หวังชีไล่เหล่าคนในตระกูลให้แยกย้ายกันกลับไปจนสำเร็จคนในตระกูลเหล่านั้นย่อมกระจายข่าวเรื่องนี้ต่อแน่นอน
“พริกสับดองของบ้านเราจะขายให้หมดในวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่?”
“เก็บไว้กินเองในครอบครัวสักห้าจินนอกเหนือจากนั้นก็นำไปขายให้หมดเสียหลี่ซื่อบอกว่าปีหน้าราคาก็คงจะมิได้สูงขนาดนี้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ขายไปให้หมดเถิดยังจะเก็บไว้เพื่ออันใดอีก”
“เก็บไว้กินเองข้าชอบรสชาติพริกสับดอง” หวังชีถลึงตามองเฟิ่งซื่อภรรยาตนเองเขม็งสตรีผู้นี้ช่างตระหนี่เหลือเกิน ทันทีที่รู้ว่าพริกสับดองขายได้สิบสองเหรียญทองแดงต่อจินอาหารในช่วงบ่ายของวันนี้ที่เป็นฟักทองผัดจึงมิได้ใส่พริกลงไปด้วยการนำฟักทองไปผัดทั้งอย่างนั้นจึงทำให้อาหารจานนี้จืดสนิท
เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้งว่าพรุ่งนี้หากได้เงินมาแล้วเขาจะซื้อทั้งเนื้อทั้งปลามากินให้พุงกางไปเลย!
เป็นในตอนนั้นนั้นเองที่มีคนมาเยือนเขาคนนี้ก็คือคนในตระกูลที่คราที่แล้วเหน็บแนมหวังจื้อเรื่องที่เขาได้บุตรสาวอีกครั้งคนคนนี้ได้ข่าวว่าวันพรุ่งนี้จะมีการนำพริกสับดองไปขายส่งด้วยราคาสิบสองเหรียญทองแดงต่อจินซึ่งราคานี้สูงกว่าการขายปลีกถึงสองเหรียญทองแดง บ้านของเขามีพริกสับดองแปดร้อยกว่าจินการที่จู่ๆ ราคาก็ขายได้น้อยลงกว่าสองเหรียญทองแดงไม่เป็นไรแต่พวกเขากลับยังต้องลงแรงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ขายหมดอีกสุดท้ายเขาจึงบากหน้าหนาๆ มาขอร้องหวังชีให้ช่วยไปกล่าวคำดีๆ กับบ้านสกุลหวังแทนเพื่อให้เขาได้เข้าร่วมการขายพริกสับดองกับเซียงเยวี่ยไจในวันพรุ่งนี้เช่นกัน
“หนึ่งคำหลุดจากปากสี่ม้ายากตามกลับคืน ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ช่วยเจ้าก็หมายความว่าจะไม่ช่วยเจ้าจริงๆเจ้ารีบกลับไปเสียเถิด อย่าได้รั้งอยู่ในบ้านของข้านานให้ครอบครัวของพี่ห้าต้องสงสัยว่าข้าร่วมมืออันใดกับเจ้า”หวังชีไล่คนคนนี้ออกไปราวกับไล่แมลงวัน
ต่อจากนั้นครอบครัวของหวังชีก็เริ่มทำงานพวกเขานำขวดโหลที่บรรจุพริกสับดองขนย้ายขึ้นไปบนรถเข็น ก่อนจะใช้เชือกป่านมัดเอาไว้ให้เรียบร้อย
บางครอบครัวก็กำลังสับพริกกันอย่างกระตือรือร้นบางครอบครัวที่ยากจนไม่มีแม้แต่รถเข็นก็รีบไปหยิบยืมที่หมู่บ้านอื่น
“หากพลาดหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีให้ยืมแล้วนะ”
“สามีของข้าออกไปทำงานเล็กๆด้านนอก ข้าจะไปเรียกคนที่บ้านเดิมมาช่วยเหลือในวันพรุ่งนี้”
“สามีของเจ้าก็เหลือเกินจริงเชียวทั้งๆ ที่รู้ดีว่าสองสามวันนี้ต้องไปขายพริกสับดองก็ยังจะออกจากบ้านอีก?”
“เฮ้อนั่นมิใช่เพราะว่าก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้รับข่าวที่แน่นอนจากบ้านสกุลหวังหรือยามนี้ได้รับการยืนยันแล้ว ใจข้าถึงวางลงได้เสียที”
“เร็วเข้าหน่อยท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว บ้านข้าไร้ตะเกียงน้ำมัน จะมองไม่เห็นเอานะ”
งานที่จะต้องใช้แรงของบ้านสกุลหวังถูกรับผิดชอบโดยผู้เฒ่าสกุลหวังและหวังจื้อส่วนหลิวซื่อกับหลี่ชิงชิงพากันมาดูจางซื่อและหวังชงเยวี่ย
หวังชงเยวี่ยกินเก่งนอนเก่งไม่ค่อยร้องไห้งอแง นางเลี้ยงง่ายเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับพี่สามทั้งสามไม่มีขาดเกินเก่งในเรื่องที่ทำให้ผู้ใหญ่ไร้ความกังวล
จางซื่อกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หวังชงเยวี่ยในใจลอบเอ่ยว่า หากเป็นเด็กผู้ชายก็คงจะดีไม่น้อย
หลิวซื่อกำชับเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหน้าที่ทำความสะอาดผ้าอ้อมของหวังชงเยวี่ยเป็นของหวังจื้อนางไม่อนุญาตให้ผู้อื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเด็ดขาด
จางซื่อเอ่ยกับหวังชงเยวี่ยว่า“ปีหน้าท่านอาสะใภ้ของเจ้าจะมอบน้องชายตัวอ้วนให้เจ้า”
หลี่ชิงชิงลอบหัวเราะในใจพร้อมเอ่ยว่านางยังไม่มีแม้แต่ประจำเดือนด้วยซ้ำ ดวงชะตาที่จะให้กำเนิดบุตรยังไม่เริ่มแม้แต่จะเขียนด้วยซ้ำ
หลิวซื่ออุ้มหวังชงเยวี่ยขึ้นมามองซ้ายมองขวาด้วยว่าเป็นลูกหลานของตนเอง ยามที่มองก็ให้รู้สึกสบายตาชื่นใจนักยามที่เงยหน้ามองก็เห็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของจางซื่อนางรู้ว่าจางซื่อยังคงรู้สึกกลัดกลุ้มใจที่มิอาจให้กำเนิดบุตรชายได้หญิงชราจึงเอ่ยว่า “ชิงชิงบอกกับข้าแล้วว่า พรุ่งนี้จะให้บ้านเดิมเจ้าขนพริกสับดองไปขายที่เซียงเยวี่ยไจพร้อมกันราคาก็ให้เหมือนกับคนในตระกูล ดังนั้นยามเช้าวันพรุ่งนี้ข้าจะให้หวังจื้อแวะบ้านเดิมของเจ้าก่อน”
“ดีเหลือเกินขอบใจเจ้ามากชิงชิง” คิ้วตาของจางซื่อแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
พริกสับดองของตระกูลจางมีมากกว่าหนึ่งพันจินเพียงไม่นานก็สามารถหาเงินได้มากกว่าสิบตำลึง กำไรที่ได้มีมากกว่าครึ่งสูงกว่ารายได้จากการทำนาถึงสามปีเต็ม
หลิวซื่ออดเอ่ยปากชื่นชมออกมามิได้“ชิงชิงช่างฉลาดเฉลียวนัก เพียงไปเยี่ยมเซียงเยวี่ยไจก็สามารถขายพริกสับดองของทุกคนออกไปได้แล้วทั้งยังได้ในราคาที่สูงถึงเพียงนี้อีกด้วย”
จางซื่อเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง“เรื่องราวดีๆ เช่นนี้แต่ก่อนหามีที่ใด ชิงชิงช่างเป็นผู้มีวาสนาและเมตตาพวกเราจริงๆ”
หลี่ชิงชิงเพียงแย้มรอยยิ้มถ่อมตนก่อนหน้านี้สองวันนางได้พบกับหม่าชิงที่เซียงเยวี่ยไจ และได้ขายสูตรพริกทั้งหลายออกไปแล้ว
หม่าชิงได้สูตรพริกสับดองจึงเสนอการกว้านซื้อพริกสับดองครั้งนี้ขึ้น
หลี่ชิงชิงจึงได้นำพริกสับดองของทุกคนไปขายรวดเดียวให้หมดด้วยประการนี้
หม่าชิงต้องการผูกขาดพริกสับดองทว่าราคาที่หลี่ชิงชิงเสนอก่อนนั้นค่อนข้างสูงสุดท้ายพวกเขาทั้งสองก็ถอยกันคนละก้าวตกลงไว้ที่ราคาสิบสองเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน
และหวังชีก็ได้ออกหน้าเป็นตัวแทนของทุกคนในตระกูลลงนามในสัญญากับหลงจู๊ของร้านเซียงเยวี่ยไจหม่าเซี่ยงหนาน
หลังจากเรื่องนี้สำเร็จขั้นตอนสุดท้ายก็ทำเพียงรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ขายพริกสับดองเรียบร้อยก็รับเงินมานอนนับ
“ท่านแม่เจ้าคะซาลาเปาที่ทำขายในวันพรุ่งนี้ ลดจำนวนเหลือเพียงครึ่งหนึ่งนะเจ้าคะ” หลี่ชิงชิงเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องครัวเพื่อผสมไส้เนื้อ
หากมิใช่ว่าต้องไปส่งซาลาเปาที่หอเพียวเซียงทุกวันหลี่ชิงชิงก็คิดว่าพรุ่งนี้จะหยุดพัก ไม่นึ่งซาลาเปาแล้ว
อากาศเริ่มเย็นลงแล้วจำนวนคนที่กินซาลาเปากลับไม่ลดลง แถมยังเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ซาลาเปายัดไส้วันนี้มีซาลาเปาหน่อไม้เนื้อหมูและซาลาเปาถั่วเนื้อหมู ในนั้นยังใส่ไส้พริกเอาไว้เล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติอีกด้วย
สูตรพริกสับดองถูกขายออกไปแล้วพริกสับดองของคนในตระกูลเองก็กำลังจะถูกขายออกไปหมดเช่นกัน หลังจากนี้หลี่ชิงชิงจึงตั้งใจที่จะทำอาหารจานใหม่ที่ช่วยในการปรุงรสชาติ
ในชาติก่อนอาหารรสเลิศเหล่านี้นับว่าเป็นอาหารท้องถิ่นพิเศษของเมืองเซียง
ดึกสงัดของยามราตรียามที่คนในตระกูลหวังกำลังนึ่งซาลาเปาอยู่นั้น ก็มีคนในวงศ์ตระกูลจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาจากเตียงเนื่องจากตื่นเต้นเกินไปจนนอนไม่หลับคนเหล่านี้ถึงกับยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตนเอง ทอดสายตามายังบ้านสกุลหวังไตร่ตรองดูว่าจะลองไปหาดีหรือไม่
ยามที่อาทิตย์ทอแสงยามเช้าหวังจื้อสองพี่น้องและผู้เฒ่าสกุลหวังก็ออกเดินทาง พร้อมกับเกวียนวัวที่บรรทุกขวดโหลบรรจุพริกสับดองไว้จนเต็ม
พัวลาลาเดินตามอยู่ด้านหลังต้าหวงมันเดินไปส่งเหล่าเจ้านายถึงประตูทางเข้าหมู่บ้าน
เสียงตะโกนของหวังชีดังกังวานไปทั่วหมู่บ้าน“ทุกคนไปรวมตัวกันที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน อีกหนึ่งเค่อให้หลังพวกเราจะเดินทางเข้าอำเภอกันแล้ว”
รุ่งอรุณมาเยือนคนในตระกูลหวังพากันลากรถเข็นและหาบสัมภาระพร้อมออกเดินทางของที่บรรจุอยู่ในรถเข็นและในสัมภาระล้วนมีแต่พริกสับดองภายใต้การนำของหลี่ชิงชิงและหลิวซื่อทุกคนเดินทางเข้าอำเภอด้วยความยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ชาวบ้านจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในอำเภอทีเดียวเช่นนี้เพื่อป้องกันมิให้ทางการเข้าใจผิด หลี่ชิงชิงได้ขอให้หลงจู๊ของเซียงเยวี่ยไจหม่าเซี่ยงหนานช่วยแจ้งทหารเฝ้าประตูเมืองล่วงหน้าตั้งแต่แรกแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์จำนวนยี่สิบคนจากร้านเซียงเยวี่ยไจสาขาหลักประจำเมืองเซียงรวมถึงพ่อบ้านจากตระกูลหม่าเองก็ได้เดินทางล่วงหน้ามาถึงอำเภอเหอแล้วเช่นกัน
ครอบครัวแรกที่ได้ขายพริกสับดองให้เซียงเยวี่ยไจแน่นอนว่าต้องเป็นบ้านสกุลหวังผู้เฒ่าสกุลหวังลากต้าหวงมาเร็วกว่าใครเพื่อน และหม่าเซี่ยงหนานเองก็รู้จักเขาเช่นกัน
หลังจากชั่งน้ำหนักพริกสับดองหลายขวดเสร็จเสี่ยวเอ้อร์ก็ขนขวดโหลเหล่านั้นขึ้นรถม้าไป ส่วนพ่อบ้านสกุลหม่าก็จัดการจ่ายเงินสดให้ผู้เฒ่าหวังโดยตรง
ผู้เฒ่าหวังพกเงินสดติดตัวไว้ย่อมไม่กล้ารั้งอยู่ในอำเภอเหอนานเพียงครู่เดียวก็ลากต้าหวงจากไปก่อนทันที
หวังชีสั่งการให้คนในตระกูลต่อแถวให้เรียบร้อยนำพริกมาชั่งน้ำหนักตามลำดับ หลังจากนั้นก็รับเงิน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
เหล่าคนในตระกูลที่ขายพริกสับดองเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเช่นผู้เฒ่าหวังปากมิอาจหุบยิ้ม และกลัวว่าเงินอาจจะถูกผู้อื่นขโมยไป จึงได้รีบร้อนพากันกลับหมู่บ้านทันที
นอกจากคนในตระกูลหวังแล้วยังมีเฝิงซื่อและหวงซื่อจากบ้านเจิ้งหยวน พวกนางเองก็มาขายพริกสับดองเช่นกัน
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวสกุลเจิ้งแล้วหลี่ชิงชิงกับหวังเฮ่าได้สอนวิธีการทำพริกสับดองกับเฝิงซื่อและหวงซื่อทั้งเฝิงซื่อและหวงซื่อเองก็ล้วนเชื่อมั่นในตัวหลี่ชิงชิงพวกนางนำพริกทั้งหมดที่มีในบ้านตน และพริกทั้งหมดที่มีในบ้านเดิมของหวงซื่อออกมาทำเป็นพริกสับดอง
วันนี้เพียงวันเดียวก็สามารถทำเงินได้หลายตำลึงสองแม่สามีและลูกสะใภ้รู้สึกราวกับกำลังฝันหวาน พวกนางร่ำไห้ด้วยความดีใจ ยามนั้นพวกนางถึงกับอยากโขกศีรษะคำนับหลี่ชิงชิง
ครอบครัวของหวังชียิ่งขายได้เงินมากเท่าไรรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างมากเท่านั้น เขาเอ่ยกำชับกับสองแม่สามีลูกสะใภ้ว่า“สตรีสองคนเช่นพวกเจ้ายังจะรั้งรออันใดอยู่อีก รีบกลับบ้านไปเร็วเข้าอย่าให้โจรในอำเภอจับจ้องได้เป็นอันขาด”
ยามที่หวังจื้อพาคนจากบ้านเดิมของจางซื่อมาถึงเพื่อขายพริกสับดองคนในตระกูลหวังนอกจากหวังชีล้วนพากันเดินทางกลับกันหมดแล้ว
คนที่มาจากบ้านเดิมของจางซื่อก็คือบิดาพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ท่านลุงทั้งสอง และญาติผู้พี่ทั้งสามของจางซื่อพวกเขาเองก็ลากรถเข็น และขนห่อสัมภาระมาอย่างเอิกเกริกเช่นกัน