ณ ศาลากลางน้ำภายในสวนของตำหนักบูรพา
เหล่าขันทีและนางกำนัลยืนอยู่ไม่ห่างจากศาลา กำลังเพลิดเพลินกับเสียงกู่เจิงอันไพเราะจากนิ้วเรียวของจ้าวลี่ถิง
พระชายาแห่งรัชทายาทช่างบรรเลงได้ไพเราะยิ่ง
แต่ใครจะรู้ได้ว่าเสียงเพลงที่ไพเราะนี้แฝงไปด้วยความเหงาและเดียวดายที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของคนบรรเลง
เมื่อเสียงเพลงเงียบไป
หนิงจินก็ได้เข้ามารายงานผู้เป็นาย “เรียบร้อยดีเ้าค่ะพระชายา”
จ้าวลี่ถิงไม่ได้ตอบกลับ นางยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นสายตามองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย
นางกำนัลคนสนิทไม่คิดจะเอ่ยอันใดอีกจึงก้าวถอยมาด้านหลังพลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกสงสารนายของตน
เมื่อเช้าจ้าวลี่ถิงได้ให้หนิงจินนำปิ่นไม้ที่หยางเฟยิสลักลวดลายขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วมอบให้นางเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เขาจะเข้าสู่กองทัพแห่งเมืองเป่ย
ปิ่นไม้อันนั้นเปรียบเสมือนสัญญารักระหว่างหยางเฟยิและจ้าวลี่ถิง
แต่วันนี้ นางได้ให้หนิงจินนำมันไปคืนให้แก่เขา
‘หากเลือกเดินเส้นทางนี้แล้วเ้าจะหันหลังกลับมิได้อีก’
คำพูดของผู้เป็พี่ชายยังคงก้องอยู่ในหัวของจ้าวลี่ถิง
ใช่ เพราะนางเลือกที่จะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้
อยู่ใต้เพียงหนึ่ง เหนือคนนับหมื่น
นางเลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวของนางเองนางยอมทิ้งหัวใจของตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
อำนาจที่แท้จริง.....
แม้บิดาของจ้าวลี่ถิงจะมีตำแหน่งเป็ถึงเสนาบดีตุลาการหากแต่ในความเป็จริงแล้วอำนาจของจ้าวไห่เฉิงถูกควบคุมด้วยอำนาจของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเหอฉวนและอ๋องพระองค์หนึ่ง
ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีตุลาการ พื้นเพของตระกูลจ้าวเป็ชาวนาแต่เพราะจ้าวไห่เฉิงเป็คนใฝ่รู้จึงสามารถสอบผ่านเคอจวี่และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเ้ากรมยุติกรรม เพราะเป็คนยอมหักไม่ยอมงอและไม่มีตระกูลขุนนางคอยหนุนหลังทำให้หลายต่อหลายครั้งจ้าวไห่เฉิงได้ล่วงเกินและสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ขุนนางในราชสำนักอยู่ไม่น้อยเป็เหอฉวนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหลายครั้ง
จ้าวไห่เฉิงเปรียบเสมือนนกไร้รังเมื่อมีต้นไม้ใหญ่อย่างอัครเสนาบดีฝ่ายขวาแผ่กิ่งก้านมาหามีหรือจะไม่ะโเกาะไว้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่นั่นก็ทำให้ตระกูลจ้าวอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้
แม้แต่ตำแหน่งแม่ทัพแห่งเมืองเป่ยก็เป็อัครมหาเสนาบดีเหอฉวนที่เป็คนคอยสนับสนุน โดยมีอ๋องผู้หนึ่งอยู่เื้ั
ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ลงทุนสำหรับตระกูลจ้าว
เหอฉวนหว่านพืชไว้ที่ตระกูลจ้าว เขาก็ย่อมหวังผลกับตระกูลจ้าวเช่นกัน
พี่ชายของนางเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องชายแดนหากแต่พวกเห็บไรของราชวงศ์กลับใช้ประโยชน์จากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองอย่างไม่อายฟ้าดินโดยที่ตระกูลจ้าวต้องกลายเป็พวกน้ำท่วมปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ร่ำไป
ยังไม่พอแค่นั้น เพื่อที่จะควบคุมตระกูลจ้าวตอนแรกเหอฉวนจะให้บุตรสาวจากอนุของตนแต่งเข้าตระกูลจ้าวดีที่จ้าวมู่ได้มีสัญญาหมั้นหมายกับองค์หญิงห้าก่อนหน้าแล้วและเมื่อองค์หญิงห้าได้ยินข่าวดังกล่าว ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังตระกูลเหอทำให้ เหอฉวนไม่กล้าส่งบุตรสาวคนใดเข้าตระกูลจ้าว
องค์หญิงห้ากำเนิดจากพระสนมฉีซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของฮองเฮาถือว่าตนเองเป็ที่โปรดปรานของพระบิดา จึงเป็คนที่เอาแต่ใจอยากได้อะไรต้องได้และขึ้นชื่อในเื่ความโเี้เป็ที่สุด มีครั้งหนึ่งองค์หญิงห้าได้สั่งลงโทษสนมคนโปรดของพระบิดาจนถึงแก่ความตายแต่องค์ฮ่องเต้กลับลงโทษนางแค่เพียงกักบริเวณเท่านั้น
เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าองค์หญิงห้ามีน้ำหนักในใจสำหรับองค์ฮ่องเต้มากเพียงใด
เกรงว่าหากทำให้องค์หญิงห้าเคืองพระทัยขึ้นมา เห็นทีตระกูลเหอคงถึงคราววิบัติ
เหอฉวนจึงเปลี่ยนแผนจะให้จ้าวลี่ถิงแต่งเป็ฮูหยินเอกของบุตรชายคนรองของตระกูลเหอซึ่งเป็บุตรชายที่เกิดในอนุภรรยาแทน
ฮึ นางเป็ถึงบุตรีของฮูหยินเอกแห่งตระกูลจ้าวไฉนเลยจะกล้ารับตำแหน่งนั่น
เท่านั้นยังไม่พอ อ๋องผู้นั้นก็หวังที่จะรับนางไปเป็อนุเช่นกัน
เพื่อไม่ให้ทั้งสองสมหวังนางจึงตัดสินใจหันหัวเรือมาทางฝั่งองค์รัชทายาทที่มีฮองเฮาและอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายหนุนหลังแทนที่จะเป็แม่ทัพหยางเพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็แม่ทัพที่มีทหารนับแสนอยู่ใต้การปกครอง แต่เขาขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้เพียงคนเดียวไม่มีขุนนางฝ่ายไหนใจกล้ามากพอที่จะดึงเขามาอยู่ฝ่ายของตัวเอง
หากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์กองทัพแห่งเมืองเป่ยก็ย่อมขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้ไม่เปลี่ยนแปลง
ถึงเวลานั้น ต่อให้ตระกูลเหอมีกี่ชีวิตก็ไม่กล้าเสี่ยงเป็ศัตรูกับตระกูลจ้าว
จ้าวลี่ถิง้าให้ตระกูลจ้าวหลุดจากการอยู่ใต้อำนาจของอัครมหาเสนาบดีเหอฉวนและอ๋องผู้นั้นเพราะเพียงอำนาจขององค์หญิงห้าไม่เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลจ้าวหลุดพ้นจากการเป็เบี้ยล่างของคนพวกนั้น
องค์หญิงห้าทรงรู้เื่ราวของจวนตระกูลจ้าวเป็อย่างดีดังนั้น นางจึงได้ให้ความช่วยเหลือจนจ้าวลี่ถิงได้รับคัดเลือกเป็พระชายาแห่งองค์รัชทายาทและขอพระราชโองการโยกย้ายจ้าวมู่มาเป็แม่ทัพในเมืองหลวงโดยอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาช่วยออกหน้าซึ่งแน่นอนว่าจ้าวมู่ได้กลายเป็กำลังสำคัญขององค์รัชทายาท
เมื่อผลประโยชน์ลงตัว ทุกอย่างจึงถูกดำเนินไปตามแผน
คุณหนูรองแห่งตระกูลจ้าวจึงเลือกทิ้งคำมั่นที่ให้ไว้กับบุรุษผู้นั้น
ยอมทิ้งหัวใจของตัวเอง
เพื่อที่ว่าตระกูลจ้าวจะได้เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน ตายเป็ผีก็ไม่ผิดต่อบรรพบุรุษ
น้ำตาหนึ่งหยดไหลผ่านแก้มนวลแล้วตกลงบนตักของนาง
จ้าวลี่ถิงหลับตาลงด้วยความรู้สึกร้าวราน
‘ความรักครั้งนี้ข้าขอชดใช้ให้ท่านในชาติหน้าเถิด’
ค่ำคืนของวันแรกของการเดินทางหลังออกมาจากเมืองหลวงทั้งสี่คนได้หยุดพักแรมที่โรงเตี๊ยมในตำบลอวี๋
ตำบลอวี๋อยู่ในเขตการปกครองของเมืองหานซื่อเป็ทางผ่านที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองหานซื่อและเมืองหลวง
หยางเฟยิโยนกล่องไม้ลงในกองไฟอย่างไม่ใยดีเขายืนมองเปลวไฟที่ลุกไหม้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ปิ่นรูปหอกนี้เขาได้ลงมือสลักขึ้นมาด้วยตัวเองโดยใช้เม็ดทับทิมสีเืประดับอยู่ปลายหอก
ความหมายของปิ่นหอกนี้ คือ สัญลักษณ์ของกองทัพของเขา
และเมื่อมอบมันให้กับจ้าวลี่ถิง ก็หมายความว่านางจะกลายเป็นายหญิงแห่งกองทัพที่แข็งแกร่งนี้
แต่นางกลับเด็ดดอกไม่ไว้ขั้ว เด็ดบัวไม่ไว้ใยนำมันมาคืนให้แก่เขา
ตำหนักบูรพาออกจะกว้างใหญ่ จะไม่มีที่เก็บปิ่นนี้เลยหรือ
เขาคงจะเห็นแก่ตัว หากปรารถนาให้นางเก็บสิ่งนี้ไว้
กลับกัน หากเขาเป็ชายคนนั้นและรู้ว่าภรรยาของตนยังเก็บคำสัญญาของคนรักเก่าเอาไว้ เขาจะรู้สึกเช่นไร
เป็นางที่ทำถูกแล้วการตัดสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางต้องให้ถึงที่สุด
หากนางเก็บมันไว้ไม่ได้เขาเองก็ไม่คิดจะรับมาเก็บไว้เช่นกัน!