บทที่ 6 จดหมายจากท่านแม่
จื่อเชียนเกอไม่คิดว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการนำพลังปราณเข้าสู่ร่างได้เร็วขนาดนี้ มันง่ายกว่าที่คิด เธอรู้สึกดีใจและหัวเราะออกมาอย่างเขินอาย
หลิงอ้าวเทียนชมเชยเธอ พร้อมกับสั่งสอนว่า "เชียนเกอ พร์ของเ้าสูงส่งมาก จำไว้ว่าต้องเก็บงำมันเอาไว้ โลกนี้ไม่เคยขาดแคลนยอดฝีมือ
ต้นไม้ที่สูงเด่นกว่าต้นอื่นย่อมถูกลมพัดหัก ก่อนที่เ้าจะมีความสามารถมากพอ อย่าแสดงความสามารถของเ้ามากเกินไป ต้องรู้จักแสร้งทำเป็อ่อนแอ
จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง บางครั้งการที่โดดเด่นเกินไปจะนำมาซึ่งความริษยา เ้ายังเด็ก อาจารย์ไม่อยากให้เ้าได้ัักับด้านมืดของโลกเร็วเกินไป แต่นี่เป็บทเรียนที่ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าการฝึกฝนเสียอีก
การที่เ้าได้ััมันั้แ่ตอนนี้ไม่ได้เป็ผลเสีย สุดท้าย อาจารย์หวังว่าไม่ว่าเ้าจะไปถึงจุดสูงสุดใดในอนาคต จงอย่าลืมความตั้งใจเดิมของเ้า จงเป็ตัวของตัวเอง"
จื่อเชียนเกอเข้าใจความกังวลของอาจารย์เป็อย่างดี และเห็นด้วยกับคำพูดของเขา เธอจึงพยักหน้าอย่างจริงจังและกล่าวว่า "เ้าค่ะ อาจารย์ ศิษย์จะจำไว้"
หลิงอ้าวเทียนพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่มองไปยังข้างนอก ด้วยสีหน้าที่ดูหม่นหมอง
จื่อเชียนเกอมองไปยังทิศทางนั้น ซึ่งน่าจะเป็แคว้นเป่ยเซิ่ง เธอเห็นอาจารย์เหม่อมองไปทางนั้นบ่อยครั้ง และทุกครั้งที่มองไปทางนั้นสีหน้าของเขามักจะเจือไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ
เธอไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเขาอย่างไร ได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
ตันหมัวมัวมองภาพนั้นอยู่ไกลๆ แล้วถอนหายใจยาวก่อนจะหันกลับเข้าครัวไป
หลังอาบน้ำเสร็จในเย็นวันนั้น จื่อเชียนเกอหยิบกล่องไม้ที่แม่ทิ้งไว้ให้ออกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
กล่องนั้นทำจากไม้จันทน์ชั้นเลิศ สลักเป็ลายัสีม่วงโบราณ เธอคาดเดาว่าลายัน่าจะเป็สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ดังนั้นแม่ของเธอน่าจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
อาจารย์เคยบอกไว้ว่ากล่องไม้นี้จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อผู้สืบทอดสายเื หยดเืลงบนลวดลายฝากล่อง แล้วใช้พลังของตนเองเปิดเท่านั้น ด้วยกลไกที่รัดกุมเช่นนี้ ต่อให้ผู้อื่นได้กล่องไปก็ไม่อาจเปิดได้
จื่อเชียนเกอสูดลมหายใจเข้าหลายครั้ง ก่อนจะทำตามขั้นตอนเพื่อเปิดกล่อง ภายในบรรจุเพียงจดหมายหนึ่งฉบับและกำไลหยกอันงดงาม
เธอหยิบกำไลขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ดวงตาเป็ประกายระยับ กำไลนั้นสลักลวดลายดอกจื่อเวย*[1] อย่างประณีต ประดับพลอยสีน้ำเงิน ประกายสีฟ้าอ่อนระยิบระยับดุจดวงดาว ส่วนตรงกลางสลักเป็รูปโค้งคล้ายครึ่งดวงใจ
ััของกำไลมอบความอบอุ่นที่อธิบายไม่ถูกให้จื่อเชียนเกอ นี่คงเป็สายใยรักระหว่างแม่กับลูก
หลังจากวางกำไลลงเธอจึงเปิดจดหมาย ลายมือที่งดงามแต่หนักแน่นปรากฏขึ้น แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดกลับพบว่าลายมือค่อนข้างเลอะเทอะ ราวกับเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบ
‘เชียนเกอลูกแม่ เมื่อลูกอ่านจดหมายฉบับนี้ลูกคงโตพอที่จะเริ่มฝึกฝนตนเองแล้ว
ลูกรัก แม่ขอโทษที่ต้องทิ้งลูกไว้ให้อยู่ในความดูแลของผู้อื่น หากไม่จำเป็จริง ๆ แม่ไม่มีวันจากลูกไป ขอโทษนะลูก
ตอนนี้ศัตรูที่ตามล่าเรามาถึงแล้ว แม่ต้องพาพี่สาวฝาแฝดของลูกหนีไป หากแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่จะกลับมารับลูกแน่นอน
จำไว้นะลูก อย่าไว้ใจหลินลั่วหยาง เขาเป็คนหน้าไหว้หลังหลอก แม่แต่งงานกับเขาเพื่อหลบหนีศัตรู เขาไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของลูก
อย่าเกลียดพ่อของลูก เขารักลูกมาก เขาาเ็สาหัสเพื่อปกป้องแม่และลูก ๆ ที่ยังไม่เกิด ถึงขั้นอาจเสียชีวิต เขาทำเต็มที่แล้วจริง ๆ
กำไลในกล่องเป็กำไลวิเศษมีเป็คู่ พ่อของลูกมอบให้เป็ของขวัญสำหรับลูกทั้งสองคน
ของที่แม่ทิ้งไว้ให้เ้าทั้งหมดอยู่ในกำไลหยก เพียงหยดเืลงไปเพื่อผูกิญญาก็จะสามารถเปิดดูได้
อย่านำป้ายในกำไลออกมาโดยพลการ มันคือสัญลักษณ์แทนตัวแม่ หากแม่ไม่ได้กลับมา เ้าจงนำป้ายนี้ไปที่เมืองหวนไห่ เพื่อตามหาตาและยายของเ้า พวกท่านชื่อจื่อฉิงเทียนและหนานกงหรูผิง
เชียนเกอ เ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี จวนสกุลหลินนั้นอันตรายดุจรังหมาป่า เมื่อเ้าโตพอและสามารถดูแลตัวเองได้แล้วก็ให้ออกมาจากที่นั่นเสีย แม่กลัวว่าพวกเขาจะคิดร้ายต่อเ้า ลูกรัก แม่ต้องไปแล้ว ขอโทษด้วย’
หลังจากอ่านจดหมายจบ จื่อเชียนเกอก็ยังคงใจสั่น ที่แท้มารดาต้องจากไปอย่างกะทันหันก็เพื่อปกป้องเธอ
แต่ถึงแม้จะหลบหนีจากคนกลุ่มนั้นไปได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่รอดพ้นเงื้อมมือของคนในจวนสกุลหลิน สิ่งที่มารดากังวลก่อนจากไปก็เกิดขึ้นจนได้
หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในใจแล้ว เธอก็รีบหยดเืลงบนกำไลเพื่อผูกิญญา แล้วตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายใน
ภายในกำไลมีเหรียญทองอยู่จำนวนไม่น้อย ตำราฝึกยุทธ์และวิชา ยาเม็ดระดับสูง และยังมีกระบี่วิเศษสีฟ้าครามเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่หลอมจากเหล็กดำพันปี ให้ความรู้สึกเย็นเยียบ
ด้ามกระบี่สลักเป็ลายัสีม่วง ตรงกลางลายัสลักตัวอักษร
‘จื่อ’ ไว้อย่างสวยงาม
ภายในกำไลยังมีป้ายอยู่อันหนึ่ง ลวดลายที่สลักไว้เหมือนกับบนกล่องไม้ไม่มีผิดเพี้ยน น่าจะเป็สัญลักษณ์ประจำตระกูลของมารดา
ด้านหลังป้ายสลักชื่อของมารดาว่า ‘จื่อเว่ยหราน’ นี่คงเป็ชื่อจริงของแม่เด็กคนนี้สินะ
จื่อเชียนเกอนำทุกสิ่งใส่กลับเข้าไปในกำไล แล้วสวมกำไลอันงดงามนั้นไว้ที่ข้อมือพลางลูบไล้เบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากจัดการกับความคิดของตนเองเรียบร้อย เธอก็เก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดไว้ แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกฝนตนเอง
การฝึกฝนเป็เื่น่าเบื่อ แต่เธอไม่รู้สึกรำคาญ เธอนั่งสมาธิและนำพลังิญญาทั่วร่างมารวมกันที่ตันเถียน เมื่อถึงเวลารุ่งสาง กำแพงในตันเถียนก็พังทลายลงอย่างกะทันหันจื่อเชียนเกอยิ้มเบาๆ
ขั้นซื่อเสวียนระดับ 1 เธอไม่คิดว่าจะก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ ช่างเป็เื่ที่น่าประหลาดใจจริงๆ
ระดับพลังิญญาของทวีปเซิ่งเทียนแบ่งเป็ ขั้นซื่อเสวียน เฉิงเสวียน หวงเสวียน ลวี่เสวียน ชิงเสวียน หลานเสวียน จื่อเสวียน โม่เสวียน
แต่ละระดับยังแบ่งย่อยออกเป็เก้าขั้น จื่อเชียนเกอฝึกฝนเพียงคืนเดียวก็สามารถทะลวงสู่ขั้นซื่อเสวียนระดับ 1 ได้ นับว่าเป็พร์ที่หาตัวจับยากจริง ๆ
หลังจากฝึกฝนเสร็จ เธอก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่างเปล่งประกายสีดำขลับ ความมั่นใจและความแน่วแน่อยู่ภายในนั้นราวกับแสงสว่างที่เจิดจรัสที่สุด
เธอยื่นมือออกไปเพื่อลองปลดปล่อยพลัง ก็มีแสงสีแดงจางๆ แผ่ออกมา ที่แท้นี่ก็คือพลังิญญาของโลกใบนี้นี่เอง ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ทันใดนั้น จื่อเชียนเกอมองไปที่นิ้วมือข้างขวาของตัวเอง ก็ใแล้วร้องอุทานออกมาว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมแหวนดอกบัวถึงมาอยู่บนนิ้วข้าได้ล่ะ?”
จู่ๆ ก็มีเสียงใสๆ ของเด็กคนหนึ่งดังมาจากที่ไหนสักแห่งราวกับลอยมาจากขอบฟ้า “พี่สาว ผู้นี้ช่างซื่อบื้อจริง แหวนดอกบัวนี่ไม่ได้มาอยู่ที่นี่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียหน่อย เ้าน่ะได้ตายจากโลกเดิมแล้ว แต่แหวนดอกบัวต่างหากที่นำิญญาเ้ามาที่นี่”
“ใครน่ะ?” จื่อเชียนเกอสะดุ้งใกับเสียงนั้น มองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบใคร
“ไม่ต้องมองหาให้วุ่นวายหรอก ข้าอยู่ในแหวนของเ้านี่แหละ ใช้พลังจิตสำรวจก็จะเห็นข้าเอง” เสียงใสๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเย่อหยิ่งและดูแคลนเล็กน้อย
จื่อเชียนเกอพยายามสะกดกลั้นความใ รีบใช้พลังจิตสำรวจแหวนดอกบัว ภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้เธอที่สุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอถึงกับสะดุ้งใ ร้องอุทานออกมาว่า
“ว้าว! ที่นี่ที่ไหนกันเนี่ย?”
ทันทีที่สิ้นเสียง ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ก็ลอยมาจากกลางอากาศ หมุนวนรอบตัวจื่อเชียนเกอราวกับเด็กน้อยแสนซน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งว่า “พี่สาว เ้านี่ ตัวเล็กจังเลยนะ”
*[1] ดอกจื่อเวย = ดอกยี่เข่ง