ตอนที่ 105 เห็นผี
เดิมทีเขาคิดว่าพวกนางเป็นเพียงแค่เด็กหญิงอายุ7 - 8 ขวบ 2 คนเท่านั้น จึงคิดว่าจะได้เงินมาง่าย ๆ ด้วยการทำให้พวกนางกลัวสักหน่อยแต่เขาไม่คิดว่าเสี่ยวเฉาจะขู่เขาด้วยศาลาว่าการและการลงโทษด้วยการโบย นางยังพยายามวิ่งหนีหลังจากหลอกเขาอีกด้วย เขาจึงอดโมโหไม่ได้เขาหยิบไม้ที่หนาเท่าข้อมือคนขึ้นมาและเตรียมที่จะทำให้พวกนางสลบและคว้าเงินวิ่งหนีไปเขาต้องทำให้เร็วก่อนที่จะมีคนเดินผ่านมาจริง ๆ และทำให้ความพยายามทั้งหมดของเขาต้องสูญเปล่า
ในหมู่บ้าน การเอาของ ๆ เด็กคนอื่นและรังแกคนเป็นสิ่งที่เขาทำมาตั้งแต่เด็กแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะทำอาชญากรรมด้วยการปล้นคนบนถนนเช่นนี้เขาทำใจแข็งยกไม้ขึ้นด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว และกำลังจะฟาดไปที่หัวของเสี่ยวเฉาอย่างโหดเหี้ยม
เสี่ยวเหลียนกรีดร้องและไม่สนใจความเจ็บปวดที่ใบหน้าของตนเองนางรีบเข้ามาขวางการโจมตีให้น้องสาว น้องสาวของนางเกือบตายเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วหลังจากโดนนางหลี่ผลักนางไม่สามารถลืมภาพใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงเข้มของเสี่ยวเฉาได้ ความคิดเดียวในหัวของนางตอนนี้ก็คือ นางต้องไม่ปล่อยให้น้องของนางได้รับบาดเจ็บอีก!
พอเสี่ยวเหลียนกอดเสี่ยวเฉาเอาไว้และใช้ร่างกายที่บอบบางของตนเองป้องกันการโจมตีจากโจรให้นางเสี่ยวเฉาก็รู้สึกตื้นตันเป็นอย่างมาก ชาติก่อนไม่ว่านางจะทุกข์ทรมานถึงเพียงใด นางก็ต้องยืดหลังตรงเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญนางจะล้มลงไม่ได้เป็นอันขาดเพราะว่านางเป็นเสาหลักของครอบครัวเป็นเพียงคนเดียวที่น้อง ๆ จะพึ่งพาได้ หลังจากมาเกิดใหม่นางถึงได้กลายเป็นคนที่ได้รับการปกป้องบ้าง ทำให้นางรู้สึกถึงความอบอุ่นของครอบครัวอีกครา...
เสี่ยวเฉาจับไหล่ของเสี่ยวเหลียนเอาไว้และชี้ไปที่โจรซึ่งยกไม้ค้างอยู่ดูราวกับว่าเขาโดนคาถาทำให้เป็นอัมพาตนางจึงเอ่ยว่า “มิต้องกลัว ! เขาทำอะไรมิได้หรอก ! ”
“ไอหยา !เหตุใดเขามิขยับ ? หรือมีเทพช่วยพวกเราอยู่ ? ” เสี่ยวเหลียนยังคงกลัว นางดึงน้องสาวถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วถามอย่างสงสัย
ในเวลานี้หยูเก่อกำลังทรมานจากความกลัวและการทรมานที่ไม่เคยมีมาก่อนทันทีที่เขายกไม้ขึ้น ท้องฟ้าก็มืดดำขึ้นมาทันที เสียงดุร้ายตะโกนขึ้นว่า “หยูเก่อเจ้าช่างบังอาจนัก ! ปล้นผู้อื่นกลางวันแสก ๆเชียวรึ ! ซ้ำยังรังแกคนอ่อนแออีกด้วย !พญามัจจุราชได้ส่งข้าผู้อมตะมากักวิญญาณของเจ้าและให้พาเจ้าไปที่ปรโลกเพื่อพิจารณาคดี! ”
ไห่สือกลัวมากเสียจนไร้สติทันทีที่เงยหน้าขึ้นเขาเห็นร่างสูงใหญ่หัวเป็นวัวร่างเป็นคนถือสามง่ามเหล็กอยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิดนั่นคือผู้ส่งวิญญาณในตำนานมิใช่รึ ? ขาของเขาอ่อนปวกเปียกด้วยความตกใจเขารู้สึกถึงความอุ่นตรงเป้ากางเกงและกลิ่นเหม็นก็โชยขึ้นมาตีเข้าจมูก...เขากลัวมากเสียจนฉี่ราด!
เมื่อโซ่เหล็กสีดำเงางามพันรอบ ๆ คอของเขาเขาก็ได้โยนไม้ในมือทิ้งทันที เขาคุกเข่าลงและทำการคารวะให้กับยมทูตหัววัวอย่างหมดท่าพร้อมกับร้องขอความเมตตา“ไว้ชีวิตข้าด้วย ได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด !นี่เป็นคราแรกที่ข้าทำความผิด ได้โปรดละเว้นข้าสักคราเถิดนะขอรับ ! ”
ยมทูตหัววัวเอ่ยขึ้นมาอีกครา“เจ้าเป็นโจรปล้นผู้อื่น ซ้ำยังรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ฉกฉวยทรัพย์สินของผู้อื่นเจ้าจะถูกพาไปที่กระทะทองแดง ถูกถอดเสื้อผ้าแล้วโยนลงไปในน้ำมันร้อน ๆ หนังมนุษย์จะถูกทอดจนกรอบเป็นสีทองราวกับปลา...ความรุนแรงในการลงโทษจะแปรผันไปตามความร้ายแรงของคดีเจ้าเป็นผู้กระทำความผิดคราแรก ถูกทอดสักสองหรือสามคราก็น่าจะเพียงพอที่จะชดใช้ได้! เอาล่ะ เลิกกล่าวไร้สาระแล้วมากับข้าได้แล้ว ! ”
ไห่สือจะตัวสั่นทุกคราที่ยมทูตหัววัวเปิดปากเอ่ยออกมาเมื่อยมทูตหัววัวเอ่ยจบ ไห่สือก็ทรุดลงกับพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกถ้าเลือกได้เขาคงอยากสลบไปทันทีมากกว่า แต่ตอนนี้หัวของเขาโล่งเป็นอย่างมากในขณะเดียวกันเขาก็กลัวว่าถ้าเป็นลมไปแล้วจะถูกพาไปปรโลกในสภาพหมดสติเขากลัวว่าเขาจะถูกตัดสินให้ตกนรกขุมที่ 18 และถูกทรมานโดยการทอดและแช่แข็ง !
เขากลัวจนไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกได้แต่ก้มหัวคำนับอยู่อย่างนั้นและยอมรับความผิดของตนเองพร้อมกับขอโอกาสแก้ไขและเริ่มต้นใหม่
รอยยิ้มบาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฎขึ้นที่มุมปากของเสี่ยวเฉาขณะที่เสี่ยวเหลียนซึ่งอยู่ข้าง ๆ นางร้องอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ “น้องสามเขาเป็นอันใดไป? เหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนท่าทีมาคำนับขอความเมตตาจากพวกเราได้ล่ะ ? ”
เสี่ยวเฉายิ้มและเอ่ยว่า “บางที...สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงทำให้เขาตระหนักได้ขึ้นมากะทันหันและเปลี่ยนจากคนชั่วเป็นคนดีมีคำกล่าวที่ว่า ‘มีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่างความดีกับความชั่ว’ อยู่มิใช่รึ ? ปล่อยเขาไว้แบบนี้แหละ พวกเราไปกันก่อนเถอะ ! ”
เสี่ยวเหลียนหยิบตะกร้าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาและถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจว่า“น้องสามเหตุใดข้ารู้สึกว่าเสียงของเขาฟังดูคุ้น ๆ ล่ะ ? เขาน่าจะเป็นคนที่พวกเรารู้จักใช่หรือไม่? ”
“ใครจะสนว่าพวกเราจะรู้จักเขาหรือไม่ ?ไปกันเร็วเข้า ! ถ้าหากเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาอีกพวกเราคงได้จบสิ้นกันพอดี! ” เสี่ยวเฉากลัวว่าเสี่ยวเหลียนจะสงสัยขึ้นมา นางจึงไม่สามารถอยู่ชื่นชมความอัปยศอดสู่ของไห่สือได้และรีบดึงเสี่ยวเหลียนจากไป
ไห่สือยังคงคำนับกับอากาศไม่หยุดหน้าผากของเขากระแทกกับพื้นจนเลือดไหลออกมา แต่เขาก็ไม่กล้าหยุดหินศักดิ์สิทธิ์เห็นว่าสองพี่น้องจากไปไกลแล้ว มันจึงแสดงท่าทางมีเมตตาและเอ่ยว่า [ก็ได้ ! สารภาพผิดข้าจะลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกสักคราจำไว้ว่าจงทำความดีอย่าได้ทำบาปอีก ! ]
ไห่สือคำนับซ้ำ ๆ เพื่อแสดงความเคารพ “ขอรับขอรับ ! ข้ามิกล้าคิดชั่วอีกแล้วขอรับ ข้าจะทำความดีให้มากกว่านี้ ! จะทำจริง ๆ ขอรับ ! ”
เมื่อเห็นว่าเขาได้รับบทเรียนแล้วหินศักดิ์สิทธิ์ก็ปลดพลังของมันออกและไล่ตามเจ้านายไปด้วยขาสั้น ๆ แต่ความเร็วของมันราวกับสายฟ้าฟาด
ไห่สือรู้สึกแค่ว่าความมืดที่ไร้ขอบเขตตรงหน้าของเขาได้หายไปและผู้ส่งวิญญาณก็ได้หายไปแล้วหลังพบเจอกับภัยพิบัติเมื่อครู่เขาก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแสงสว่าง เขาอยู่บนพื้นถึงครึ่งวันเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงของร่างกายส่วนบนเสื้อผ้าของเขาเปียกเหงื่อเสียจนชุ่มไปทั้งร่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงที่เปียกฉี่ของเขา เวลาลมเย็น ๆ พัดมาเขาจึงอดสั่นขึ้นมาไม่ได้
หัวของไห่สือบาดเจ็บและมีเลือดออกเนื้อตัวสกปรกมอมแมมเหมือนไปกลิ้งในโคลนมา เมื่อนางหลี่เห็นสภาพของเขาตอนที่กลับมาถึงบ้าน นางก็รู้สึกปวดใจและเอาแต่ถามซ้ำๆ ว่า “เกิดอันใดขึ้น ? ไห่สือผู้ใดรังแกลูกรึ ? บอกแม่มาเถิด แม่จะไปจัดการพวกมันให้! ”
ไห่สือกลัวว่าเขาจะทำให้ความลับของสวรรค์รั่วไหลและทำให้ยมทูตหัววัวโกรธขึ้นมาอีกครา จึงรีบแก้ตัวว่า “ท่านแม่ มิมีผู้ใดรังแกข้าหรอกข้าเพียงแค่หกล้มตอนไปปีนต้นไม้จับนกน่ะ ท่านแม่เองก็น่าจะมีความเป็นมิตรมากกว่านี้นะจะได้มิโดนลงโทษในนรก 18 ขุม ! ”
“นี่เจ้า !กล้าแช่งแม่ของตนเองรึ อยากถูกตีหรือเยี่ยงไรกัน ? ” นางหลี่เงื้อมมือขึ้นแต่พอเห็นบาดแผลที่หัวของลูกชาย นางจึงลดมือลงทันที
หลังจากเจอกับความน่ากลัวจนอกสั่นขวัญแขวนไห่สือก็ไข้ขึ้นสูงตลอดทั้งคืน ทั้งครอบครัวจึงรีบตะเกียกตะกายไปเรียกหมอและต้องใช้เวลามากกว่าสิบวันกว่าเขาจะหายจากอาการป่วย หลังจากที่หายดีแล้วชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตงชานก็สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวของไห่สือ
เจ้าอันธพาลน้อยที่เคยเที่ยวแกล้งผู้อื่นไปทั่วได้หายไปแล้วเขากลายเป็นคนสุภาพและคอยช่วยเหลือผู้อื่นยามที่ไม่ว่าใครก็ตามต้องการความช่วยเหลือเมื่อก่อนไห่สือไม่เคยช่วยงานที่บ้านเลยแต่ตอนนี้เขาจะตัดฟืนให้แม่และช่วยย่าให้อาหารหมู เขายังตามปู่ออกไปในทะเลหลายคราด้วยทุกคนในครอบครัวเห็นพ้องต้องกันว่าเขาโตขึ้นแล้วและได้กลายเป็นคนที่จริงจังและขยันขันแข็งขึ้นแล้ว
รุ่งสางวันนี้ เจ้าลาที่ชื่อว่า ‘เจ้าเทา’ ก็ได้พาสองฝาแฝดไปที่ท่าเรือเพื่อขายอาหารตุ๋นที่ทำเอาไว้เมื่อคืนก่อน
ลาสีเทาที่เคยใกล้ตายได้กินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์และอาหารสัตว์ทุกวันหินศักดิ์สิทธิ์ได้ช่วยรักษาอาการป่วยของมัน ไม่กี่วันต่อมาไม่เพียงแต่จะหายจากอาการป่วยเท่านั้น แต่มันยังอ้วนขึ้นมาอีกด้วยขนที่ดูซีดหมองก็ดูเงางามขึ้น ราวกับมันรู้ว่าเสี่ยวเฉาคือผู้ช่วยชีวิตมันมันจึงคอยอยู่ใกล้นางและเชื่อฟังทุกคำสั่งของนาง
ด้วยเหตุนี้หยูไห่จึงไม่กังวลที่ลูกสาวอายุ8 ขวบ 2 คนของเขาขี่เกวียนไปกันเองเป็นเพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องคุมเกวียนเลยเวลาที่เสี่ยวเฉาอยู่ด้วยเจ้าลาจะวิ่งไปตามทางที่มันถูกชี้ให้ไปราวกับว่ามันเข้าใจภาษาของมนุษย์
หยูไห่กับนางหลิวก็วุ่นอยู่ตลอดทั้งวันทุกวันนางหลิวจะตื่นแต่ย่ำรุ่งเพื่อทำอาหารเช้าให้กับลูกสาวของนางตอนนี้ครอบครัวของพวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาแล้ว นางจึงมักจะทำอาหารหลากหลายประเภทด้วยข้าวขาวและแป้งสาสีให้ลูกๆ ได้กิน แต่ตัวนางก็ยังคงกินแผ่นแป้งธัญพืชหยาบอยู่ดี...
เมื่อเสี่ยวเฉารู้เข้า นางก็ได้เอ่ยกับนางหลิวอยู่หลายคราในเรื่องนี้แต่นางหลิวก็จะตอบยิ้ม ๆ ว่า “แม่กินแผ่นแป้งธัญพืชหยาบจนชินแล้วถ้าให้กินแป้งสาลีทันทีท้องแม่จะมิคุ้นเอาน่ะสิ !” หลังจากนั้นนางก็จะแอบเสี่ยวเฉาเวลากินข้าวด้วยความที่กลัวว่าลูกสาวจะรู้สึกไม่ดี
หลังจากลูกสาวออกไป นางกับสามีก็จะยกหลังคาฟางที่สวนด้านหน้ากับด้านหลังขึ้นเพื่อให้ผักได้อาบแสงแดดที่อบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ
ต่อมานางหลิวที่ว่างแล้วก็จะนั่งลงเย็บเสื้อผ้าและรองเท้าให้สามีและลูกๆ ของนาง ครึ่งวันแรกก็จะผ่านไปเช่นนี้ในทุก ๆ วัน
ตรงกันข้ามกับหยูไห่เขาไปจับปลาที่กลางหนองน้ำหลังบ้านด้วยแพไม้ไผ่ที่เขาทำขึ้นมาเอง แท้ที่จริงแล้วเขาเพียงแค่แกล้งทำเป็นจับปลาด้วยแหเพื่อให้ผู้อื่นเห็นทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาจับปลาด้วยเหยื่อล่อที่ลูกสาวของเขาทำไว้ให้เขาจับปลาได้มากทุกวันจนทำให้เพื่อนบ้านต่างก็อิจฉา
หลังกลับจากจับปลามีอยู่ครั้งหนึ่งนางเหมาขอให้เขาเอาแพไม้ไผ่กับแหจับปลาให้สามีของนางยืมเพื่อให้เขาลองจับปลาบ้างแต่หลังจากเสียเวลาไปตลอดทั้งยามเว่ย สามีของนางก็จับได้เพียงแค่ปลาดุกตัวเล็ก ๆ 2- 3 ชั่งเท่านั้น นางโกรธเป็นอย่างมากและได้ด่าสามีเสียยาวเหยียดที่ทำไม่ได้ตามที่นางคาดหวัง
สามีของนาง เฉียนฟู่กุ้ย เพียงแค่หัวเราะเบาๆ และเอ่ยว่า “น้องต้าไห่เป็นชาวประมงมือหนึ่งของหมู่บ้านมิใช่รึเขาเคยจับฉลามตัวใหญ่ในทะเลได้อีกด้วย อย่าว่าแต่ปลาเล็ก ๆ ในหนองเลย พวกเราจะไปเทียบกับเขาได้เยี่ยงไร? พวกเราควรมุ่งอยู่กับการเลี้ยงเป็ดมิดีกว่ารึ... ? ”
เมื่อมีลา พวกเขาก็ประหยัดเวลาเดินทางไปได้มากเสี่ยวเฉาจึงมีเวลามากขึ้น เมื่อพวกนางกลับบ้านในตอนบ่าย นางก็จะงีบหลับหลังจากกินอาหารกลางวันพอตื่นขึ้นมานางก็จะทอดปลาและหมักปลาโดยมีนางหลิวคอยเป็นลูกมือ
ในตอนบ่ายหยูไห่ก็ได้ขี่เกวียนลาพาเสี่ยวเหลียนไปขายปลาหมักด้วยวิธีนี้เสี่ยวเฉาจึงสามารถพักผ่อนได้ตลอดทั้งบ่าย
พอได้เวลาตุ๋นหัวหมูกับเครื่องในหมูในตอนเย็นเสี่ยวเฉาก็จะทำเพียงแค่เตรียมซอสตุ๋นเอาไว้ แล้วนางหลิวก็จะทำขั้นตอนที่เหลือจนเสร็จได้เองเมื่อทั้งครอบครัวร่วมมือกันทำงานและแบ่งงานกันทำ พวกเขาก็ไม่ยุ่งและรีบเร่งอีกต่อไป
วันนี้ทั้งครอบครัวรวมตัวกันรอบโต๊ะเพื่อกินมื้อกลางวันพวกเขาน่าจะเป็นครอบครัวเดียวในหมู่บ้านที่กินอาหาร 3 มื้อต่อวันซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยวเฉาเป็นคนแนะนำ ด้วยเหตุผลว่ามื้อเช้ากินเช้าเกินไปและนางไม่สามารถทนหิวได้จนกว่าจะถึงมื้อเย็นเสี่ยวเฉาได้เอ่ยกับนางหลิวว่าให้ทำมื้อเช้าด้วยอาหารง่าย ๆ เช่น โจ๊ก และให้ความสำคัญกับมื้อกลางวันมากขึ้นส่วนมื้อเย็นให้ถอยไปอีก 1 ชั่วยาม เวลากินข้าวใหม่นี้เป็นแบบเดียวกับเวลาอาหาร 3มื้อในยุคปัจจุบัน เสี่ยวเฉาจึงพอใจมากกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
สำหรับมื้อกลางวัน พวกเขามีเต้าหู้ผัดกุยช่าย1 จานและแกงปลาน้ำข้น 1 ถ้วย อาหารหลักคือหมั่นโถวที่ทำจากแป้งสาลีและแป้งข้าวฟ่างตอนแรกเสี่ยวเฉาแนะนำให้พวกเขากินแต่แป้งสาลีแต่นางหลิวที่ประหยัดจนชินก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนาง และยังเอ่ยด้วยว่าเสี่ยวเฉาเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายที่ไม่ได้รู้แค่วิธีหาเงินแต่ยังรู้วิธีใช้เงินด้วยนางจึงเป็นห่วงว่าเสี่ยวเฉาจะดูแลบ้านได้เยี่ยงไรในอนาคตด้วยนิสัยชอบใช้จ่ายเช่นนี้