้นี้...ฝ่าา ทรงช่วย ทรงช่วยชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ...”
ใบหน้าของตู้เจวียนซีดเผือดและหวาดกลัวสุดขีด
“เงยหน้าขึ้นสิ”
เมื่อได้ยินเสียงหวานใสของนางกำนัล เฉินคุนเฉิงจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง แม้ว่าเขาจะกำลังกลุ้มใจ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ตู้เจวียนก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ อย่างใจกล้า
“คิ้วใบหลิว ดวงตาเมล็ดซิ่ง ปากแดงราวผลอิงเถา ที่จริงแล้วเ้าเกิดมามีผิวพรรณดี...เ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไป คืนนี้ไปถวายการรับใช้ในห้องของกว่าเหริน ต่อไปเ้าจะได้ไม่ต้องอยู่ในตำหนักสวนไผ่เขียวแล้ว”
เฉินคุนเฉิงเชยคางของตู้เจวียนขึ้นด้วยความสนใจยิ่ง พลางเพ่งพิศนางอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเมตตาเพคะ!”
ตู้เจวียนดีใจยิ่งนัก รู้สึกเพียงว่าสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ยังอยู่หน้าประตูผี แต่ตอนนี้กลับได้ขึ้นไปเป็หงส์บนกิ่งไม้แล้ว
หากนางปรนนิบัติรับใช้ฝ่าาดี ๆ บางทีนางอาจได้รับการแต่งตั้งเป็พระสนม กระทั่งขึ้นแทนที่ฮองเฮาพระองค์เก่าก็เป็ได้...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตู้เจวียนก็ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นางลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามเฉินคุนเฉิงไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีเป็ที่สุด
เมื่อขบวนฮ่องเต้และผู้ติดตามเดินเข้าไปในตำหนักสวนไผ่เขียว
พลันได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นมาจากข้างใน ทำให้หนังศีรษะชาวาบ
เฉินคุนเฉิงทำหน้าประหลาดใจ เดินนำขบวนผู้ติดตามไปยังที่มาของเสียง ก่อนจะเห็นว่าในลานโล่งหลังป่าไผ่ เซียงหลิงถูกองครักษ์สองนายจับเปลือยกายล่อนจ้อนแล้วมัดไว้กับม้านั่งยาว กำลังถูกโบยด้วยแส้เหล็กหนาม
ทุกครั้งที่ตวัดแส้ลงไป เนื้อก็จะฉีกขาดจนเห็นกระดูก
เซียงหลิงถูกโบยจนกลายเป็เสาเืสีแดงฉาน อีกทั้งองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าก็ไม่อาจแยกแยะออกแล้ว เนื่องจากมันแหลกเละเต็มไปด้วยเื
การทารุณอันโเี้ครั้งนี้ถึงขั้นทำให้คนโกรธจนผมชี้ขึ้นมา
แม้แต่เฉินคุนเฉิง ิเยว่ ชิงเฟิงและคนอื่น ๆ ที่ผ่านความเป็ความตายในสมรภูมิรบมาก่อน ก็อดสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดเมื่อเห็นภาพฉากนี้ไม่ได้
“บังอาจนัก! ใครให้เ้าสองคนลงโทษคนโดยพลการเช่นนี้?” เฉินคุนเฉิงโกรธจัด
“อ๊ะ? ฝ่าาโปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ นี่…นี่คือคำสั่งขององค์หญิงเจ็ด พระนางทรงสั่งให้พวกกระหม่อมโบยเซียงหลิงจนตาย หากกระหม่อมทำหน้าที่ไม่ดี เกรงว่าคนที่จะถูกโบยจนตายจะเป็พวกกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ทั้งสองทรุดลงกับพื้น แล้วคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุด
“เหลวไหล! คนผู้นี้กระทำความผิดอันใด?” เฉินคุนเฉิงเอ่ยถาม
“นาง นาง...”
องครักษ์ทั้งสองไร้ซึ่งคำตอบ
“หม่อม…หม่อมฉัน...ไม่มีความผิด...ฝ่า..บาท…ฝ่า...” ลมหายใจของเซียงหลิงบางเบา ใกล้ตายเต็มที นางยังคงเรียกร้องความยุติธรรมและปกป้องตัวเองอย่างสุดความสามารถ
เฉินคุนเฉิงรู้สึกโกรธจนเืลมพลุ่งพล่าน
.
.
.