บทที่ 27 เื่ราวในอดีต
“พี่รอง ตื่นเช้ายิ่ง เหตุใดจึงไม่เรียกข้าด้วย” หนิงลั่วหยิบเกลือเขียว[1]กับกิ่งหลิวมาทำความสะอาดปาก นางยังไม่คุ้นชินกับการแปรงฟันเช่นนี้นัก แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชินบ้างแล้ว ในใจยังคิดว่าหากวันไหนได้เข้าเมือง จะต้องซื้อแปรงสีฟันมาใช้ให้ได้ วิธีนี้ไม่สะดวกเอาเสียเลย
“เมื่อวานเ้าขึ้นเขาทั้งวัน คงเหนื่อยแย่ ข้าอยากให้เ้าพักผ่อนมากกว่านี้” หนิงเวยกล่าวพลางเตรียมน้ำล้างหน้าให้เรียบร้อย และวางผ้าเช็ดหน้าไว้ให้เสร็จสรรพ
ต้องบอกเลยว่าพี่สาวคนนี้ดูแลน้องสาวได้ดีอย่างไม่มีที่ติ
“มาล้างหน้าแล้วมากินข้าวเถอะ เ้ากินเสร็จแล้ว วางถ้วยชามไว้ เดี๋ยวข้ากลับมาจัดการเอง ข้าจะไปหาอาสะใภ้หวังก่อน” หนิงเวยวางแป้งอบลงในชาม แล้วรินน้ำร้อนให้น้องสาวอีกถ้วย
“ขอบคุณพี่รอง!” หนิงลั่วรับแป้งอบมาแล้วค่อยๆ เคี้ยว กลืนลงไปพร้อมกับน้ำ
“พี่รอง วันนี้พวกเราไปเดินสำรวจบนเขากันอีกดีหรือไม่ เมื่อวานไปฝั่งตะวันออก วันนี้ลองไปฝั่งตะวันตกกับเหนือดูดีหรือไม่” หนิงลั่วยังอยากหาทรัพยากรเพิ่มเติมอยู่ เพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุน แค่แลกกับเวลาเท่านั้น วันนี้ต้องดูให้ละเอียดขึ้น เผื่อจะเจอทางทำมาหากินที่ยั่งยืนได้
“ไม่ได้ เมื่อวานพวกเ้าก็เหนื่อยมากแล้ว วันนี้ห้ามไปไหน อยู่บ้านพักผ่อน” หนิงเวยพูดพร้อมกับชี้ไปที่กรงไม้ไผ่ที่มีตัวอ้นหลายตัว “เมื่อวานเ้าบอกว่าทำอาหารพวกนี้เป็ไม่ใช่หรือ วันนี้ลองทำให้ข้ากับเสี่ยงเสี่ยงกินสักหน่อยเป็อย่างไร”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของพี่รอง หนิงลั่วก็รู้ว่าคงขอออกไปนอกบ้านได้ยากแล้ว เข้าใจเช่นกันว่าพี่รองเป็ห่วงกลัวนางจะเหนื่อยเกินไป
อีกเหตุผลหนึ่งคือ พี่รองยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถของนาง ดูท่าคงต้องพิสูจน์ตัวเองให้พี่รองเห็นเสียก่อน เพื่อจะได้รับความไว้วางใจและสามารถทำตามแผนที่คิดไว้ได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
หนิงลั่วคำนวณดูแล้วว่ายังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน เวลายังเพียงพอ ไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป
“ก็ได้ แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยนข้อหนึ่ง” หนิงลั่วกล่าว
“ว่ามาสิ” หนิงเวยตอบกลับโดยไม่ลังเล
หนิงลั่วเดินเข้ามาใกล้ จับมือพี่รองไว้ด้วยสีหน้าประจบ “พี่รอง ให้ข้ายืมเงินสามสิบเหวินได้หรือไม่ ข้าอยากซื้อของบางอย่าง ถือเป็เงินที่ข้ายืมไป เดี๋ยวสองสามวัน ข้าจะคืนให้พร้อมดอกเบี้ยสองเท่า”
“เ้านี่นะ ฉลาดเป็ลิงอีกแล้ว แน่ละ ในหัวเ้าคงคิดแผนอะไรอยู่ใช่หรือไม่ เงินนี้เก็บไว้ใช้จ่ายในบ้าน เ้าอยากใช้ก็เอาไปเถอะ” หนิงเวยพูดด้วยความเอ็นดู นางรู้สึกผิดที่ต้องปกปิดเื่บางอย่างกับน้องสาว จึงอยากชดเชยบ้าง
“ขอบคุณพี่รอง ท่านช่างใจดีจริงๆ” หนิงลั่วรู้สึกโชคดีที่พี่สาวกับน้องชายรักและดูแลนางเป็อย่างดี ถึงบิดามารดาจะไม่อยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังมีกันและกัน คอยพึ่งพาและช่วยเหลือกัน วันหนึ่งพวกเขาจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน
“กินแป้งอบให้หมดล่ะ อย่าออกไปไหน เสี่ยงเสี่ยงยังหลับอยู่” หนิงเวยกล่าว
“พี่รอง รอก่อน!” หนิงลั่วเห็นว่าพี่สาวเตรียมตัวออกจากบ้านแล้ว จึงรีบเรียกไว้
“อะไรอีกเล่า?” หนิงเวยหันมาถาม
“รอข้าสักครู่” หนิงลั่วพูดพลางวางแป้งอบในมือลง แล้ววิ่งเข้าห้องไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หนิงเวยมองเข้าไปในห้อง ะโถาม “น้องสาม เ้าหายไปไหน ข้าจะไปแล้วนะ”
“เสร็จแล้วๆ” หนิงลั่วรีบวิ่งออกมาพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ
“พี่รอง นี่เป็ลายปักใหม่ที่ข้าวาด ท่านลองเอาไปให้อาสะใภ้หวังดูว่าพอใช้ได้หรือไม่”
“เ้าวาดลายปักได้ด้วยหรือ” หนิงเวยถามอย่างงุนงง
“ใช่ ข้าศึกษาเอง” หนิงลั่วกล่าวพร้อมกับยิ้ม แล้วส่งภาพวาดให้พี่สาว
หนิงเวยรับภาพมาอย่างไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นภาพดอกบัวอันประณีต โดยเฉพาะแมลงปอสีแดงที่เกาะอยู่บนใบบัวแหลม ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “สวยมาก ข้าจะลองให้อาสะใภ้หวังดูว่าสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่” พูดจบ หนิงเวยก็เดินออกไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ พลางกำชับหนิงลั่วอีกสองสามคำแล้วจากไป
หนิงลั่วหัวเราะเบาๆ “หากลายนี้ใช้ไม่ได้ เช่นนั้นคงไม่มีลายไหนในโลกที่สวยงามเช่นนี้อีกแล้ว” ลายนี้นางเห็นจากคัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวนและใช้ความสามารถของตัวเองคัดลอกออกมา ั้แ่ได้คัมภีร์เล่มนี้ หนิงลั่วก็พบว่าในนั้นมีความรู้ทุกแขนง เปรียบเสมือนสารานุกรมของยุคใหม่ได้เลย
ที่สำคัญคือคัมภีร์เล่มนี้ครอบคลุมทุกศาสตร์อย่างละเอียดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็อาหาร ศิลปะการต่อสู้ ดนตรี หมากรุก งานวาดภาพ สมบัติล้ำค่า การต่อเรือ การทำเหมือง และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงประวัติศาสตร์โบราณและสมัยใหม่ ตลอดจนความลับของราชสำนักที่ไม่ค่อยมีใครล่วงรู้
อย่างไรก็ตาม หนิงลั่วยังไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้ ทำได้เพียงอ่านแค่ระดับพื้นฐาน ส่วนสูตรอาหารชั้นสูงหรือทักษะที่ซับซ้อน นางยังไม่มีสิทธิ์เข้าถึง
เื่นี้ทำให้หนิงลั่วขุ่นเคืองใจไม่น้อย นางเคยถามเสี่ยวอู่ว่าเป็เพราะเหตุใด แต่แม้แต่เสี่ยวอู่เองก็ไม่เข้าใจ
“บางทีเมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็คงสามารถอ่านได้มากขึ้น” เสี่ยวอู่กล่าว มันฟื้นตัวได้ดีขึ้นใน่สองสามวันที่ผ่านมา และตั้งใจจะออกไปหาแหล่งปราณิญญาเพื่อเร่งการฟื้นฟูร่างกาย
“ก็หวังเช่นนั้น ข้าเพิ่งเริ่มอ่านเมื่อวานนี้เอง” หนิงลั่วเปิดถุงเงินอย่างระมัดระวัง แล้วนับเงินจำนวนสามสิบเหวิน ก่อนจะเก็บถุงเงินกลับเข้าที่เดิม หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ นางตั้งใจจะไปที่ร้านขายเนื้อของหมู่บ้านเพื่อซื้อเนื้อกลับมา ทำเมนูหมูเกาลัด
หนิงลั่วยังจำสายตาที่เปี่ยมความปรารถนาของหนิงเสี่ยงเสี่ยงเมื่อวานได้เป็อย่างดี ตอนที่นางพูดถึงเมนูนี้ แม้พี่สาวจะไม่ได้พูดอะไร แต่นางรู้ว่าอีกฝ่ายก็อยากลองเช่นกัน วันนี้จึงตั้งใจจะใช้วัตถุดิบที่เก็บมาเมื่อวานทำอาหารมื้ออร่อย เพื่อฉลองการย้ายบ้านอย่างเป็ทางการ
ขณะที่หนิงลั่วเดินผ่านบ้านเก่า ก็ได้ยินเสียงย่าหนิงะโเรียกเฉินซื่อให้ลุกขึ้นมาทำอาหาร “สะใภ้ใหญ่ ตื่นได้แล้ว ดวงอาทิตย์จะส่องถึงก้นเ้าแล้ว!”
หญิงชราะโหลายครั้งจนเสียงแหบแห้ง แต่บ้านใหญ่ก็ยังคงเงียบกริบ สุดท้ายหนิงลั่วเห็นหญิงชราหยิบไม้กวาดขึ้นมา แล้วเดินตรงไปถีบประตู
เพื่อไม่ให้โดนลูกหลง หนิงลั่วรีบเร่งฝีเท้าตรงไปยังร้านขายเนื้อของหมู่บ้านทันที “เฮ้อ ในที่สุดก็ไม่ต้องเห็นสีหน้าท่านย่าอีกต่อไป ช่างดีเหลือเกิน”
เมื่อเดินออกมา หนิงลั่วก็สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด กลิ่นหอมของดินและหญ้าที่เปียกชื้นจากหิมะ ทำให้รู้สึกเหมือนร่างกายได้รับการชำระล้าง ใน่ฤดูหนาวเช่นนี้ พื้นดินที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะเผยให้เห็นสีดำและขาวตัดกัน ถึงอากาศจะหนาว แต่ทิวทัศน์เช่นนี้ก็ยังทำให้นางรู้สึกว่าที่นี่ช่างงดงามและเป็ของขวัญจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
หนิงลั่วเดินมาถึงร้านขายเนื้อของท่านอาถงด้วยอารมณ์แจ่มใส
ใกล้่สิ้นปี ผู้คนต่างก็อยากกินเนื้อ ร้านขายเนื้อจึงมีลูกค้าแน่นขนัด ตอนที่หนิงลั่วมาถึง เหลือเนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่เป็กระดูก และเนื้อสามชั้นติดหนังเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ที่เสาไผ่ข้างกำแพงยังมีตับหมู หัวหมู หางหมู และเครื่องในอื่นๆ ห้อยอยู่
เมื่อแหงนมองไปที่ป้ายราคา หนิงลั่วถึงกับใ ราคาหมูขึ้นเป็สิบห้าเหวินต่อจินแล้ว นางคำนวณงบประมาณไว้แล้ว เดิมทีอยากซื้อเนื้อติดมันสักสองจิน และอาจซื้อเครื่องในเล็กน้อย แต่ราคาแพงเกินคาดไปมาก
ท่านอาถงเห็นเด็กสาวจ้องเนื้ออยู่พักหนึ่ง จึงหัวเราะแล้วถามว่า “ไอ้หยา นี่หนิงลั่วไม่ใช่หรือ พี่สาวของเ้าไปไหนกันหมดแล้วล่ะ ทำไมปล่อยให้เ้าเด็กน้อยมาซื้อเนื้อคนเดียว”
คนในหมู่บ้านต่างก็รู้เื่ของครอบครัวพวกนาง และรู้สึกเห็นใจมาก แต่แต่ละบ้านก็มีภาระของตัวเอง จะช่วยเหลือมากกว่านี้ก็ลำบาก มีเพียงครอบครัวของอาสะใภ้หวังเท่านั้นที่คอยช่วยเหลือพวกนางอย่างแท้จริง
ได้ยินเสียงท่านอาถง ภรรยาของเขาก็ออกมาจากบ้าน นางเป็คนหน้าตาขาวสะอาด ดูเป็คนขยันขันแข็ง เมื่อเห็นหนิงลั่วก็รีบเดินเข้ามาทักทาย “หนิงลั่ว ข้าได้ยินว่าเ้าป่วย ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง”
“อาสะใภ้โจว” หนิงลั่วกล่าวทักทายอย่างเป็ธรรมชาติ จำได้ว่าเ้าของร่างเดิมเคยมาซื้อเนื้อที่นี่กับบิดาบ่อยๆ และเ้าของร่างนี้เป็คนพูดจาอ่อนหวาน จึงเป็ที่เอ็นดูของอาสะใภ้โจว
ท่านอาถงกับอาสะใภ้โจวเปิดร้านขายเนื้อ รายได้ค่อนข้างดี แต่น่าเสียดายที่ไม่มีลูก เมื่อก่อนอาสะใภ้โจวเคยเสนอให้รับหนิงลั่วมาเป็ลูกบุญธรรม
ตอนนั้นเื่นี้เหมือนจะเป็ทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย แต่พอย่าหนิงรู้เข้า นางกลับเรียกร้องเงินถึงสามสิบตำลึง ทำให้บิดามารดาของหนิงลั่วไม่ยอมตกลง อีกทั้งครอบครัวท่านอาถงก็ไม่มีเงินมากขนาดนั้น เื่นี้จึงเป็อันจบลง
หลังย่าหนิงรู้ว่าท่านอาถงกับอาสะใภ้โจวเคยมีความคิดเช่นนี้ จึงพยายามแสวงหาผลประโยชน์จากร้านขายเนื้อของพวกเขาเป็ประจำ ทำให้ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดและห่างเหินจากครอบครัวของหนิงลั่วไป
ถึงจะเป็เช่นนั้น แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ยังคงมีความเอ็นดูต่อหนิงลั่วเสมอ วันนี้เมื่อเห็นนางมาซื้อเนื้อก็รู้สึกประหลาดใจ
“ขอบคุณที่เป็ห่วงเ้าค่ะ ข้าหายดีแล้ว ท่านดูสิ เพราะหายป่วยแล้วข้าถึงมาซื้อเนื้อได้ วันนี้ร้านของพวกท่านขายดีใช่หรือไม่ เนื้อจะหมดแล้ว” หนิงลั่วกล่าว
“เ้าหายดีแล้วก็ดี ข้าได้ยินว่าเ้าป่วย แต่ก็ไม่ได้ไปเยี่ยม รู้สึกผิดไม่น้อยเลย” อาสะใภ้โจวกล่าว
หนิงลั่วรู้ดีว่าอาสะใภ้โจวไม่อยากพบหน้าย่าหนิง จึงไม่ได้ถือโทษ “อาสะใภ้พูดอะไรเช่นนั้น แค่มีใจคิดถึงข้า ข้าก็ซาบซึ้งมากแล้ว ไหนเลยจะรบกวนให้ท่านต้องมาเยี่ยมเยียน”
“ข้าได้ยินว่าเมื่อวานเ้ากับครอบครัวแยกบ้านกันแล้ว จริงหรือไม่ ผู้ใหญ่ในบ้านเ้ายอมง่ายๆ เช่นนั้นเลยหรือ” อาสะใภ้โจวถามพลางจับมือหนิงลั่ว เมื่อพบว่ามือเด็กสาวเย็นนัก ก็รีบดึงนางเข้าไปหลังฉากกันลมเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้น
หนิงลั่วรู้ว่าอาสะใภ้โจวหมายถึงย่าหนิง จึงยิ้มขื่น “เพื่อให้ท่านอาสามของข้าได้แต่งงาน ท่านย่าไหนเลยจะสนใจความเป็อยู่ของพวกข้า แยกก็แยกไปเถอะ พวกข้าจะใช้ชีวิตกันเอง อย่างไรก็ต้องดีขึ้นแน่นอน”
[1] เกลือเขียว คือ เกลือชนิดหยาบที่ยังไม่ผ่านการฟอกหรือขัดสี มักมีลักษณะเป็ผลึกขนาดเล็ก สีออกเขียวหม่นหรือสีเขียวน้ำเงินอ่อน