(จบ)บันทึกตำนานจักรพรรดิหมิง

    บทที่ 33 แน่ใจได้เลยว่า ตาเฒ่าจูมีผู้ที่ข้ามเวลามาอยู่เบื้องหลัง

    บทที่ 33 แน่ใจได้เลยว่า ตาเฒ่าจูมีผู้ที่ข้ามเวลามาอยู่เบื้องหลัง


            ในขณะนี้ จูซู่ รู้สึกอยากรู้อย่างยิ่งว่าอีกแผนหนึ่งของฮ่องเต้จูคืออะไรกันแน่


            เมื่อเห็นสีหน้าอันหนักอึ้งของจูซู่ ฮ่องเต้จูก็รู้สึกยินดีในใจ


            ‘นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น  ต่อไปยังมีเรื่องที่จะทำให้เจ้าตกตะลึงอีกมาก ตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น’


            ภายใต้สายตาที่เฝ้ารอคอยของ จูซู่ จูตี้ จูเปียว และเหล่าขุนนางทั้งหลาย ฮ่องเต้จูโบกมือขวา ทันใดนั้นก็มีขันทีหลายคนแบกแผนที่ขนาดใหญ่เดินเข้ามา


            ฮ่องเต้จูกล่าวทันทีว่า “เหล่าขุนนางที่รัก ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่รู้สึกแปลกหน้ากับแผนที่เหล่านี้กระมัง!”


            “หืม? นี่คือ!” หลิวปั๋วเหวินเดินเข้าไปข้างหน้า จ้องมองแผนที่แผ่นหนึ่งอยู่ครู่หนึ่ง


            จากนั้นก็รีบเดินไปดูแผนที่อีกแผ่นหนึ่งอย่างละเอียด แล้วกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท หากข้าน้อยเดาไม่ผิด แผนที่แผ่นแรกสุดนี้คือแผนที่อาณาเขตของราชอาณาจักรสมัยราชวงศ์ฉินพ่ะย่ะค่ะ แผนที่แผ่นที่สอง คือแผนที่อาณาเขตราชอาณาจักรสมัยต้าฮั่น แผนที่แผ่นที่สาม และแผ่นที่สี่ คือแผนที่อาณาเขตราชอาณาจักรสมัยต้าถัง และสมัยต้าหยวนตามลำดับ”


            ฮ่องเต้จูตอบทันทีว่า “ถูกต้อง! สมแล้วที่เป็น เฉิงอี้ปั๋ว เพียงแวบเดียวก็มองออกว่านี่คือแผนที่อาณาเขตราชอาณาจักรสมัยต้าฉิน ต้าฮั่น ต้าถัง และต้าหยวน”


            ในตอนนี้ จูตี้ อดไม่ได้ที่จะถามว่า “อะแฮ่ม! ท่านพ่อ เหตุใดจึงไม่มีแผนที่อาณาเขตสมัยต้าซ่งเล่า?”


            “ต้าซ่งหรือ?”


            จากนั้นฮ่องเต้จูก็กล่าวอย่างดูแคลนว่า “เฮอะ! ราชวงศ์ซ่งของสกุลเจ้าเฉาอะไรนั่น มีคุณสมบัติอันใดจะมาเทียบกับต้าฉิน ต้าถัง และต้าหมิงของเราจูหยวนจางได้ ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ซ่งนั้น เป็นเพียงความอัปยศของพวกเราชาวฮั่นเท่านั้น 


            เราไม่เคยเห็นฮ่องเต้เช่นนี้มาก่อน ถูกชนต่างเผ่ารังแกถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่กล้าต่อต้านสักนิด ในที่สุดก็มีเทพสงครามอย่างเยว่เฟยออกมา เห็นได้ชัดว่ากำลังจะปกป้องเยี่ยนอวิ๋นทั้งสิบหก แต่กลับถูกฆ่าโดยเจ้าหมาจ้าวโก้วตัวนั้นเสียก่อน 


            หากแพ้สงคราม ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือ แม้จะชนะศึกแล้วยังถอยทัพ การถอยทัพก็ช่างเถอะ! แต่ในฐานะผู้ชนะ ยังต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอีก ราชอาณาจักรต้าซ่งนั้น ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะนั่งในระดับเดียวกับเราเลย


            เยี่ยนอ๋อง เจ้าจงจำไว้ให้ดี ไม่ว่าในยามใด ศักดิ์ศรีของชาติหนึ่งนั้น ต้องไม่มีวันล่มสลาย


            เอาล่ะ! พวกเรามาพูดเรื่องสำคัญกันเถอะ! เยี่ยนอ๋อง อู่อ๋อง รัชทายาท เฉิงอี้ปั๋ว และเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั้งหลาย มาพูดกันหน่อยว่า อาณาเขตของต้าหมิงของพวกเราเมื่อเทียบกับยุคสมัยอื่น ๆ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”


            ‘สวรรค์!’


            ‘ฮ่องเต้จูจะทำอะไรกัน?’


            เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้จู จูซู่ก็ตกตะลึงในใจ ‘ตาเฒ่าจูนำแผนที่อาณาเขตของราชอาณาจักรเหล่านี้ออกมาเปรียบเทียบ นี่จะทำสิ่งใดกัน? หรือว่าจะเตรียมทำสงครามกระมัง’


            หรือว่า แผนการที่เขาพูดถึงนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?


            “ท่านพ่อ!”


            ในขณะนั้นเอง จูตี้ กล่าวด้วยสีหน้าร้อนรนว่า “อาณาเขตของพวกเราต้าหมิงนั้น แม้จะน้อยกว่าต้าถังและต้าหยวนเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับต้าฉินและต้าฮั่นแล้ว กลับมากกว่าอย่างมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ข้าเชื่อว่า สักวันหนึ่ง อาณาเขตของพวกเราราชวงศ์หมิงจะต้องเหนือกว่าราชวงศ์ถัง เหนือกว่าราชวงศ์หยวน ภายใต้การนำของท่านพ่อและพี่ใหญ่ ราชวงศ์หมิงของพวกเราจะต้องก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นแน่”


            “หืม?” เมื่อได้ยินคำพูดของจูตี้ ฮ่องเต้จูก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจขึ้นมา


            ‘นี่คือเจ้าสี่หรือ? ในตอนนี้ เขาไม่ได้สื่อสารกับเจ้าห้า เขาก็ไม่มีทางรู้เรื่องเหล่านี้ล่วงหน้า นี่เป็นความคิดของเจ้าสี่เองทั้งหมด ไม่น่าเชื่อเลย! จูตี้ เจ้าเด็กโง่คนนี้ กลับมีความทะเยอทะยานเช่นนี้’


            ฮ่องเต้จูที่ไหนเลยจะรู้ว่าความสำเร็จในอนาคตของจูตี้แทบจะถึงระดับเดียวกับเขาแล้ว


            จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่สองพระองค์ของราชวงศ์หมิง องค์หนึ่งคือจักรพรรดิหงอู่ อีกองค์หนึ่งก็คือเขาจักรพรรดิหย่งเล่อนั่นเอง


            “ดี! ดี!” ฮ่องเต้จูอดปรบมือชื่นชมไม่ได้ กล่าวว่า “สมแล้วที่เป็นโอรสของเรา เจ้าพูดได้ไม่ผิด วันหนึ่งราชวงศ์หมิงของพวกเราจะต้องก้าวข้ามราชวงศ์ถัง ฮั่น ฉิน และหยวน ราชวงศ์หมิงจะต้องเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อน”


            ‘แต่กระนั้น กุญแจสำคัญของทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้า และไม่ได้อยู่ที่จูเปียว แต่อยู่ที่จูซู่ น้องห้าของเจ้าต่างหาก เพียงแค่เขายอมลงมือ ราชวงศ์หมิงก็จะรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้!’


            “เพียงแต่!” ฮ่องเต้จูถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “การสร้างยุครุ่งเรืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วย ราชวงศ์หมิงของพวกเรายังเล็กอยู่สักหน่อย!”


            เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้จู บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ตกตะลึง


            ‘โอ้! ฝ่าบาทเตรียมจะทำสงครามแล้ว!’


            ตัวแทนของฝ่ายขุนนางเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็รีบเตรียมตัวที่จะถวายฎีกาทันที


            “การทำสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้เด็ดขาด


            แต่ทางฝ่ายแม่ทัพนายกองนั้น ต่างก็กำลังคันไม้คันมือ กระหายที่จะลงมือ พร้อมที่จะเริ่มศึกได้ทุกเมื่อ หากเกิดสงครามขึ้น พวกเขาก็จะสามารถกลับขึ้นหลังม้า ควบม้าออกรบได้ทันที


            การที่พวกเขาต้องมายืนเข้าเฝ้าในราชสำนักเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการลำบากใจพวกเขาอยู่สักหน่อย


            พวกเขาเพียงรอคำสั่งจากฮ่องเต้จูเท่านั้น!


            หากมีคำสั่ง พวกเขาคงจะกระโดดด้วยความตื่นเต้น สวมชุดเกราะ แล้วออกไปรบทันที


            ในขณะนั้น จูเปียวก็รีบก้าวออกมากล่าวว่า “ฝ่าบาท ความคิดของพระองค์นั้น อันตรายนักพ่ะย่ะค่ะ! ราชวงศ์หมิงของพวกเราได้ผ่านสงครามใหญ่มามากมายแล้ว ราษฎรทั้งหลายต่างเบื่อหน่ายสงครามกันแล้ว หากในยามนี้ เกิดสงครามใหญ่ขึ้นอีก อาจทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรได้โดยง่าย


            ท่านพ่อ ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักฟื้นบ้านเมือง ฟื้นฟูการเกษตร ให้ราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุข รอให้ราชวงศ์หมิงมั่นคงเสียก่อน แล้วค่อยขยายอาณาเขตก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ! ยามนี้ มิใช่เวลาที่จะทำสงครามเลยพ่ะย่ะค่ะ!”


            “องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้ว กระหม่อมเห็นด้วย!”


            “องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้ว ข้าน้อยเห็นด้วย!”


            “องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้ว ข้าน้อยเห็นด้วย!”


            แต่เดิมนั้น เหล่าขุนนางยังลังเลว่าผุ้ใดจะเป็นผู้เริ่มทูลเตือนฮ่องเต้จู แต่เหตุการณ์เมื่อครู่เพิ่งผ่านไป หากทูลทัดทานฮ่องเต้จูในยามนี้ มิใช่เป็นการรนหาที่ตายหรอกหรือ?


            แต่เมื่อมีจูเปียวเป็นผู้เริ่ม พวกเขาก็ไม่กลัวอีกต่อไป สิ่งอื่นใดพวกเขาไม่สนใจ พวกเขารู้เพียงอย่างเดียวว่า เพียงแค่ตามหลังรัชทายาทจูเปียว ย่อมไม่มีทางผิดพลาด แม้จะผิดพลาด ก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่โตนัก


            ในยามนี้ หลิวปั๋วเหวินก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ฝ่าบาท! ยามนี้ราชวงศ์หมิงไม่ควรส่งทัพออกรบ การพักฟื้นบ้านเมืองและฟื้นฟูการเกษตรต่างหากที่สำคัญที่สุด”


            เพียงแต่หลิวปั๋วเหวินรู้สึกสงสัยอยู่บ้างในใจ ตามหลักการแล้ว ฮ่องเต้จูไม่น่าจะทำผิดพลาดเช่นนี้ได้ การยกทัพในเวลานี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดนัก


            ทันใดนั้นฮ่องเต้จูก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ฮึ! พวกเจ้ารู้อันใดบ้าง! หรือไม่รู้ว่าคนต่างเผ่าพันธุ์ย่อมมีจิตใจที่แตกต่างกัน? แม้ราชวงศ์หยวนจะล่มสลาย แต่พวกต๋าต๋า*[2]ก็ยังคงอยู่


            พวกเราต้องการพักฟื้น พวกต๋าต๋าก็ต้องการพักฟื้นเช่นกัน เมื่อพวกเขาฟื้นตัวแล้ว ย่อมจะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน เหตุผลเช่นนี้ พวกเจ้าไม่เข้าใจหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังพวกต๋าต๋ายังมีพวกหว่าล่า 


            การดำรงอยู่ของพวกเขา สำหรับราชวงศ์หมิงของพวกเรานั้น ยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่เสมอ


            และนี่เป็นเพียงด้านเดียวเท่านั้น อีกด้านหนึ่งยังมีอันนัม*[3] ทางฝั่งชายฝั่งทะเลยังมีพวกโจรสลัดอั่วโค่ว[4] สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงต่อพวกเราทั้งสิ้น


            พวกเราต้าหมิงกำลังพัฒนา พวกเขาก็กำลังพัฒนาเช่นกัน การต่อสู้ระหว่างรัฐกับรัฐ นั่นคือการต่อสู้เอาเป็นเอาตายนั่นเอง!


            หากต้องการแก้ปัญหาภัยคุกคามจากภายนอกให้สิ้นซาก ก็ต้องกำจัดต้นตอของปัญหาเหล่านั้นให้หมด!


            “ดังนั้น!” พูดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็หยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า “พวกเราเตรียมจะฟื้นฟูระบบการแบ่งเขตการปกครอง แต่ระบบการแบ่งเขตการปกครองของพวกเรานั้นแตกต่างจากสมัยราชวงศ์ต้าโจว


            ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยากจะพูดอะไร ‘ระบบการแบ่งเขตการปกครองเป็นระบบที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย’ ถูกต้อง ข้าก็รู้ แต่ระบบการแบ่งเขตการปกครองของข้านั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง การแบ่งเขตการปกครองของต้าโจวเป็นการแบ่งภายใน แต่การแบ่งเขตการปกครองของข้าเป็นการแบ่งภายนอก”


            โอ้สวรรค์! โอ้สวรรค์! โอ้สวรรค์!


            ตั้งแต่แรก จูซู่ก็รู้สึกว่าฮ่องเต้จูมีปัญหา จนกระทั่งฮ่องเต้จูพูดถึงคำว่า ‘การแบ่งเขตการปกครองภายนอก’ สี่คำนี้ออกมา ในใจของจูซู่ก็รู้สึกเหมือนระเบิดขึ้นมาทันที


            ‘นี่มันบ้าอะไรกัน! ตาเฒ่าจูเป็นไปได้อย่างไรที่จะคิดถึงกลยุทธ์การแต่งตั้งขุนนางไปปกครองดินแดนภายนอกเช่นนี้!’


            ‘มันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ในสมัยราชวงศ์ชิงหรือยุคสาธารณรัฐ ก็ไม่มีผุ้ใดคิดถึงจุดนี้ มีเพียงคนในยุคปัจจุบันเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดได้’


            ‘ภายใต้มุมมองของพระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถคิดถึงการแต่งตั้งขุนนางไปปกครองดินแดนภายนอกได้’


            ‘เบื้องหลังตาเฒ่านี่ต้องมีใครบางคนแน่นอน และคนผู้นั้นต้องเป็นผู้ข้ามเวลามาเช่นข้า’


            เมื่อคิดถึงจุดนี้ จูซู่รู้สึกไม่สบายใจเลย ฮ่องเต้จูก็มีความสามารถพิเศษแล้วเช่นกัน


            ‘ต่อจากนี้จะเล่นกันอย่างไรต่อไปเล่า!’



            [1] เยี่ยนอวิ๋น (燕云) คือ ดินแดนทางตอนเหนือของจีน ซึ่งประกอบด้วย 16 แคว้น  (十六州) ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเป็นที่หมายปองของราชวงศ์จีนมาช้านาน


            [2] ต๋าต๋า หรือต๋าต๋า หมายถึง ชาวมองโกลในช่วงศตวรรตที่ 13


            [3] อันนัม (安南) หมายถึง เวียดนามในยุคนั้น


            [4] อัวโค่ว (倭寇) หมายถึง โจรสลัดญี่ปุ่นในยุคนั้น