ยามบ่ายวันถัดมา เรือของตระกูลมิโยชิ บรรลุถึงน่านน้ำ เขตแดนแคว้นอากิ
แคว้นอากิเวลานี้อยู่ในปกครองตระกูล ‘โมริ’ไดเมียวผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันตก
ก่อนลงจากเรือ โยชิอิและทาคาโกะนัดหมายรหัสสัญญาณติดต่อตลอดถึงนัดวันเวลาและสถานที่ เพื่อให้เค็นจิมารับทั้งสองหลังกลับจากเกาะคิวชูตกลงเป็มั่นเหมาะแล้ว เรือจึงเข้าเทียบส่งโยชิอิกับทาคาโกะขึ้นฝั่ง
ทั้งสองผลัดเปลี่ยนเป็ชุดเดินทางแต่แรก แต่งกายเฉกเช่นเหล่าพ่อค้าวานิชเนื่องเพราะใบผ่านด่าน อันใช้ในการเดินทาง ผ่านแดนแคว้นต่าง ๆ ของทั้งสองระบุว่าทั้งคู่เป็คนในสังกัดตระกูลโยชิโอกะ ซึ่งปกติมีความสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับบรรดาแคว้นในภาคตะวันตก ดังนั้นการผ่านเขตแดน ย่อมสะดวกไร้ปัญหา
หลังผ่านด่านตรวจ เข้าสู่ตัวเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งทั้งสองซื้อหาม้าจากที่พักคนเดินทาง จากนั้นมุ่งหน้าตรงสู่เมืองโคริยาม่าอันเป็เมืองใหญ่ของแคว้นม้าพ่วงพีสองตัวเร่งควบขับแข่งกับเวลา โดยไม่หยุดแวะพักตลอดยามบ่ายพลบค่ำเล็กน้อยก็บรรลุถึงตัวเมืองอันคึกคัก
ตลอดการเดินทาง ทั้งสองอดชื่นชมการปกครองของตระกูลโมริมิได้เส้นทางนับจากเขตแคว้นกระทั่งเข้าสู่ตัวเมือง ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีทั้งไม่ปรากฏวี่แววโจรร้ายคอยดักปล้นชิง เมื่อเป็เช่นนี้การเดินทางสัญจรค้าขายย่อมสะดวกราบรื่น นำความมั่งคั่งสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสู่เขตแคว้น
ที่นาผืนดินตลอดสองข้าง อุดมสมบูรณ์ยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามีการบำรุงรักษาดินขุดคลองระบายน้ำสร้างฝาย นำน้ำหล่อเลี้ยงนาทุกผืนอย่างเพียงพอผลผลิตที่ได้ในแต่ละฤดูกาลย่อมมหาศาล
เหล่าชาวนาซึ่งทั้งสอง พบเห็นตลอดรายทาง ต่างร่างกายแข็งแรง หน้าตาแจ่มใสมีความเป็อยู่ดีเช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดคิดลุกฮือล้มผู้ปกครอง
ตระกูลโมริปกครองแคว้นอากิ มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์เช่นนี้เองแคว้นแห่งนี้จึงเป็ฐานกำลัง ให้สามารถขยายอำนาจ กระทั่งรวบรวมบรรดาแคว้นทางตะวันตกไว้ได้หมดสิ้น
นัยแห่งความสำคัญ ของการครองแคว้นภาคตะวันตก คือตระกูลโมริเป็ผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือจากทะเลตะวันออก สู่ทะเลตะวันตก กองทัพเรือตระกูลโมริเกรียงไกรแข็งแกร่งไม่มีไดเมียวผู้ใดกล้าต่อกรด้วย
โยชิอิและทาคาโกะเข้าพักโรงเตี๊ยม ในย่านการค้าใจกลางเมือง หลังอาบน้ำรับประทานอาหารเย็น ทั้งคู่จึงเริ่มปรึกษาหารือ ถึงแผนการออกสืบหาข่าว
น้ำเสียงราบเรียบของโยชิอิ เอ่ยอย่างสุขุม
“เมื่อครู่ข้าสอบถามเด็กรับใช้ ร้านขายข้าวใหญ่ที่สุดตามแหล่งข่าวของท่านอาเคชิ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ถัดจากโรงเตี๊ยมไปไม่ไกลคหบดีเ้าของร้านชื่อซาคุ พวกเราจะเข้าไปสืบข่าวอย่างไรดีหากคนแปลกหน้าเช่นเราสองเข้าไปสอบถาม เ้าของร้านย่อมไม่บอกข้อมูลอันใด”
ทาคาโกะครุ่นคิดชั่วครู่ เสนอความเห็นว่า
“เราควรใช้ฐานะคนของตระกูลโยชิโอกะ เข้าไปติดต่อซื้อข้าวอาจสร้างเื่ราวว่า...อีกหนึ่งอาทิตย์เรือสินค้าของเราจะออกเดินทางไปแผ่นดินใหญ่ พวกเราควรหาเหตุสั่งซื้อข้าวปริมาณมากกว่าปกติสักสอง...หรือสามเท่า หากร้านขายข้าวนั้นต้องส่งสินค้าให้ผู้สั่งรายใหญ่ เช่นข้อมูลที่พวกเราได้รับมาจะอย่างไรจัดหาข้าวส่งให้เราไม่ทันแน่นอน”
โยชิอิพยักหน้าเห็นพ้อง กล่าวเสริม
“เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราย่อมสอบถามถึงสาเหตุว่าทำไมจัดหาข้าวส่งให้เราไม่ได้ บางทีถ้าได้ข้อมูลบ่งชี้แน่ชัดว่า ชาวจงหยวนสองคนเป็พวกหัตถ์อัสนีทลายฟ้าจริง พวกเรายังอาจเสนอสัญญาซื้อข้าวระยะยาวให้กับร้านแห่งนี้สำหรับการเดินเรือในครั้งต่อ ๆ ไปของตระกูลโยชิโอกะ...”
ทาคาโกะรับฟังก็เข้าใจในทันที แย้มยิ้มกล่าวสนับสนุน
“นับเป็แผนที่ยิ่งดี แน่นอนว่าก่อนจะได้สัญญาซื้อขายระยะยาวทางร้านต้องส่งข้าวงวดแรก ให้เราภายในหนึ่งอาทิตย์ นี่ย่อมเป็การบังคับไม่ให้ทางร้านขายสินค้าเที่ยวนี้ให้พวกโจร”
“แต่ประการแรก เราต้องมั่นใจก่อนว่าลูกค้าที่สั่งซื้อข้าวเป็กลุ่มโจรสลัดจงหยวน” หลังโยชิอินิ่งขบคิดพบเื่นี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง กล่าวว่า “พวกเราควรหาเหตุผลใดเป็ข้ออ้างในการสั่งซื้อข้าวจำนวนมากเช่นนี้อีกทั้งตระกูลโยชิโอกะไม่เคยทำการค้ากับทางร้าน เหตุใดจู่ ๆจึงสั่งซื้อข้าวจำนวนมากเช่นนี้”
ในประเด็นนี้ ทาคาโกะถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เื่นี้ต้องหาเหตุผลอธิบายกับทางร้านจริง ๆ มิเช่นนั้นหากเ้าของร้านเกิดระแวงสงสัยอาจติดต่อแจ้งข่าวให้ตระกูลโมริรู้ เมื่อนั้นฐานะของนางกับโยชิอิย่อมถูกเปิดเผยถ้าตระกูลโมริเข้ามายุ่งเกี่ยว เื่ย่อมวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
ทว่าหลังนิ่งเงียบ ครุ่นคิดไปมา นางกลับส่ายหน้า เอ่ยขึ้นดื้อ ๆ
“ในเมื่อยังคิดไม่ออก ก็อย่าเพิ่งหาเหตุผลจะดีกว่า ไว้พบเ้าของร้านก่อนค่อยศึกษาว่า คหบดีผู้นั้นมีอุปนิสัยเช่นไร จากนั้นค่อยคิดเหตุผลที่คนเช่นนั้นจะเชื่อถือได้ เฮอะ...แต่ข้าว่าบางทีเราอาจไม่จำเป็ต้องให้เหตุผลอันใดด้วยซ้ำ...”
โยชิอิเลิกคิ้วเป็เชิงไต่ถาม
ทาคาโกะแย้มยิ้ม พลางอธิบายว่า
“หากเดาไม่ผิด สิ่งที่คหบดีเ้าของร้าน โปรดปรานที่สุดคือ ‘เงิน’ลองคิดดูสิ...ถึงแม้จะเป็ลูกค้าประจำ แต่จู่ ๆ กลับสั่งข้าวปริมาณมากผิดปกติซ้ำผู้ที่เดินทางมาด้วยยังเป็ชาวจงหยวน ค่าสินค้าก็จ่ายด้วยผ้าไหมของจงหยวนสถานที่ส่งมอบสินค้าก็ไกลหูไกลตาผู้คน เ้าของร้านควรสงสัยได้แล้วว่าผู้ซื้อสินค้ารายนี้แท้จริงเป็กลุ่มโจรสลัด”
โยชิอิพยักหน้าช้า ๆ
ทาคาโกะกล่าวสืบต่อ
“พ่อค้ามือสะอาดโดยปกติ ย่อมไม่ค้าขายกับเหล่าโจร ยกเว้นเสียแต่จะทำการค้ารับซื้อขายของโจรด้วย หาไม่แล้วก็มีเหตุผลอีกเพียงประการเดียวที่ทำให้พ่อค้าประดานี้ ยอมขายสินค้าให้พวกโจร นั่นคือต้องได้ผลกำไรมหาศาล คหบดีที่ชื่อซาคุย่อมจัดอยู่ในพ่อค้าประเภทนี้”
หลังสิ้นประโยค ดรุณีน้อยลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กล่าวราวไร้เื่ราวใด
“เวลานี้ยังไม่ค่ำมากนัก ข้าจะออกไปสำรวจ บริเวณโดยรอบสักหน่อย”
โยชิอิย่อมไม่คัดค้านอันใด บุรุษหนุ่มกล่าวเพียง
“ระวังตัวให้มากด้วย”
ทาคาโกะยิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง นางไม่ชักชวนบุรุษหนุ่มไปด้วยเพราะงานเพียงเท่านี้ ไหนเลยต้องยุ่งยากไปพร้อมกันสองคน ประการสำคัญนางทราบว่าโยชิอิ้าเวลาไตร่ตรอง ประมวลเื่ราวทั้งหมดที่ผ่านมา...
ผู้คนทั่วไปเข้าใจว่า วิชาดาบคือปมเด่นที่สุดของโยชิอิ มีเพียงนางและท่านพ่อบุญธรรมที่ทราบว่าการรวบรวมข้อมูล ประมวลเหตุการณ์ เชื่อมต่อภาพในอดีตกำหนดแผนรับมือเหตุการณ์เบื้องหน้า จึงเป็ปมเด่นแท้จริงของโยชิอิ
เหตุที่หลายปีนี้ การค้าของตระกูลโยชิโอกะเจริญรุ่งเรืองเพราะทุกครั้งก่อนออกเดินเรือ โยชิอิจะรวบรวมข้อมูลจากทุกด้านค่อยกำหนดเส้นทางเดินเรือ ดังนั้นเส้นทางเดินเรือของตระกูลโยชิโอกะน้อยครั้งจะเผชิญหน้ากับเหล่าโจรสลัด
ขบวนเรือเดินทางโดยปลอดภัย ย่อมสร้างผลกำไรมหาศาลแม้มีบ้างบางครั้งถูกโจมตีโดยไม่คาดคิดแต่ด้วยกองกำลังมือดีซึ่งโยชิอิฝึกปรือเป็พิเศษ สามารถคุ้มกันกองเรือปราบปรามเหล่าโจรอย่างราบคาบ
หลังปิดประตูออกจากห้องโยชิอิ นางกลับห้องของตนเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดเฉกเช่นหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป อาวุธซึ่งนำไปด้วยเป็กระบี่สั้นซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ส่วนกระบี่ยาวประจำตัวซ่อนไว้ใต้ที่นอน
เตรียมตัวเสร็จสิ้นจึงออกจากโรงเตี๊ยม หยุดมองสำรวจเส้นทางโดยรอบครู่หนึ่งค่อยเข้าสู่ถนนสายหลัก ของตัวเมืองอันกว้างขวางโคริยาม่านับเป็เมืองใหญ่อันคึกคักยิ่ง ยามนี้อาทิตย์ลับขอบฟ้าสิ้นแล้วบรรดาร้านอาหาร ร้านเหล้า สถานเริงรมย์ ต่างเปิดกิจการบนถนนแห่งนี้ พื้นที่กว่าครึ่งค่อน
ส่วนร้านรวงซื้อขายสินค้า เปิดกิจการเฉพาะยามกลางวันแม้ทยอยกันปิดประตูร้านหมดสิ้น ทว่าภายในยังสว่างด้วยแสงโคมไฟยามนี้ผู้คนในครอบครัวคงนั่งพร้อมหน้า รับประทานอาหารเย็น สนทนาถึงเื่ราวต่าง ๆที่แต่ละคนประสบพบมาทั้งวัน นับเป็เมืองอันสงบสุขยิ่งเมืองหนึ่งจริง ๆ
หลังเดินสำรวจเพียงครู่ ก็มาถึงหัวมุมถนน ร้านขายข้าวใหญ่ตั้งตรงหัวมุมพอดี ยามนี้ย่อมปิดร้านแล้ว คำนวณจากขนาดพื้นที่รั้วรอบทั้งตัวบ้านและโกดังเก็บข้าว นับว่ากว้างขวางใหญ่โตไม่น้อย ถือเป็ร้านขายข้าวขนาดใหญ่จริง ๆ แม้จะสั่งซื้อข้าวเป็จำนวนมาก คาดว่าในหนึ่งอาทิตย์สามารถจัดหาให้ได้แน่นอน
มิน่าชาวจงหยวน ผู้ปลอมเป็โจรสลัด จึงเลือกซื้อเสบียงจากที่นี่...
ยามนี้มืดค่ำลงทุกขณะ ทาคาโกะสำรวจรอบบริเวณย่านค้าขายจดจำถนนหนทางโดยรอบจนขึ้นใจ จากนั้นเดินสำรวจ สภาพบ้านเรือนทั่วไปในตัวเมืองนางศึกษาทางหนีทีไล่ภายในเมือง เผื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด สามารถรุกถอยทันท่วงทีสิ่งเหล่านี้ถูกฝึกสอน ให้กระทำจนเป็นิสัย ยามเดินทางถึงเมืองอันไม่คุ้นเคยต้องออกสำรวจเส้นทางภายในเมือง กระทั่งกระจ่างเป็อันดับแรก
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เมื่อรู้สึกว่าได้ข้อมูลเพียงพอทาคาโกะจึงเดินกลับโรงเตี๊ยม โดยย้อนตามเส้นทางที่เดินมาทว่าเมื่อถึงหน้าร้านขายข้าวอันหมายตาไว้ นางต้องรีบหลบวูบซ่อนกายเพราะประตูข้างของร้านพลันเปิดออก
ชายสองคนโผล่หน้า ออกจากประตูข้าง คนหนึ่งร่างอ้วนท้วน อีกคนร่างผอมสูงในมือชายร่างผอมสูง ถือโคมไฟกระดาษดวงเล็ก ทั้งสองเหลียวซ้ายแลขวาทำลับ ๆ ล่อ ๆหน้าประตู เมื่อเห็นไม่มีคนอยู่แถวนั้น ค่อยเดินออกจากร้านขายข้าวรีบหันกลับไปปิดประตูอย่างรวดเร็ว ดูจากกิริยา ชายร่างอ้วนท้วนสมควรเป็เ้านายมิแน่อาจเป็เ้าของร้านที่ชื่อ ‘ซาคุ’ ส่วนชายร่างผอมสูง ย่อมเป็บ่าวไพร่ทั้งสองเดินเร็วรี่ ทิศทางคล้ายกำลังมุ่งออกนอกเมือง
ทาคาโกะตัดสินใจโดยพลัน สะกดรอยติดตามทั้งสองไปทิ้งระยะห่างเล็กน้อยมิให้ถูกจับได้ทั้งระแวงระวังหวั่นเกรงจะถูกซุ่มจู่โจมจากข้างทางชายทั้งสองเดินตัดตัวเมืองอันคึกคัก สู่พื้นที่ไร่นารอบนอกเมืองกระทั่งมาถึงชายป่าติดเชิงเขาทิศตะวันตกทั้งสองจึงหยุดเดิน ท่าทางกระสับกระส่ายมองซ้ายมองขวารอบบริเวณ คล้ายกำลังรอคอยนัดพบผู้ใด
นางแอบซุ่มหลังต้นไม้ใหญ่ รอคอยชั่วอึดใจ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คนสองถึงสามคน เดินตัดทางสายแคบ ๆ จากบนเขาลงมาสู่ชายป่าเบื้องล่างอีกครู่ใหญ่แสงโคมสลัวราง ในมือชายร่างผอมสูง ส่องเห็นผู้มาเยือนกำลังมุ่งหน้าตรงเข้าหาชายสองคนจากร้านขายข้าว
ทาคาโกะเคลื่อนไหวโดยพลัน หวังเข้าใกล้กว่านี้ เพื่อรับฟังคำสนทนาของคนกลุ่มนั้นทว่าสภาพพื้นที่โดยรอบกลับไม่เป็ใจ ตำแหน่งซึ่งคนเ่าั้นัดพบโดยรอบไม่มีที่ใดให้ซุ่มซ่อนตัวได้ นางจึงทำได้เพียงซุ่มดูอยู่ห่าง ๆ
กลุ่มคนซึ่งเดินลงจากเขา มีจำนวนสามคน ล้วนเป็ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ทั้งหมดไม่ถือโคมไฟอันใด ดังนั้นไม่เห็นหน้าค่าตาพวกมันถนัดชัดชายสองคนจากร้านขายข้าว รี่เข้าไปหากลุ่มชายที่นัดพบ ทั้งหมดซุบซิบสนทนาแ่เบา
ทาคาโกะไม่ได้ยินคำสนทนาของพวกมัน ทั้งไม่เห็นพวกมันส่งหรือรับมอบสิ่งของใดแก่กัน ดูท่าจะเป็การนัดพบ เพื่อตกลงเจรจาเื่อันใดเพียงไม่ทราบทำไมต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ แอบพบกันยามค่ำคืน ในสถานที่ไกลตาผู้คนเช่นนี้
การลักลอบพบปะของคนกลุ่มนี้ ใช่เกี่ยวข้องกับเหล่าโจรร้ายหรือไม่...
กลุ่มชายเ่าั้ สนทนากันครู่ใหญ่ คล้ายดั่งสามารถตกลงเื่ราวกันได้ชายสามคนจึงเดินกลับขึ้นเขา โดยใช้เส้นทางเฉกเช่นเดิมส่วนชายร่างอ้วนท้วนและร่างผอมสูงจากร้านขายข้าวต่างเร่งรีบเดินมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมือง แสงโคมจากมือชายร่างผอมสูงส่องเห็นใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มของทั้งคู่ คาดว่าคงเจรจาตกลงกันเป็ผลสำเร็จ
ทาคาโกะต้องตัดสินใจโดยพลันอีกครั้ง ควรสะกดรอยติดตาม กลุ่มชายสามคนขึ้นไปบนเขาหรือควรกลับโรงเตี๊ยม บอกเล่าเื่ราวให้โยชิอิทราบ นางขบคิดรอบคอบเห็นควรกลับไปปรึกษาโยชิอิก่อน
เนื่องเพราะออกจากโรงเตี๊ยมนานแล้ว หากติดตามกลุ่มชายทั้งสามไปไม่ทราบต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ เกรงโยชิอิจะเข้าใจผิด คิดว่านางประสบเภทภัยหากออกติดตามค้นหาอาจคลาดกันได้ จะอย่างไรยังมีเบาะแสที่ชายจากร้านขายข้าวทั้งสองคน
เมื่อตกลงใจดังนั้น ทาคาโกะค่อยติดตามชายสองคน จากร้านขายข้าวกลับเข้าเมืองชายทั้งสองมุ่งหน้ากลับร้านของตนโดยใช้เส้นทางเดิมพวกมันไม่หยุดแวะพักที่ใดทั้งสิ้น เมื่อถึงร้านแห่งนั้นก็ใช้ประตูด้านข้างกลับเข้าไปภายในเช่นเดิม นางเฝ้าซุ่มดูอยู่ด้านนอกอีกครู่หนึ่ง หลังไม่พบภายในร้านมีความเปลี่ยนแปลงใด ค่อยเร่งรีบมุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม
ทันทีที่ถึงโรงเตี๊ยม ทาคาโกะรีบบอกเล่าเื่ราว ซึ่งพบเจอให้โยชิอิฟัง
บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“แม้ไม่อาจรู้ว่า เื่นี้เกี่ยวข้องกับพวกเราหรือไม่จะอย่างไรไม่อาจปล่อยผ่าน”
ทาคาโกะย่อมพยักหน้าเห็นพ้อง
“พวกเราควรเริ่มลงมืออย่างไร”
โยชิอิลุกขึ้นยืนโดยพลัน กล่าวโดยไม่ต้องขบคิด
“คืนนี้ต้องจับตาดู ร้านขายข้าวแห่งนั้น ไม่แน่ว่าอาจพบความเคลื่อนไหวอันใดแต่หากคืนนี้พวกมันไม่มีความเคลื่อนไหว พรุ่งนี้เราค่อยดำเนินแผนติดต่อขอซื้อข้าว”
ความคิดของโยชิอิ ย่อมตรงกับทาคาโกะนางกลับไปห้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็ชุดสีครามเข้มกลืนกับห้วงราตรีทั้งเปลี่ยนอาวุธเป็กระบี่ยาวคู่มือ โยชิอิก็เตรียมตัวพร้อมสรรพแทบจะในเวลาเดียวกัน บุรุษหนุ่มสวมชุดสีเขียวเข้มอันเป็เอกลักษณ์พอดีกลมกลืนกับห้วงราตรีเช่นกัน ทั้งสองลอบออกจากโรงเตี๊ยมมุ่งหน้าร้านขายข้าวทันที
ทาคาโกะสำรวจลู่ทางไว้แต่แรก ฝั่งตรงข้ามเยื้องประตูข้างของร้านขายข้าวมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ล้วนแผ่กิ่งก้านใบคลุมพื้นที่กว้าง ตลอดแนวริมถนนบนลำต้นสูงมีกิ่งขนาดใหญ่มากมาย เหมาะแก่การแอบซ่อนทั้งสองต่างแยกย้ายแอบซุ่มบนกิ่งใหญ่คนละต้น
ยามนี้เหลือเวลา ครึ่งค่อนคืนกว่าจะรุ่งสางทั้งไม่รู้ว่าคืนนี้จะพบการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงใดหรือไม่ดังนั้นไม่จำเป็ต้องซุ่มดู ตลอดคืนพร้อมกันทั้งสองคน โยชิอิตกลงเฝ้าดูผลัดแรกบุรุษหนุ่มบอกให้ดรุณีน้อย งีบพักเอาแรงสักครู่ก่อน
ทาคาโกะไม่คัดค้านอันใด นางนั่งบนกิ่งไม้ใหญ่ เอนร่างพิงลำต้นไม่ทราบเพราะความอ่อนล้า จากการเดินทางหรือไร เพียงครู่ก็หลับใหลไม่ทราบหลับไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อถูกโยชิอิปลุกบุรุษหนุ่มกระซิบแ่เบา
“พวกมันมีความเคลื่อนไหวแล้ว”