The Trailblazer ผู้บุกเบิกแห่งยุคดวงดาว

    ตอนที่ 29 วันพักผ่อน

            โลกเอลฟ์แห่งนี้ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ


            บรรยากาศในแต่ละวันอบอุ่นและปราศจากมลพิษรบกวน


            ยิ่งใกล้สิ้นปีลมหนาวบาง ๆ ก็เริ่มพัดผ่าน


            เวลาผ่านมากว่าครึ่งปีแล้วนับตั้งแต่วันที่วิลล์หลอมรวมจิตวิญญาณทั้งสองเข้าด้วยกัน


            อาจเพราะว่าร่างกายและจิตใจนี้ก็คือตัวตนของวิลล์เองจิตใต้สำนึกของวิลล์คนเก่าจึงไม่เหลือสิ่งใดให้ติดค้าง


            หลังจากผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงการใช้ชีวิตในแต่ละวันของวิลล์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย


            ทุก ๆวันหญิงสาวจะแบ่งเวลาบางส่วนมาออกกำลังกาย ด้วยท่าพื้นฐานผสมกับการเคลื่อนไหวต่างๆ ตามที่ฝึกฝนมา


            วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่วิลล์ยังคงพักผ่อนหลังจากผ่านเรื่องราวหนักหน่วงมามากมาย


            เธอกินข้าวต้มหมูอย่างเพลิดเพลินพลางนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา


            “เราเองก็อยู่ที่โลกแห่งนี้มานานพอสมควรแล้วนะ…อืม”วิลล์พึมพำพลางครุ่นคิด “พวกเราควรไปที่ไหนต่อดีล่ะ รูมิ?”


            รูมิครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างจริงจังเกี่ยวกับสถานการณ์ของทั้งตัวเองและวิลล์


            “รูมิอยากได้ร่างกายหุ่นยนต์แบบนั้นรูมิจะได้ช่วยเหลือวิลล์ในเรื่องต่าง ๆ ได้มากขึ้น”


            วิลล์พยักหน้ารับ“อืม ฉันเองก็อยากได้อาวุธ แล้วก็อุปกรณ์ทำอาหารที่มีคุณภาพดี ๆ สักชุดเหมือนกัน”


            “รูมิมีสถานที่แนะนำนะ!แต่ก่อนอื่น รูมิอยากให้วิลล์ลองไปปรึกษาทารินกับลีน่าก่อนเผื่อพวกเขาจะมีสถานที่ดี ๆ มาเสนอ”


            วิลล์ยิ้มกว้าง“งั้นไปกันเถอะ! กลับไปเมืองคาเลเมียร์เพื่อหาทารินกับลีน่ากันดีกว่า”


            หลังตรวจสอบความเรียบร้อยของบ้านเล็กน้อยเธอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองคาเลเมียร์


            ณ บ้านของทาริน


            “อยากได้อาวุธและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงอย่างนั้นเหรอ?”ทารินกล่าวพลางครุ่นคิด “อืม…ก็คงต้องเป็นโลกที่อยู่ในระบบสุริยะที่ 48 นั่นแหละ”


            ลีน่าเสริมขึ้นมาทันที“ชื่อเรียกของมันคล้ายกับโลกเอลฟ์ของเรา…ผู้คนที่นั่นเรียกมันว่า ‘โลกคนแคระ’”


            คนแคระคือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรสหพันธ์ดวงดาว


            ร่างกายของพวกเขามีส่วนสูงจำกัดแต่กลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันทรงพลัง


            ความเชี่ยวชาญสูงสุดของคนแคระคือการหลอมและการสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลหะหากจะพูดให้ถูก พวกเขาคืออันดับหนึ่งในสหพันธ์ในด้านนี้ แม้แต่เผ่าพันธุ์จักรกลผู้ถูกขนานนามว่าสามารถเรียนรู้ได้ทุกศาสตร์จนถึงขั้นเชี่ยวชาญก็ยังไม่อาจทัดเทียมกับสัญชาตญาณของคนแคระ


            เช่นเดียวกับเผ่าเอลฟ์คนแคระก็มีระบบการปกครองเป็นของตนเอง ปัจจุบัน ดินแดนของพวกเขาก็ถูกปกครองโดยราชวงศ์คนแคระ ผู้ถืออำนาจสูงสุด


            วิลล์พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทารินและลีน่าเป็นเวลานานจนเกือบเย็น


            หญิงสาวตัดสินใจบอกลาแล้วย้ายตัวเองออกมาจากบ้านของเอลฟ์ทั้งสองคนก่อนที่เธอจะเดินทางตรงไปที่ยานอวกาศมาเอลราธเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าและระยะเวลาที่เหลือในการซ่อมแซมยานอวกาศ


            “ไม่น่าจะเกิน 7วัน” ช่างซ่อมยานตอบ


            วิลล์พยักหน้าตอบรับหงึกๆ พลางกล่าวถาม “เท่าไหร่เหรอคะ?”


            ช่างยิ้มรับก่อนจะติดต่อไปยังส่วนกลางเพื่อสอบถามค่าใช้จ่าย


            “87 ล้านเฟนี”เขารายงานกลับมา พร้อมตรวจสอบข้อมูลในอุปกรณ์สื่อสารเล็กน้อย“โชคดีที่เครื่องยนต์ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ไม่อย่างนั้นคงเสียหายหนักกว่านี้แน่”


            วิลล์ยิ้มเจื่อนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบรับสั้นๆ “ค่ะ”


            ก่อนที่หญิงสาวจะเดินทางออกจากสถานที่ซ่อมยานช่างได้บอกกับเธอว่า เมื่อการซ่อมเสร็จสิ้น จะติดต่อไปแจ้งโดยทันที


            คืนนั้นวิลล์จึงเลือกเช่าที่พักในเมืองคาเลเมียร์อีกหนึ่งคืนเพื่อพักผ่อน


            วันต่อมา


            ลีน่าติดต่อมาหาวิลล์ตั้งแต่เช้าตรู่


            หญิงสาวที่เพิ่งตื่นยังมีท่าทางงัวเงียใบหน้ามึนงงขณะรับสาย


            “ตกลงจะไปไหมเนี่ยวิลล์!” ลีน่าตะโกนเสียงดังราวกับตั้งใจจะปลุกอีกฝ่ายให้ตื่นเต็มตา


            “ไปก็ไป…”วิลล์ตอบรับเสียงอู้อี้ พลางลุกจากเตียงอย่างเกียจคร้านเพื่อไปทำกิจวัตรประจำวัน


            ก่อนตัดการติดต่อลีน่าได้ส่งพิกัดนัดพบให้กับวิลล์เอาไว้เรียบร้อย


            …


            นี่เป็นครั้งแรกที่วิลล์เดินทางออกจากเมืองคาเลเมียร์ทางฝั่งประตูทิศเหนือ


            และสถานที่ที่ลีน่าจะพาหญิงสาวเดินทางไปวันนี้ก็คือฟาร์มขนาดใหญ่ที่เอลฟ์ใช้สำหรับเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักให้กับเอลฟ์ในปัจจุบัน


            “ว้าว! กว้างมาก”วิลล์อุทานออกมา “สวย! เป็นระเบียบมากเลย!”


            ทาริน ลีน่าและวิลล์ค่อย ๆ ควบคุมยานพาหนะของพวกเขาผ่านฟาร์มไปอย่างช้า ๆโดยที่ยานพาหนะที่พวกเขาใช้ในวันนี้ก็คือบอร์ดบินยานพาหนะที่มีความคล่องแคล่วและคล่องตัวในสถานที่โล่งกว้าง


             ทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของฟาร์ม ที่มีพืชพรรณต่างๆ ปลูกสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปแต่ละสถานที่มันช่วยทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีสีสันที่งดงามและน่าเชยชม


            บอร์ดบินของทั้งสามคนเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ดวงตาหกคู่ค่อย ๆ เฝ้ามองการดำเนินชีวิตประจำวันของคนงานในฟาร์มแห่งนี้


            “พวกเขาดูมีความสุขกันมากเลยนะ”วิลล์กล่าวเสียงเบาพลางนึกถึงว่าถ้าหากเธอมีฟาร์มที่กว้างใหญ่แบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย“แต่คงต้องเป็นหลังจากที่เราออกท่องเที่ยวและผจญภัยจนพอใจล่ะนะ”


            มีเอลฟ์ที่ดูแลฟาร์มหลายคนที่เป็นแฟนคลับของวิลล์พวกเขาได้มอบพืชพรรณต่าง ๆ ที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโตให้กับหญิงสาวเพื่อเป็นการตอบแทนกับสิ่งที่วิลล์ทำขึ้นมาให้กับเผ่าพันธุ์ของพวกเขา


            วิลล์ที่รู้สึกเกรงใจจึงมีความคิดที่จะอุดหนุนสินค้าต่างๆ เลยแวะทักทายเอลฟ์คนอื่น ๆ และสอบถามถึงราคาของพืชพรรณก่อนที่จะตัดสินใจซื้อพวกมันในปริมาณมากเพื่อนำมากักตุนเอาไว้


            ทารินและลีน่าใช้เวลาในช่วงครึ่งเช้าพาวิลล์ออกเดินชมฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงฟาร์มเห็ดและแปลงเพาะปลูกอื่น ๆที่กระจายอยู่ในผืนป่าขนาดเล็กบริเวณรอบเมืองคาเลเมียร์


            “ป่าเล็ก ๆเหล่านี้ไม่มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ พวกเราจึงบุกเบิกพื้นที่บางส่วนให้กลายเป็นฟาร์ม”ลีน่าอธิบายด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ระหว่างเดินชมแปลงเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์“แต่ก็ยังเหลือพื้นที่ธรรมชาติไว้ให้สัตว์ทั่วไปอยู่พวกเราไม่เคยคิดจะแก่งแย่งหรือขับไล่มันออกไป”


            “ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันสินะ”วิลล์ยิ้มกว้าง พลางทอดสายตามองฝูงกระต่ายป่าที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล


            “ใช่แล้วล่ะ!”ลีน่าพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “นี่แหละการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะเอลฟ์อย่างฉันหรือทาริน…เราสามารถเข้าใจท่าทางและภาษากายของสัตว์พวกนั้นได้”


            วิลล์รู้สึกชื่นชมเอลฟ์เป็นอย่างมากที่เผ่าพันธุ์ของพวกเขามีความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติ ถึงแม้ว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พวกเขายังไม่อาจเข้าใจหรืออยู่ในช่วงทำความเข้าใจทว่าการดำรงชีวิตในรูปแบบนี้ ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ดูเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความสมดุลแห่งชีวิต


            “มีฟาร์มมันสำปะหลังด้วยเหรอ?”วิลล์เอ่ยถามในขณะที่บอร์ดบินของทั้งสามคนกำลังเคลื่อนที่ผ่าน


            “มีสิแต่ก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก มันสำปะหลังพวกนี้ส่วนมากจะถูกนำไปแปรรูปให้เป็นแป้งน่ะ” ทารินตอบ


            วิลล์ขอแบ่งมันสำปะหลังเหล่านี้มาเล็กน้อยก่อนที่ทารินและลีน่าจะพาวิลล์เดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปกินอาหารกลางวัน


            ...


            “ถือว่าเป็นวันพักผ่อนที่ดีวันหนึ่งเลยนะวันนี้”วิลล์กล่าวในขณะที่กำลังนั่งผ่อนคลายอยู่ที่บ้านของทาริน


            “ใช่ไหมล่ะ!ธรรมชาติสามารถช่วยบรรเทาจิตใจที่เหนื่อยล้าได้เสมอเลยนะ!”ลีน่ากล่าวด้วยสีหน้าที่ภูมิใจ


            แม้ว่าในวันนี้พวกเขาทั้งสามคนจะมีอาการเหนื่อยล้าจากการควบคุมบอร์ดบินและแสงแดดทว่าจิตใจที่เบิกบานก็สามารถลดทอนอาการเหล่านี้ให้ลดลงไปบ้าง


            ผ่านไปประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง


            หลังจากที่พวกเขากินอาหารและนั่งพักผ่อนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานร่างกายที่เคยอ่อนล้าจากการเดินทางก็ถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง


            ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งกับแสงสว่างรำไรในช่วงเวลาใกล้เย็นยิ่งมองก็ยิ่งสบายตา


            ขณะนี้ทารินกับลีน่ากำลังพาวิลล์เดินทางมาที่วิหารแห่งหนึ่งภายในเมืองคาเลเมียร์


            “ว้าว! งดงามมาก!ที่นี่ถูกสร้างมาจากไม้ทั้งหมดเลยเหรอ”วิลล์ตื่นตาตื่นใจกับวิหารไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า


            “ใช่!วิหารเวย์ธริลถูกสร้างมาจากไม้ทั้งหมด” ทารินกล่าว


            “โดยมีช่างฝีมือเอลฟ์ที่เชี่ยวชาญในงานไม้เป็นคนแกะสลักและตกแต่งด้วยตัวเองเลยนะ”ลีน่าเอ่ย


            วิหารเวย์ธริลถูกตั้งชื่อตามต้นไม้สายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเอลฟ์ทุกคนรู้จักและเคารพในนาม ‘ต้นไม้แห่งชีวิตเวย์ธริล’


            ในทุกเมืองหรือชุมชนจะมีวิหารเวย์ธริลสร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกและเคารพอำนาจแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่


            ต้นเวย์ธริลนั้นมีตำนานเล่าขานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ที่คอยชุบเลี้ยงธรรมชาติให้งอกงามและคงอยู่ตลอดกาลตราบใดที่ต้นเวย์ธริลยังคงอยู่


            ทว่าตำนานเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเล่าขานเพราะในปัจจุบันมีเพียงผู้สืบทอดสายเลือดแห่งราชวงศ์เอลฟ์และผู้ที่เคารพธรรมชาติอย่างแท้จริงเท่านั้นที่สามารถรับรู้และมองเห็นต้นเวย์ธริลได้


            ทารินและลีน่าพาวิลล์เดินชมความยิ่งใหญ่และความอลังการของศิลปะและวัฒนธรรมเอลฟ์ที่ถูกแกะสลักอยู่ในวิหาร


            ทันใดนั้นนักบวชที่คอยดูแลวิหารเวย์ธริลแห่งนี้ก็ปรากฏตัวออกมา


            นักบวชเดินตรงเข้ามาหาวิลล์อย่างช้าๆ แล้วกล่าวกับวิลล์ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “ยินดีต้อนรับ ผู้ที่มาจากสถานที่อันห่างไกลที่มีชะตาเชื่อมโยงกับทุกชีวิต”ยื่นกระถางไม้ใบเล็กที่มีเมล็ดพันธุ์บางอย่างวางอยู่ตรงกลางให้กับวิลล์


            “ให้ฉัน?ทำไมเหรอคะ?” วิลล์รับกระถางไม้มาถือไว้ในมือด้วยใบหน้างุนงง


            ทันใดนั้นเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของวิลล์


            หญิงสาวยืนนิ่งอ้าปากกว้าง ตกใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า


            “เป็นอะไรไปเหรอวิลล์!”ลีน่าเรียกวิลล์ที่อยู่ ๆ ก็ยืนนิ่งไป


            “เธอไม่เห็นเหรอ!”ชี้ไปที่เงาต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังจะจางหายไป “เงา! เงาต้นไม้ใหญ่มาก!”


            “ไม่นะ!”ทารินและลีน่ากล่าวออกมาพร้อมกัน


            “นี่คือความประสงค์แห่งธรรมชาติและชีวิตเงาต้นไม้ที่เธอพึ่งพบเห็นไปเมื่อครู่ คือเงาของต้นไม้แห่งชีวิตเวย์ธริลและเมล็ดพันธุ์พืชเมล็ดนี้ ก็คือเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตเวย์ธริล”กล่าวจบนักบวชก็เดินจากไป ปล่อยให้วิลล์ ทารินและลีน่า ยืนงงกับคำพูดและสิ่งที่เกิดขึ้น


            เอลฟ์ทั้งสองคนตกใจกับสิ่งที่นักบวชพูด


            “เธอเห็นเงาของต้นไม้แห่งชีวิตเวย์ธริลจริงๆ เหรอวิลล์!” กล่าวพลางใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ไหล่ของอีกฝ่าย


            วิลล์ยิ้มเจื่อน“ใช่แล้วล่ะ” มีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย “ต้นไม้แห่งชีวิตเวย์ธริลกำลังสื่อสารกับฉันน่ะ ซึ่งตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร”


            ‘ไม่คิดเลยว่าการที่จิตวิญญาณสองดวงของฉันที่ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน จะทำให้ฉันพบเจอเรื่องราวอัศจรรย์ต่าง ๆมากมายในชีวิตนี้’ คิดในใจก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


            วิลล์เก็บกระถางไม้ใส่อุปกรณ์มิติก่อนที่เธอจะเดินนำเอลฟ์ทั้งสองคนกลับออกมาจากวิหารเวย์ธริล


            “ก่อนที่ฉันจะออกเดินทาง!ฉันมีสิ่งหนึ่งที่อยากมอบให้กับพวกเธอ!” กล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง“หลังจากนี้พวกเธอสองคน รวมไปถึงเฟนริกกับเซลิจะได้ไม่ต้องทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายเหมือนกับครั้งนี้อีก”


             

             

     

     

    นิยายแนะนำ