“เปลี่ยนกำหนดการใหม่จากฐานทัพเป็ที่นี่และ...เดี๋ยวนี้” จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็เลิ่กคิ้วอย่างแปลกใจ อะไรจะเร่งด่วนปานนั้น
“บอสสั่ง” มันอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นสีหน้าผมแต่ก่อนที่เราสองคนจะได้เดินออกไปจากจุดนี้เสียงหวานๆ ของมิลินก็ดังขึ้นซะก่อน
“มีอะไรรึเปล่าคะคุณแวมพ์”เธอถามพร้อมกับมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างผมด้วยความแปลกใจ จนเพื่อนๆคนอื่นหันมามองตาม
“เปล่าหรอก ขอตัวก่อนนะ”แวมพ์ตอบก่อนจะยิ้มมุมปากนิดๆ ส่งให้ยัยตัวเล็กของผมแล้วเดินออกไป เหอะ...เซ็งชะมัด ผมก็ยืนอยู่ข้างมันแท้ๆ แต่ดันโดนมองข้ามซะได้
เพียงไม่นานร่างสูงที่เดินนำหน้าก็หยุดลงที่ประตูบานหนึ่งซึ่งดูคล้ายๆกับเป็ห้องรับรอง และมันอยู่ในโรงแรมเดียวกับงานแต่งเมื่อครู่แวมพ์หันมามองหน้าผมก่อนจะพยักเพยิดให้ผมเดินนำเข้าไปก่อน
และแน่นอน... ผมเปิดประตูไม่ได้ก็เลยเดินทะลุเข้าไปเลย
พอเข้ามาปุ๊บก็เห็นใครบางคนนั่งไขว่ห้างรออยู่หมอนั่นเต๊ะท่าเหมือนอาเสี่ยมารอหิ้วเด็กไปฟัดอะไรแบบนั้นสายตาคู่คมและดุดันเบิกกว้างทันทีที่เห็นหน้าผม แถมแม่ง... น่ากลัวเป็บ้า
ไอ้แวมพ์คงไม่ได้หลอกผมมาขายหรอกใช่มั้ยถึงจะเป็แค่ผีเร่ร่อนแต่ผมก็รักนวลสงวนตัวนะโว้ย
“โอเคมั้ยบอส”แวมพ์ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเอ่ยถามผู้ชายคนนั้นก่อนจะอมยิ้มกรุ้มกริ่ม เห้ยๆโอเคอะไรของมันวะ ไม่นะเว้ย... ผมไม่โอ
คนที่ถูกแวมพ์เรียกว่าบอสไม่ตอบแต่เลือกที่จะเดินเข้ามาหาผมแทนหมอนั่นมองผมไม่วางตาแถมยังยกมือขึ้นมาเหมือนจะ... จิ้ม
“เห้ย! “ ผมร้องด้วยความใพร้อมกับโยกตัวหลบ คนตรงหน้าถึงได้มองมาด้วยสายตาหงุดหงิด
“จะหลบเพื่อ”ไม่ว่าเปล่ายังขยับนิ้วเข้ามาจะจิ้มที่หน้าอกผมอีกเห้ย... นี่ผมกำลังถูกผู้ชายลวนลามใช่มั้ยวะเนี่ย เวรเอ๊ย! เสียเชิงชายชะมัด
“แล้วจะจิ้มเพื่อ!”ผมขึ้นเสียงพร้อมกับโยกตัวหลบอีกรอบ เอาสิ...นี่ผมหลบจนแทบจะเป็พระเอกหนังบู๊ได้แล้วนะเว่ย
“ก็อยากรู้ว่าเป็ผีหรือคน”คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมกับเปลี่ยนมายืนเท้าสะเอวแทนใบหน้าคร้ามคมบึ้งตึงเหมือนกำลังไม่พอใจนิดๆ ที่ผมไปขัดขวางวิธีการพิสูจน์ของเขา
“ไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้นอ่ะ ไม่มีเผ่าพันธุ์โว้ย”ผมพูดพร้อมกับถอยห่างร่างสูงตรงหน้ามาสองสามก้าวอย่างหาพื้นที่ตั้งหลักบอสจึงหรี่ตามองผมก่อนจะแค่นหัวเราะน้อยๆ ด้วยอารมณ์ไหนผมก็ไม่อาจทราบได้
“สงสัยไม่ได้สมองเสื่อมอย่างเดียวแต่เป็บ้าด้วย”ท้ายประโยคเขาหันไปเอ่ยกับแวมพ์ที่ยืนหัวเราะอย่างถูกใจอยู่ข้างๆผม
“ก็ว่างั้น”นั่นเป็คำตอบของไอ้เพื่อนเวรที่เอ่ยออกมาหนอยแน่... เห็นบอสดีกว่าเพื่อน เข้าข้างกันเข้าไปเหอะ
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
“เออเฮ้ยอย่างกับภาพโฮโลแกรม”ไม่ว่าเปล่าบอสยังเอานิ้วจิ้มตัวผมจนมือทะลุไปมาอย่างสนุกสนาน
“จะจิ้มอีกนานมั้ย... นายเองหรอที่เป็บอส”ผมถามอย่างรำคาญก่อนจะเดินหนีมันไปนั่งที่โซฟา
“ถูก”บอสตอบกลับมาพร้อมกับเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างกวนประสาทสองคนนั้นเดินมานั่งที่โซฟาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมเหมือนพวกเรากำลังประชุมสัมมนาหรืออาจจะเป็การโต้วาทีอะไรแบบนั้น
“ทำไมเด็กจัง แต่ดีแล้วแหละไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นคงน่าเสียดายแย่”ท้ายประโยคผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆแต่ดูเหมือนบอสจะหูดีเหลือเกินเมื่อคนอื่นกำลังพูดถึงเมียตัวเอง
“ใคร”เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบเหมือนไม่ได้สนใจนักแต่ดวงตาคู่คมกลับมองผมอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“เมียนายไง... ตอนแรกฉันคิดว่าคนเป็บอสจะเป็พวกตาแก่ลงพุงอะไรแบบนั้นซะอีก”ผมตอบพร้อมกับกวาดตามองหมอนี่ไปด้วยก็... หล่อดี แต่น้อยกว่าผม
“เมียฉันสวยใช่มั้ยล่ะ”ไม่ว่าเปล่าบอสยังยักคิ้วข้างเดียวส่งมาให้อย่างคนเหนือกว่าโธ่... น้องลินของผมก็น่ารักไม่แพ้กันหรอก
“ขี้อวดชิบ”ผมบ่นเบาๆ ก่อนที่แวมพ์ซึ่งนั่งเงียบมาสักพักจะหลุดหัวเราะออกมาผมว่าตัวเองพูดเบาแล้วนะ... มันยังจะอุตส่าห์ได้ยินอีก
“แล้วนี่ยังไง นายเป็อะไรกันแน่แล้วทำไมฉันกับแวมพ์ถึงมองเห็นนายได้อยู่แค่สองคน”บอสเริ่มเอ่ยอย่างเป็การเป็งานมากขึ้นหลังจากที่เมื่อกี๊พวกเราหลุดออกนอกประเด็นสำคัญกันไปไกลโข
“จะไปรู้หรอ มนุษย์ธรรมดามองไม่เห็นฉันหรอก...พวกนายใช่มนุษย์หรือเปล่าล่ะ”ผมถามออกไป ความจริงก็ไม่ได้้าคำตอบอะไรหรอกดูก็รู้อยู่ว่าสองคนนี้เป็คนไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหนแต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาเนี่ยสิมันกลับทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น
“ก็ไม่เชิง...”บอสเอ่ยเสียงเรียบและพอผมคิดจะถามเขาก็ดันชิงถามออกมาซะก่อน
“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับนายทำไมสภาพถึงได้กลายเป็แบบนี้”ไม่ว่าเปล่ายังกวาดตามองผมั้แ่หัวจรดเท้าอีกต่างหากเดี๋ยวพ่อจิ้มตาบอดเลยนี่
“ฉันคิดว่าตัวเองคงโดนยิง แล้วใกล้จะตายมั้ง... คนที่ชื่อครูซมาช่วยไว้ก็เลยกลายเป็แบบนี้”ผมตอบออกไปมั่วๆ ไม่รู้จะเรียบเรียงเนื้อเื่ยังไงเพราะตัวเองก็ยังงงๆ อยู่เลย
“ยมทูตนั่นน่ะหรอ”บอสพูดขึ้นเหมือนรู้จักดูเหมือนก่อนหน้านี้ครูซคงสนิทกับผมพอตัวเลยทีเดียวและผมมั่นใจว่าหากมันกลับมาผมจะต้องได้รู้ข้อมูลอะไรดีๆ แน่
“อืม แต่ั้แ่ฟื้นก็ยังไม่เห็นหัวมันเลยแถมยังปล่อยฉันไว้ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อีกตกลงตายรึยังก็ไม่รู้”ผมเอ่ยก่อนจะเอนตัวพิงเบาะโซฟาอย่างปลงๆคงไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วล่ะมั้งที่ต้องมาเจอเื่ประหลาดๆ แบบผมควรเอาไปบันทึกลงกินเนสบุ้คมั้ย
ชายที่ตายไม่ได้ตาย... เหอะ
“เห็นแวมพ์บอกว่านายความจำเสื่อมแล้วตอนนี้นายทำอะไร อยู่ที่ไหนกับใคร”บอสถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจังผมจึงหยัดตัวลุกขึ้นนั่งตรงๆ ถ้าถามว่าทำไม... ตอบเลยว่าไม่รู้เหมือนกันร่างกายมันไปเอง
ต่อให้คนตรงหน้าจะดูไม่ถือตัวและมีท่าทีสบายๆกับผม แต่ความรู้สึกลึกๆ มันกลับสั่งให้ผมเคารพ และเกรงใจเขาอยู่ไม่น้อยคงเพราะเขาเป็ ’บอส’ ล่ะมั้ง
“อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง...เธอช่วยดูแลฉันตอน่แรกๆ น่ะส่วนตอนกลางวันฉันก็ตามมิลินเป็เงาเพราะไม่รู้จะทำอะไรแถมตอนนี้ชีฟองก็เหมือนจะเหม็นขี้หน้าฉันด้วย”ผมสาธยายยืดยาวและคิ้วเรียวของคนตรงหน้าก็ขมวดมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่ทราบสาเหตุ ปฏิกิริยาแบบนี้... เหมือนตอนที่ผมตอบไอ้แวมพ์ไปไม่มีผิด
“ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพซะ ที่นั่นมีห้องของนายเดี๋ยวฉันจะให้คนไปขนข้าวของๆ นายจากคอนโดเก่ามาให้”บอสเอ่ยเสียงเรียบ แม้เ้าตัวจะไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ...แต่ผมรู้สึกได้
“นายบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปแล้วใช่มั้ยว่าจะย้ายออก”คราวนี้แวมพ์ถามขึ้นบ้างแล้วผมก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ผมไม่เข้าใจ...ว่าทำไมสองคนนี้ถึงมีท่าทีเหมือนไม่ชอบชีฟองนัก
“อันที่จริง... ยังว่ะ ฉันไม่รู้จะบอกเธอยังไง”ผมตอบเสียงอ่อยพร้อมกับสบตาแวมพ์แล้วหมอนั่นก็ส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับกรอกตามมองบนด้วยความระอา
“นั่นไง กูว่าแล้ว”มันบ่นออกมาเบาๆก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ก็เธอบอกชอบฉันนี่หว่า แถมยังร้องไห้ใส่อีกน่าสงสารออก”ผมอธิบายพร้อมกับทำปากขมุบขมิบไปด้วย รู้ตัวว่าผิดสัญญากับมันแต่ผมรู้สึกลำบากใจนี่หว่า
“เป็กซ์... ฟังนะถ้านายสงสารผู้หญิงคนนั้นก็จำไว้ด้วยว่ายังมีคนที่น่าสงสารมากกว่า”บอสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับเอื้อมมือมาวางบนไหล่ผม
น่าแปลกที่คราวนี้ฝ่ามือข้างนั้นไม่ทะลุผ่านตัวผมไปอย่างที่เคยร่างกายของผมมันเอาแน่เอานอนไม่ได้สักอย่าง
“มิลินร้องไห้เพราะมึงทุกวันและกูมั่นใจว่าเธอรักมึงมากกว่าผู้หญิงที่ชื่อชีฟองนั่นแน่ มึงต้องเลิกลังเล...มึงรักคนสองคนพร้อมกันไม่ได้นะเว่ย”แวมพ์เอ่ยด้วยท่าทางซีเรียสผมเข้าใจดีว่ามิลินอาการแย่เพราะผมขนาดไหน แต่ผมว่าสองคนนี้กำลังเข้าใจเจตนาของผมผิด
“เดี๋ยวๆ ฟังก่อน... แล้วทำความเข้าใจใหม่ฉันบอกว่าสงสารชีฟองเว่ยไม่ได้ชอบไม่ได้รักเชิงชู้สาวอะไรทั้งนั้น”ผมอธิบายพร้อมกับยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนคนร้ายถูกตำรวจจับผู้ชายสองคนตรงหน้าถึงได้ถอนหายใจออกมาแล้วสบตากันเหมือนกำลังสื่อสารอะไรกันบางอย่าง
“งั้นมึงก็ย้ายมากูให้โอกาสมึงครั้งสุดท้ายถึงแค่พรุ่งนี้ไม่อย่างนั้นกูจะสนับสนุนน้องไอ้เทมป์ให้จีบมิลิน”แวมพ์ประกาศกร้าวพร้อมกับชี้หน้าผมอย่างเอาจริงแต่นั่นมันไม่ได้ดึงความสนใจของผมได้เท่ากับชื่อของใครคนหนึ่งที่มันพูดออกมาเลย
“ใครวะ น้องไอ้เทมป์”ผมเอ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นรู้สึกแน่นหน้าอกไปหมดเพียงแค่คิดว่ามิลินจะถูกหมาที่ไหนงาบไปโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย
“ไอ้เทนน้องไอ้เทมป์ไง ช่างเหอะ...กูลืมไปมึงจำไม่ได้”ท้ายประโยคเหมือนแวมพ์พูดกับตัวเองผมจึงได้แต่มองมันอย่างหงุดหงิด มันทำอย่างนี้กับเพื่อนได้ไงวะมิลินเป็แฟนผมนะเว่ย ไม่สิ... มันบอกว่าเธอเป็เมียผมเลยต่างหาก
“แล้วนี่ทำไมความจำเสื่อมตัวเหมือนอากาศแบบนี้หัวมันไปกระแทกกับอะไรได้ด้วยรึไง”บอสเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปนานน้ำเสียงที่เหมือนจะหัวเราะเยาะผมกลายๆ มันทำให้อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้
“ไม่รู้เหมือนกันฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็แบบนี้แล้ว”ผมตอบก่อนจะมองหน้าสองคนนั้นสลับกันไปมาอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจ
“ถามจริงจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดหรอวะ”แวมพ์ถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น เอ๊ะ... ไอ้นี่บอกไปจะร้อยล้านรอบแล้วก็ถามแม่งอยู่นั่นแหละ
“อืม...แต่บางทีก็มีภาพอะไรแวบขึ้นมาให้เห็นบ้างถ้าพยายามนึก แต่ที่เห็นบ่อยๆ เลยก็ภาพผู้หญิง... นอนจมกองเืแล้วก็มีเสียงปืนด้วย”ผมเอ่ยในขณะที่นึกภาพนั้นตามไปด้วยจนหัวใจรู้สึกวูบโหวงแปลกๆภาพนี้เห็นบ่อยจนติดตา แถมยังรู้สึกไม่ดีทุกครั้งด้วย... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
จบประโยคของผมสองคนนั้นก็นิ่งเงียบไปพวกนั้นมองหน้าผมเหมือนรู้สึกอึดอัดใจเพราะอะไรบางอย่างแวมพ์แกล้งทำเป็กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นในประโยคถัดไป
“คงเป็มิลิน ตอนที่โดนยิง...เธออยู่กับมึง”ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ฟัง พอจะรู้ว่าเธอถูกยิง... แต่ถ้าผมอยู่ตรงนั้นทำไมถึงปกป้องเธอไม่ได้ผมทำบ้าอะไรอยู่
และเมื่อเห็นว่าผมเงียบไปบอสถึงได้แกล้งทำเป็กระแอมไอแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะทะเล้นบ้าง
“แล้วฉันอ่ะ เป็บอสเลยนะเว่ย...จำไม่ได้สักนิดเลยอ่อ”ว่าจบคนตรงหน้าก็ยืดอกขึ้น แล้วขยับใบหน้าหันไปมาเพื่อให้ผมพิจารณาเล่นๆ ถึงจะบอกว่าเล่นๆ แต่มองไปมองมาก็รู้สึกคุ้นๆยังไงชอบกล
“อืม... โอ๊ะ!”ผมส่งเสียงแล้วยกมือขึ้นชี้คนตรงหน้าอย่างใเมื่อภาพอะไรบางอย่างแวบเข้ามาในหัวแต่ไม่ชัดเจนนัก
“อะไร!”ทั้งแวมพ์และบอสถามขึ้นพร้อมกันด้วยท่าทางตื่นเต้น สองคนนั้นเบิกตากว้างพร้อมกับขยับเข้ามามองผมใกล้ๆอย่างใจจดใจจ่อ
“ไม่ใช่สีนี้ใช่มั้ย”ผมพูดพร้อมกับกระดิกนิ้วชี้ดิ๊กๆอย่างลุ้นระทึกในคำตอบ
“สีอะไร”บอสถามก่อนจะหันไปสบตากับแวมพ์เล็กน้อยเขายิ้มมุมปากเหมือนรอฟังคำตอบของผม
“สีผมอ่ะ เมื่อก่อนไม่ใช่สีนี้ใช่ป่ะ ก็ว่าอยู่ทำไมรู้สึกไม่คุ้นเอาซะเลย”ท้ายประโยคผมพูดกับตัวเองเบาๆแต่สองคนนั้นกลับยิ้มกรุ้มกริ่มส่งมาให้แทนคำตอบ
“แล้วนายคิดว่าเมื่อก่อนผมฉันสีอะไร”บอสถามเหมือนนึกสนุกแต่พอผมมองเส้นผมสีดำขลับของคนตรงหน้ากลับทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะตอบกลับไปเท่านั้น
“ไม่รู้สิ นึกไม่ออก แต่รู้ว่าไม่ใช่สีนี้แน่”จบประโยคบอสก็พยักหน้าขำๆ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงผมและแวมพ์เลยลุกตามบ้าง
“พอๆ เอาเวลาไปนึกเื่สำคัญๆ เหอะ แล้วก็...อย่างที่บอก ไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้นซะระหว่างนี้ฉันจะส่งคนไปสืบหาไอ้ยมทูตนั่นสักหน่อย มองเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างแม่งหาๆ ไปก่อน” จบประโยคผมก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ หลังจากนี้คงเป็หน้าที่ของผม
ผมคงต้องเคลียร์กับชีฟองให้เข้าใจสักที...
[End of Pex’s part]
[Milin’s part]
“แล้วลินล่ะว่าไง”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดที่หลังมือจนฉันสะดุ้งหยงฉันหันไปมองเทนอย่างงงๆก่อนจะกวาดตามองปั้นหยาและเดวิลซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับกำลังมองมาอย่างรอคำตอบเช่นกัน
“โทษที เมื่อกี๊เทนว่าไรนะ”ฉันเอ่ยกับคนข้างตัวอย่างรู้สึกผิดฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้พวกเราคุยอะไรกันไปบ้างเพราะอย่างนั้นเทนถึงได้ถอนหายใจน้อยๆเขาเชิดริมฝีปากขึ้นก่อนจะเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงงอนๆ
“ลินอ่ะ ไม่สนใจเทนเลยเมื่อกี๊เทนถามว่าพรุ่งนี้เราจะดูหนังเื่อะไรกันดี”จบประโยคของเทนฉันก็เลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพราะฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตอบตกลงเื่ที่จะไปดูหนังั้แ่เมื่อไหร่
“ดูหนังหรอ”ฉันเอ่ยออกไปอย่างงุนงงแต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อเพื่อนทั้งสามคน กำลังใช้สายตางอนๆ มองมา
“ลินดูเื่อะไรก็ได้”เอ่ยจบสามคนนั้นก็กลับไปเถียงกันเื่หนังที่จะดูอีกครั้งฉันมองพนักงานที่ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะจำไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านี้ตัวเองสั่งอะไรไป
“ของที่สั่งได้รับครบนะคะ”พี่พนักงานหญิงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม เธอคือพนักงานคนเดียวกับคนนั้น...คนที่มาถามเื่ของพี่เป็กซ์เมื่อคราวก่อน
“อ่อ... ค่ะ”ฉันตอบกลับไปพร้อมกับกวาดตามองจานขนมบนโต๊ะ ฉันคงลืมตัวสั่งของตัวเองมาสองชุดแน่ๆก็เมื่อก่อนน่ะ... ฉันมักจะมาทานกับพี่เป็กซ์เสมอ
“อ้าว จานนี้ของใครอ่ะ”ปั้นหยาเอ่ยขึ้นอย่างงุนงงหลังจากที่พวกเราทุกคนหยิบจานเค้กของตัวเองมาไว้ตรงหน้ากันหมดแล้ว
“สงสัยลินจะลืมตัวน่ะเลยสั่งเกินไปชุดนึง”ฉันตอบพร้อมกับมองเค้กจานนั้นด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆและคนทั้งโต๊ะก็เงียบกันหมด