เล่มที่1 บทที่15ต่อสู้กับเซียวพั่วรื่ออีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทีของเซียวพั่วรื่อ จั่วเฉินพลันเข้าใจทุกอย่างสิ่งที่เขาคิดไว้ท่าจะไม่ผิด การที่เขาตกเป็เป้าสังหารคงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับไป๋เฮ่อแน่แล้ว
“สงบเสงี่ยมหรือ บ้าบอทั้งเพคุณชายอย่างข้ายังไม่สงบเสงี่ยมพออีกหรือ”
ยิ่งคิดจั่วเฉินก็ยิ่งโมโห แค่เื่กระทบกระทั่งกันเล็กน้อยกลับนำมาซึ่งเคราะห์ภัยถึงชีวิตไม่ว่าใครที่เจอเื่เช่นนี้ย่อมไม่พอใจเป็ธรรมดา
ทว่าเซียวพั่วรื่อกลับลงมือในทันที โซ่สีดำเส้นหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาพร้อมกับพลังปราณที่แข็งแกร่งก่อนจะเข้าพันธนาการร่างของจั่วเฉินเอาไว้
“เหอะ มีความสามารถแค่นี้เองหรือ”
นอกจากจะไม่ถอยหนีแล้ว จั่วเฉินยังพุ่งเข้าใส่เขาใช้พลังปราณห่อหุ้มทั้งสองมือเอาไว้ ก่อนจะคว้าหมับเข้าไปที่โซ่เส้นนั้น
แกร๊ก!
โซ่ถูกกระชากจนแตกสลายกลายเป็พลังห้วงมิติจุดเล็กๆก่อนจะกระจายตัวออกแล้วค่อยๆ เลือนหายไป พริบตาหลังจากนั้น จั่วเฉินพลันเป็ฝ่ายบุกเขาทุ่มหมัดขวาออกไปอย่างหนักหน่วงราวกับค้อนขนาดั์
พลัวะ!
จั่วเฉินดุดันราวกับพยัคฆ์ เขาปล่อยหมัดออกไปตรงๆทันใดนั้นพลันเกิดฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นทั่วผืนป่า พลังปราณของเขาเดือดผล่าน คนทั้งคู่แลกหมัดกันอย่างไม่มีหยุดพักทุกหมัดที่ชกออกไปก็รวดเร็ว ดูออกได้ไม่ยากว่าผู้ที่มายังตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้ได้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดา
แม้จั่วเฉินจะเอาชนะผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นสองขั้นสาม และขั้นสี่ได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวพั่วรื่อที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นห้าแล้วเขากลับรับมือได้อย่างยากลำบาก
ครู่เดียวหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ผละออกจากกันจั่วเฉินสะบัดข้อมือ ก่อนจะพบว่าที่ข้อนิ้วทั้งห้าของตัวเองบวมขึ้นมา
“ร่างมารทลายฟ้าแข็งแกร่งจริงๆ”จั่วเฉินพึมพำ
หากมีร่างเซียนหรือร่างที่ผิดจากร่างทั่วไปแล้วจะได้รับพลังพิเศษบางอย่างตามมาด้วย ส่วนมากก็เป็ความสามารถในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและเืลมคนที่มีร่างเหล่านี้จึงแกร่งกว่าคนทั่วไป
จั่วเฉินฝึกร่างกายมาั้แ่เด็ก จึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่มากทัดเทียมได้กับร่างเซียนระดับต่ำ ทว่าเซียวพั่วรื่อนั้นกลับเป็ถึงบุคคลที่มีร่างมารทลายฟ้า
“น่าตายนักหากข้ามีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิเช่นในอดีตล่ะก็ร่างมารทลายฟ้าของเ้าจะนับเป็อะไรได้ แค่มือเดียวของข้าก็ทำลายเ้าได้แล้ว” จั่วเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะโคจรพลังปราณทั้งหมดมารวมกันที่มือขวา
“มีแค่เ้าที่รู้เคล็ดวิชาปราณโบราณหรือ”จั่วเฉินเบะปากเย้ยหยัน สายตาฉายแววเย็นเยียบ
เขาเพิ่งปลุกพลังสำเร็จได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณอะไรเพิ่มเติมทว่าหลายวันมานี้ เขาฝึกฝนท่วงท่าที่เรียนรู้มาจากหินหยกนั้นอยู่ตลอด จนเรียกได้ว่าช่ำชอง
“โซ่ิญญา!”
นิ้วทั้งสิบของเซียวพั่วรื่อเคลื่อนไหว ก่อนจะส่งพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมาไม่หยุดพร้อมกับสูบเอาพลังห้วงมิติเข้ามาหลอมรวมจนเกิดเป็สายโซ่สีดำ
ครั้งนี้เขาโจมตีอย่างดุดัน เพียงพริบตาเดียวโซ่ทั้งสิบเส้นก็พุ่งแหวกอากาศออกไป ทุกเส้นเรียงตัวทับซ้อนเข้าด้วยกันราวกับกับตาข่ายปิดฟ้าปิดปฐีหมายจะปกคลุมจั่วเฉินให้ได้ทั้งตัว
“ก็แค่นั้นแหละ” จั่วเฉินกัดริมฝีปาก
“ตายเสียเถอะ!” จั่วเฉินคำรามพลังปราณภายในร่างพลันะเิออกมา จากนั้นเขาใช้แขนขวาต่างดาบทำท่าทางราวกับกำลังกวัดแกว่งดาบอยู่อย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะสะบั้นมันออกไปเบื้องหน้า
พลังทำลายล้างอันน่ากลัวปรากฏขึ้นร่างของคนทั้งสองพุ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรง กระทั่งพลังปราณที่ผสมผสานพลังห้วงมิติรอบข้างถึงกับปั่นป่วนขึ้นมา
พริบตาถัดมา จั่วเฉินก้าวเท้าออกไปด้านหน้าอย่างไม่เกรงกลัวแขนขวาคล้ายจะกลายเป็คมดาบ กวัดแกว่งทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทำให้โซ่ทั้งสิบเส้นที่เซียวพั่วรื่อสำแดงออกมาถูกทำลายจนกลายเป็ผุยผงในทันที
จั่วเฉินใช้แขนขวาที่คล้ายจะกลายเป็คมดาบไปแล้วพุ่งใส่หน้าอกของเซียวพั่วรื่อด้วยพลังรุนแรง
โครม!
ชุดที่เซียวพัวรื่อสวมใส่ฉีกขาดในทันที เผยให้เห็นหน้าอกที่มีเืไหลซึมออกมา
จั่วเฉินเหลือบมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งอย่างเหลือเชื่อเซียวพั่วรื่อเองก็ก้มมองตนเองเช่นกัน ก่อนจะพบว่าที่หน้าอกของเขามีแผลลึกถึงกระดูกรอยหนึ่งปรากฏอยู่เืไหลทะลักออกมาไม่หยุด เพียงครู่เดียวก็ย้อมชุดของเขาจนเปียกชุ่ม
“ไม่ เป็ไปไม่ได้!” เซียวพั่วรื่อคำรามลั่นไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้นี้ได้ หากพวกเขามีระดับพลังหลอมรวมขั้นห้าเหมือนกันก็ว่าไปทว่าจั่วเฉิงผู้นี้นับเป็อะไรได้ มีแค่พลังหลอมรวมขั้นสามแท้ๆ ด้วยความต่างขั้นของพลังเช่นนี้จั่วเฉินไม่ควรจะรับมือเขาได้จึงจะถูก
ขณะที่กำลังเกี้ยวกราด เซียวพั่วรื่อก็จ้องไปที่จั่วเฉินราวกับจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง
‘โซ่ิญญาของข้าเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษขั้นสูงแต่จั่วเฉินกลับทำลายมันได้ในกระบวนท่าเดียว หรือว่าเ้านี้จะฝึกเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดิน’ เซียวพั่วรื่อครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ในใจ
“ได้ยินว่าเ้ามาจากแหล่งทุรกันดารไม่มีเื้ัอะไร ทำไมจึงมีเคล็ดวิชาปราณโบราณที่ร้ายกาจเช่นนี้ได้” เซียวพั่วรื่อพึมพำ
“ไม่สู้แล้วหรือ เข้ามาอีกสิ!” จั่วเฉินตวาด
เซียวพั่วรื่อผู้นี้ถือว่าเป็คู่ต่อสู้ที่ไม่เลวเลยระดับหลอมรวมขั้นห้าสามารถชักนำพลังห้วงมิติรอบข้างเข้ามาได้ การประมือกับคนเช่นนี้จึงถือเป็การฝึกฝนไปในตัวและการต่อสู้ยังนับเป็วิธีพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุด ในเมื่อเตรียมใจรับมือไว้แล้วจั่วเฉินก็ไม่คิดจะถอยหนีอีก
“ถึงกับทำให้ข้าาเ็ได้ หึ คนไร้ค่าระดับหลอมรวมขั้นสามกลับสามารถทำร้ายร่างมารทลายฟ้าเช่นข้าได้อย่างนั้นหรือ”เซียวพั่วรื่อพยายามอดทนต่อความเ็ป เขาโกรธมากจนถึงกับหลุดขำออกมา จ้องเขม็งไปที่จั่วเฉิน
“แม้จะเป็ร่างที่แข็งแกร่ง ทว่าหากยังไม่พัฒนาโดยสมบูรณ์ก็ไม่นับว่าเป็อะไรทั้งนั้น” จั่วเฉินตอบ
หลังจากแผดเสียงคำราม เซียวพั่วรื่อก็เริ่มโจมตีอีกครั้งเมื่อครู่ โซ่ิญญาซึ่งเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณที่เขาช่ำชองที่สุดถูกจั่วเฉินทำลายไปแล้วแม้จะเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง ทว่าเซียวพั่วรื่อก็ไม่ได้มีท่าไม้ตายเพียงท่าเดียว
“เดิมทีนี่เป็ท่าไม้ตายที่ข้าตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ใน่สุดท้ายของการทดสอบแต่เพื่อสังหารเ้า ข้าคงต้องนำออกมาใช้ก่อนแล้ว นับเป็วาสนาของเ้าทีเดียว”เซียวพั่วรื่อเอ่ยขึ้นพร้อมกับไอสังหารที่แผ่ออกมา ฉับพลัน พลังห้วงมิติอันเข้มข้นก็ถูกสูบเข้ามารายล้อมอยู่รอบตัวเขาทุกสายพลังปั่นป่วนไม่หยุดราวกับเฝ้าคอยที่จะพุ่งออกไป
“เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนกระบวนท่าตราพยัคฆ์ขาว!” เซียวพั่วรื่อคำรามก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไปเบื้องหน้า
ภายใต้การชักนำของพลังปราณพลังห้วงมิติรอบข้างพลันรวมตัวกันจนเกิดเป็ภาพนิมิตพยัคฆ์ขาวร่างหนึ่ง แม้จะเป็เพียงภาพนิมิตทว่ากลับดูเสมือนจริง ทั้งยังมีไอสังหารอันน่ากลัวพวยพุ่งออกมา แลดูโเี้เป็อย่างมาก
“เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนหรือ”สายตาของจั่วเฉินกลายเป็เข้มขึ้น เขาเคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้มาก่อน
เคล็ดวิชาปราณโบราณที่ฝึกฝนทางจิตแบ่งเป็ระดับมานุษระดับดิน ระดับฟ้า ระดับครึ่งเซียน และระดับเซียน ทุกระดับแบ่งเป็ขั้นต่ำ กลางและสูง
เคล็ดวิชาโซ่ิญญาที่เซียวพั่วรื่อสำแดงออกมาก่อนหน้านี้นั้นนับเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษ ส่วนเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนนั้นเป็ระดับดินขั้นต่ำเมื่อสำเร็จวิชา ผู้ฝึกจะสำแดงลักษณะออกมาได้สี่ส่วน โดยแบ่งเป็ัเขียวพยัคฆ์ขาว หงส์แดง และเต่าดำ หากทั้งสี่ลักษณะนี้สำแดงออกมาพร้อมกันก็จะเกิดเป็พลังทำลายล้างรุนแรงเทียบกับโซ่ิญญาแล้วถือว่าแข็งแกร่งกว่ากันไม่รู้เท่าไร
ดีที่ตอนนี้เซียวพั่วรื่อมีแค่พลังระดับหลอมรวมขั้นห้าเท่านั้นจึงสำแดงออกมาได้เพียงพยัคฆ์ขาว และยังไม่สามารถะเิพลังทั้งหมดของเคล็ดวิชาระดับดินนี้ออกมาได้หมดไม่เช่นนั้น จั่วเฉินก็ไม่จำเป็ต้องสู้ด้วยอีก
“โฮก...”
คลื่นเสียงดังสนั่นสายหนึ่งกระจายออกมาจากนั้นเซียวพั่วรื่อก็สั่งให้พยัคฆ์ขาวพุ่งเข้าไปหาจั่วเฉิน มันกางกรงเล็บออกมาอย่างดุร้ายอ้าปากกว้าง ราวกับจะสามารถกลืนกินจั่วเฉินเข้าไปได้ทั้งตัวในครั้งเดียว
“สลายไปเสียเถอะ!” สีหน้าและแววตาของจั่วเฉินกลายเป็เคร่งเครียดจากนั้นก็เริ่มใช้ท่วงท่าที่เรียนรู้มาจากหินหยกชิ้นนั้นอีกครั้ง ฟาดฟันฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า
จั่วเฉินรู้ตัวว่าเขาประเมินเซียวพั่วรื่อต่ำเกินไปอีกฝ่ายมีที่มาไม่ธรรมดา ที่แน่ๆ จะต้องไม่ได้มาจากสำนักเล็กๆ เช่นสำนักสลายดาราของเขาแน่คนผู้นี้ถึงกับฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินได้เลย หากรู้เื่นี้ก่อนจั่วเฉินย่อมไม่บุ่มบ่ามเช่นนี้ ตอนนี้ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่ท่วงท่าที่เขาเรียนรู้มาจากหินหยกอย่างเดียวแล้ว
จั่วเฉินเริ่มเคลื่อนไหว ก่อนที่ลมปราณสายหนึ่งจะพุ่งไปที่พยัคฆ์ขาวเบื้องหน้าแขนซ้ายของเขาเปรียบเสือนคมดาบพุ่งออกไป ทว่าพริบตาถัดมา พลันเกิดเื่ที่น่าตะลึงขึ้น
พยัคฆ์ขาวคล้ายกับกลายเป็เงา หลังจากปะทะเข้ากับการโจมตีของจั่วเฉินกลับไม่เป็อะไรเลยสักนิดการโจมตีของเขาไร้ผล มันทะลุผ่านหัวของพยัคฆ์ไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิดเดียว
“เป็ไปได้อย่างไร!” จั่วเฉินอุทานก่อนจะเบี่ยงตัวหนี
พยัคฆ์ขาวนี้ไม่ใช่เงาที่แท้จริง น่าจะเป็สิ่งที่เกิดจากพลังห้วงมิติกับพลังปราณรวมกันเสียมากกว่าดังนั้นมันควรจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีเมื่อครู่จึงจะถูก
ระหว่างที่ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว จั่วเฉินก็พบว่าพยัคฆ์ขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้งแล้วมันจะอ้าปากแล้วงับลงมาในทันที
พลัวะ!
ร่างของจั่วเฉินกระเด็นออกไปจากนั้นร่างของพยัคฆ์ขาวก็ค่อยๆ เลือนหาย... อันที่จริง มันคล้ายจะทะลุผ่านร่างกายของจั่วเฉินไปเสียมากกว่าแถมยังฝากตราพยัคฆ์ไว้ที่หน้าอกและแผ่นหลังของเขาด้วย
ไม่ถึงอึดใจ จุดที่าเ็ก็เกิดเป็รอยแดงคล้ำขึ้นเส้นปราณทั่วร่างสั่นะเื ความเ็ปรุนแรงที่ยากจะทานทนกระจายไปทั่วร่าง จั่วเฉินรู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังจะแตกสลายคล้ายกับทั่วทั้งร่างกำลังถูกบดขยี้อยู่ตลอดเวลา
“เจ็บชะมัด! พยัคฆ์ขาวนี่พิสดารแท้”จั่วเฉินร้องโอดโอย ก่อนจะรีบโคจรเคล็ดวิชาหลอมปราณอย่างรวดเร็ว สูบเอาพลังห้วงมิติรอบข้างมาเปลี่ยนเป็พลังปราณเพื่อซ่อมแซมร่างกายและฟื้นพลังที่สูญเสียไป
“ฮ่าๆ...” เซียวพั่วรื่อเห็นดังนั้นก็ะเิเสียงหัวเราะคล้ายกับเห็นภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
บัดนี้ การต่อสู้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาแล้วไม่ว่าจั่วเฉินจะไม่ธรรมดาสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆ เขาได้อีกแล้ว
“เ้าควรจะดีใจที่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หากข้าฝึกฝนเคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนจนถึงขั้นสูงแล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็จะสำแดงทั้งสี่ลักษณะออกมาได้และนั่นก็จะป่นปี้ร่างกายของเ้าในพริบตา ถึงตอนนั้น ก็คงไม่เหลือแม้แต่ซากศพของเ้า”
เซียวพั่วรื่อก้าวเข้ามาทีละก้าว จ้องเขม็งไปที่จั่วเฉินก่อนจะเอ่ยต่อ
“สามารถบีบให้ข้าใช้เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนได้ถือว่าเ้ามีความสามารถพอตัว ทว่าการต่อสู้มันใกล้จะจบแล้วล่ะ”
“อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าที่เย็นเยียบของจั่วเฉินพลันฉายแววประหลาดขึ้นมา