บทที่ 27 มื้ออาหารนี้อบอุ่นใจมาก
แสงแรกของเช้าส่องลอดเข้ามา ทำให้ทั้งห้องสว่างไสวในทันที วันนี้เป็วันอาทิตย์ จึงไม่มีกิจกรรมอะไร โม่เฟิงจึงตั้งใจจะนอนตื่นสาย เพราะ่นี้เขายุ่งมาก เรียกได้ว่าเหนื่อยทั้งกายและใจ แต่ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปรากฏว่าเป็หานเซี่ยวที่โทรมา โม่เฟิงรู้สึกหายง่วงเป็ปลิดทิ้ง คิดในใจอย่างไม่พอใจว่า ‘นี่มันกรรมตามสนองหรือเปล่า ยัยเด็กนี่โกรธเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ คงจะมาเอาคืนฉันแล้วล่ะสิ’
โม่เฟิงลังเลไปครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็คิดว่า ยังไงก็ต้องเจอเธออยู่ดี เพียงแต่ขอให้มันจบไปด้วยดีเถอะ การสนทนาเป็ไปอย่างราบรื่น ราบรื่นจนโม่เฟิงคิดว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันนั้นเป็แค่ความฝัน แต่ไม่นานโม่เฟิงก็รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง เขาจึงรีบลุกจากเตียงทันที
ปรากฏว่าหานเซี่ยวไม่รู้จะทำยังไง จึงชวนโม่เฟิงไปกินข้าวด้วยกันและนัดเจอกันแถวมหาวิทยาลัยของเธอ โม่เฟิงรู้สึกผิด จึงไม่กล้าปฏิเสธ เพราะได้แตะต้องในสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องของเธอไปแล้ว ดังนั้นก็ต้องจ่ายอะไรบ้างเป็ธรรมดา เขาจึงตอบตกลงทั้ง ๆ ที่ยังงุนงงอยู่
ในเมื่อไปแถวมหาวิทยาลัยก็ควรแต่งตัวสบาย ๆ ดีกว่า โม่เฟิงจึงสวมชุดวอร์มสีดำธรรมดา ๆ
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงเสน่ห์อันแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านออกมา โม่เฟิงมองตัวเองในกระจกอย่างประหลาดใจ เพราะเสื้อผ้าของเขามีแต่สีดำกับสีขาว สมัยก่อนเขาก็มักจะใส่แบบนี้ แต่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ไม่นานโม่เฟิงก็เข้าใจ ว่าจริง ๆ แล้วนี่เป็เพราะเขาเป็ผู้ใหญ่ขึ้น จึงมีกลิ่นอายของผู้ชายที่โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว
เดิมทีเขาไม่ชอบผู้ชายที่ดูเป็ผู้ใหญ่ คิดว่าคงเป็เพราะเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ทำให้ดูดี เวลาที่เขามีเงินซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม ก็คงจะมีออร่าแบบนั้น แต่ตอนนี้โม่เฟิงกลับต้องยอมรับว่า จริง ๆ แล้ว เมื่อผู้ชายคนหนึ่งเต็มใจที่จะแบกรับความรับผิดชอบ เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับชีวิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง ผู้ชายคนนั้นก็จะโตเป็ผู้ใหญ่
เขาไม่ได้เสียเวลาหลงใหลในตัวเองมากนัก เพราะหานเซี่ยวนัดเขาไว้แล้ว ดังนั้นโม่เฟิงจึงไม่กล้ามาสาย
มหาวิทยาลัยหนานผิง เป็สถานที่ที่นักเรียนนักศึกษาทุกคนต่างใฝ่ฝัน แน่นอนว่าเคยเป็ความฝันของโม่เฟิงเช่นกัน เพียงแต่ว่าภาษาอังกฤษของเขาไม่ค่อยดี จึงต้องพลาดโอกาสไป
ตอนนี้มีโอกาสได้มาก็เพราะคำเชิญของหานเซี่ยว เมื่อคิดถึงเื่นี้ โม่เฟิงก็รู้สึกตลก เขาเรียนจบมาสองปีกว่าแล้ว ยังคงเสียใจที่ไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แม้ว่าเพื่อนร่วมงานหลายคน ส่วนใหญ่จะเรียนจบจากที่นี่ หลายคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ แต่โม่เฟิง ก็ไม่อาจโน้มน้าวใจตัวเองได้ เพราะคนเราตอนเด็ก ๆ มักจะมีเป้าหมาย แม้ว่าโตขึ้นจะรู้สึกว่ามันไกลเกินเอื้อมแล้วล้มเลิกไป หรือพบว่าตัวเองไม่สามารถไปถึงได้ แต่เพราะเคยพยายามเพื่อมัน สุดท้ายมันจึงกลายเป็ความทรงจำที่สวยงามในใจตลอดไป
ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย หานเซี่ยวยืนอยู่กับผู้หญิงอีกสามคนที่ดูก็รู้ว่าเป็เพื่อนร่วมชั้น ทั้งหมดอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี เป็วัยที่สดใสเหมือนพระอาทิตย์ยามเช้า การยืนอยู่ตรงนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกถึงพลังอันเต็มเปี่ยม ในชั่วขณะหนึ่ง โม่เฟิงรู้สึกเหมือนตัวเองอายุน้อยลง แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้
เพื่อนของหานเซี่ยวต่างก็เป็สาวสวย หานเซี่ยวแนะนำให้โม่เฟิงรู้จัก แต่เห็นได้ชัดว่าโม่เฟิงไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาแค่ยิ้มอย่างสุภาพ ถือว่าเป็การทักทาย เพราะตอนนี้ในใจของเขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่รู้ว่าหานเซี่ยวคิดอะไรอยู่กันแน่
ตอนนี้ยังเช้าเกินไปที่จะกินข้าว หานเซี่ยวจึงเสนอให้ไปเดินเล่น สาว ๆ เองก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากการเดินเล่นก็ไม่รู้จะทำอะไร ดังนั้น เสียงส่วนใหญ่จึงชนะ โม่เฟิงจึงต้องยอมแพ้ ที่จริงแล้ว โม่เฟิงเองก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น วันนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อขอโทษหานเซี่ยวอยู่แล้ว
ข้าง ๆ มหาวิทยาลัยหนานผิง มีถนนการค้าอยู่ด้วย มีถนนยาว 3 สาย ถนนแนวตั้ง 9 สาย รวมเป็ 12 สาย โดยสินค้ามีั้แ่เครื่องประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเสื้อผ้าที่ไม่แพงนัก ร้านอาหาร ร้านขายของกิน มีครบทุกอย่าง เรียกได้ว่าเป็สถานที่ที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหนานผิงชอบไปเดินเล่น เพราะชีวิตของนักศึกษาก็ไม่ง่ายเหมือนกัน แม้จะเรียนแค่ครึ่งวัน ตอนบ่ายก็แบ่งเวลาได้อิสระ แต่บางครั้งถึงจะมีเวลาว่าง แต่ก็ต้องมีเงินใช้ด้วย ถึงจะไปสนุกได้ คนรวยมีน้อย ส่วนใหญ่ค่าครองชีพก็แค่พอปากท้องเท่านั้น ถ้าไปร้องคาราโอเกะ ก็คงต้องประหยัดเงินใช้ไปหลายวัน ดังนั้น จึงได้แต่มาเดินเล่นที่นี่ แม้จะไม่ได้ซื้ออะไร แต่ก็ถือว่าฆ่าเวลาไปได้
วันนี้เป็วันอาทิตย์ บนท้องถนนจึงเต็มไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นักศึกษาเท่านั้น ยังมีชาวบ้านละแวกใกล้เคียงด้วย เพราะคนเรามักชอบความคึกคัก ดังนั้นที่ไหนคึกคัก ที่นั่นก็ยิ่งมีคนเยอะ
แม้จะเป็แบบนั้น แต่โม่เฟิงกับสาว ๆ ก็ยังกลายเป็จุดสนใจบนท้องถนน เพราะเป็กลุ่มชายหนึ่งหญิงสี่ที่แปลกประหลาด แถมผู้หญิงทั้งสี่คนยังเป็สาวสวยอีกด้วย ทำให้ผู้ชายอิจฉาตาร้อน ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาราวกับจะทะลุร่าง โม่เฟิงไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว จึงทำได้แค่เดินตามสาว ๆ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้
เห็นได้ชัดว่าสาว ๆ เหล่านี้ไม่ใช่คนรวย พวกเธอจึงลองเสื้อผ้าเยอะมาก แต่ซื้อแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น และดูเหมือนทุกคนจะเรียบร้อย แต่พอต่อราคา โม่เฟิงกลับรู้สึกอยากจะหายตัวไป เพราะทุกคนคิดว่าโม่เฟิงจะเป็คนจ่ายเงิน เ้าของร้านจึงหาทางโน้มน้าวโม่เฟิง ทั้งยังเริ่มพูดจาดูถูกโม่เฟิง แต่โม่เฟิงก็ไม่กล้าจ่ายอยู่ดี เพราะสาว ๆ ไม่ยอม โม่เฟิงจึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ เพราะคนซื้อของก็ไม่ยอมให้เขาจ่ายเงิน
ดังนั้นทุกครั้งที่ออกจากร้าน เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของโม่เฟิง สี่สาวก็มักจะหัวเราะจนตัวงอ เห็นได้ชัดว่าพวกเธอมีนิสัยคล้ายกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่มาอยู่ด้วยกัน ซึ่งทำให้โม่เฟิงรู้สึกอิจฉามาก เพราะจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีเพื่อนสนิท อยากไปเดินเล่นก็ต้องไปคนเดียว
เพราะปกติ จูลี่ก็ต้องไปทำงาน จึงแทบไม่มีเวลา ยิ่งต้องใช้เวลาส่วนที่เหลือไปกับการตอบสนองความ้าทางกายอีก เวลาก็ยิ่งขาดแคลน ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นี้ โม่เฟิงก็ปวดหัวขึ้นมาทันที คนอื่นเวลาคบกันก็ไปเดินเล่น ไปกินข้าว แต่พวกเขากลับอยู่แค่บนเตียงกันเท่านั้น แค่คิดก็ทำให้โม่เฟิงรู้สึกผิดแล้ว
ที่มุมถนนมีร้านขายหยกอยู่ร้านหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็หยกคุณภาพต่ำ แม้ว่าจะแกะสลักออกมาไม่ค่อยสวย แต่ก็ดูน่าสนใจ หานเซี่ยวหยิบหยกแกะสลักรูปสุนัขซึ่งเป็สัญลักษณ์ของปีนักษัตรขึ้นมา แล้วต่อรองราคากับเ้าของร้าน พอใกล้จะตกลงกันได้ หานเซี่ยวก็เปลี่ยนใจ บอกว่าไม่เอาแล้ว ทำเอาเ้าของร้านพูดไม่ออก เสียแรงพูดตั้งนาน
นี่เป็เพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในระหว่างที่เดินเล่น เผลอครู่เดียวก็เที่ยงแล้ว ทั้งสี่คนเลือกร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ดูคุ้นเคย พนักงานกล่าวทักทายพวกเธออย่างสุภาพ จากนั้นทุกคนก็เริ่มสั่งอาหาร ที่จริงก็ไม่มีอะไรให้สั่งมากนัก เพราะร้านนี้ไม่ได้ใหญ่มาก สุดท้ายโม่เฟิงก็ยืนกรานสั่งอาหารสี่อย่างกับซุปหนึ่งอย่าง แม้ว่าจะไม่ใช่อาหารราคาแพง แต่พวกเขาทั้งห้าคนก็กินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ มีความสุขท่ามกลางความเรียบง่าย
มื้อนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้โม่เฟิงสนิทสนมกับพวกเธอยิ่งขึ้น คนที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์สีเขียว มักจะอยู่กับหานเซี่ยวเป็ประจำ เวลายิ้มดูซื่อ ๆ แต่กลับทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนเป็คนกันเอง เธอคนนั้นมีชื่อว่าเหอลู่
ส่วนผู้หญิงที่สวมเสื้อโค้ทยาวถึงเข่า ชื่อเฉินชิง เป็ผู้หญิงที่มาจากเมือง กว่างโจว ได้ยินว่าฐานะครอบครัวดีมาก แต่เธอกลับเป็คนไม่ถือตัว ข้อเสียอย่างเดียวของเธอคือขี้หนาว ทำให้คนอื่นมองไม่ออกว่ารูปร่างของเธอเป็อย่างไร บ่อยครั้งที่ผู้ชายมักพูดว่า ขอแค่ได้มองแวบเดียวก็ตายตาหลับ
ส่วนอีกคนก็สวยไม่แพ้กัน แต่เทียบกับพวกเธอทั้งสามคนแล้ว ก็ดูด้อยกว่าเล็กน้อย ถ้าออกไปข้างนอก คนที่ตามจีบคงมีไม่หวาดไม่ไหว เธอเป็คนง่าย ๆ สบาย ๆ หานเซี่ยวกับคนอื่น ๆ เรียกเธอว่าอูหนี่ว์*[1] เพราะเธอเป็เด็กสาวที่มาจากชนเผ่าเหมียว เล่ากันว่าที่บ้านมีหมอผีตัวจริง บวกกับที่เธอมักจะดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าอายุ รู้เื่ต่าง ๆ มากกว่า ดังนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะอายุน้อยที่สุด แต่ก็เป็พี่ใหญ่ของกลุ่มสาวสวยกลุ่มนี้
มื้ออาหารนี้ ทำให้โม่เฟิงรู้สึกอบอุ่นใจมาก เพราะไม่ได้กินข้าวแบบนี้มานานแล้ว บวกกับเื่ตลก ๆ ที่สาว ๆ เล่าให้ฟัง ทำให้โม่เฟิงไม่รู้สึกเหงาเลย แม้ว่าจะมีเขาเป็ผู้ชายคนเดียวก็ตาม
หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเธอก็ชวนกันไปเดินเล่นต่อ แต่อูหนี่ว์บอกว่าจะกลับหอพัก มีธุระต้องทำ จึงให้โม่เฟิงไปส่งเธอ แล้วค่อยกลับมาเจอกันที่นี่ เพื่อที่ตอนเย็นจะได้ไปดูหนังด้วยกัน เรียกได้ว่าวันนี้มีกิจกรรมทั้งวัน
ระหว่างทางกลับหอพัก อูหนี่ว์ไม่ได้กลับหอพักจริง ๆ เธอหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง วันนี้เป็วันอาทิตย์ ่เที่ยง ๆ แบบนี้ ในสวนสาธารณะจึงมีคนไม่มากนัก เธอจึงชวนโม่เฟิงนั่งลง
หญิงสาวไม่รอให้โม่เฟิงถาม เธอก็พูดขึ้นมาเองว่า “สงสัยไหมว่าทำไมฉันถึงพาคุณมาที่นี่ ที่จริงฉันไม่อยากกลับหอพัก แค่อยากเรียกคุณออกมาคุยเป็การส่วนตัว คุณรู้ไหมว่าทำไมเซี่ยวเซี่ยวถึงเรียกคุณมาวันนี้”
จู่ ๆ โม่เฟิงก็รู้สึกว่าเหมือนมีเื่ที่ตัวเองไม่รู้เกิดขึ้น เขาถามด้วยความสงสัยว่า “เพราะอะไร?”
อูหนี่ว์ยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ตอบคำถามของโม่เฟิงโดยตรง แต่พูดราวกับคุยกับตัวเอง “พวกเรารู้จักกันได้แค่สองอาทิตย์ ภายใต้รอยยิ้มที่ดูมีความสุข ล้วนปกปิดความเศร้าเอาไว้ นี่คงเป็เหตุผลที่ทำให้พวกเรามาเป็เพื่อนกันสินะ คิดว่าคุณคงดูออก ว่าจริง ๆ แล้ว พวกเราไม่ได้อยากซื้อของ แต่ชอบความรู้สึกตอนที่ต่อรองราคามากกว่า แม้ว่าพวกเราจะรู้จักกันไม่นาน ต่างฝ่ายต่างมีความลับ แต่ฉันรู้ว่าหานเซี่ยวมีความลับ นั่นก็คือคุณ!”
ทันใดนั้นโม่เฟิงก็นึกถึงบางอย่าง แต่เขาก็ยังแกล้งทำเป็ไม่รู้ เพราะบางครั้งผู้ชายก็ต้องแกล้งโง่ ผู้ชายที่ฉลาดเกินไปอาจทำร้ายจิตใจของคนอื่นได้
เห็นได้ชัดว่าอูหนี่ว์ไม่ได้อยากได้ยินอะไรจากปากของโม่เฟิง เธอพูดต่อว่า “่นี้บางครั้งเธอก็นึกอะไรบางอย่างแล้วก็ยิ้ม บางครั้งเธอก็ร้องไห้ตอนกลางคืน ฉันรู้ว่าเธอมีความรัก และเป็คนที่ไม่ควรรักด้วย เซี่ยวเซี่ยวดูเหมือนไม่แยแสอะไร ชอบยิ้มกลบเกลื่อน แต่ฉันรู้ว่า คุณคือสิ่งที่เธอไม่สามารถตัดใจได้ ไม่งั้นด้วยความฉลาดของเธอ เธอคงไม่เรียกคุณออกมาหรอก และคงไม่แนะนำให้พวกเรารู้จักคุณด้วย การที่เรียกพวกเรามา คงไม่ได้ให้พวกเรามาช่วยดูหรอก แต่ให้มาเกลี้ยกล่อมเธอต่างหาก ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เธอคบกับคุณ หรือเลิกกับคุณ เธอตัดสินใจไม่ได้ เธอสับสนมาก และ้าคำตอบ จริง ๆ แล้ว ชาวเหมียวอย่างพวกเราชอบพูดคำหนึ่งว่า คำตอบมักอยู่ในใจตัวเองเสมอ หากคุณยอมเปิดใจ คุณก็จะพบคำตอบที่คุณ้า คำตอบของเซี่ยวเซี่ยวก็คือ การได้อยู่กับคุณ ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้ไปกับพวกเธอ แต่เรียกคุณมาที่นี่แทน”
[1] อูหนี่ว์ หมายถึง หมอผีผู้หญิงใช้เรียกผู้เชี่ยวชาญในการที่ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์