ฉันอยากดื่มชานมไข่มุกมากอาการฉันเหมือนคนลงแดง ในหัวมีแต่ภาพชานมไข่มุกวนเวียนไปมาแต่รู้ว่ายังไงก็ไม่ได้กินเลยนั่งสมาธิอยู่เป็ชั่วโมงกว่าจะสงบสติได้
คืนนั้นเจินจูดูอารมณ์ดีผิดปกติเขาอ่านจดหมายก็หัวเราะร่าอมยิ้มตลอดเวลาเหมือนเด็กที่วางแผนแกล้งเพื่อนแล้วเก็บอาการไม่อยู่ฉันถามว่ามีอะไรก็ไม่ยอมตอบ
ที่พักมีห้องว่างน้อยเราเลยต้องนอนห้องเดียวกันท่าทางเขาจะไม่ได้อารมณ์ดีเื่นั้นและถึงอารมณ์ดีก็คงไม่ออกนอกหน้าขนาดนี้
“รู้ไหมเ้าสาวในงานเป็ใคร?”เขาถามขึ้นหลังปล่อยฉันนั่งมองอยู่นาน
“ไม่รู้ บอกมาสิ” ตรูจะไปรู้เหรอ...
“เฉ่าชิงไช่ สาวงามแห่งยุค งามยิ่งกว่ากงจู้ราชธิดาถ้าจะกวาดตามองทั่วแผ่นดินคนที่สูสีเื่รูปโฉมพอจะมาเป็สามีได้ก็คงมีแต่คุณชายไห่เจ๋อผี”
ฉันอึ้งไปสองวินาที
“อุ๊บ... ฮึๆ...”
“อะไรเหรอ?”
“ก๊ากฮะๆๆๆๆ!!!!” ฉันะเิหัวเราะลั่นใส่เจินจูที่ทำหน้างงมุมปากข้างหนึ่งหยักขึ้นเหมือนอยากถามว่าฉันขำอะไรนักหนา
“ไอ้คุณชายที่ว่านี่เคยเจอผีรึเปล่าหรือแม่เขาเห็นผีตอนคลอด? ฮะๆ!” ฉันกุมท้องเจินจูถึงได้เข้าใจว่าฉันขำเื่อะไร
“นั่นสินะ อาจเคยเจอ หรืออาจไม่เคยเจอดูเหมือนมีแต่เ้าตัวกับบุพการีที่รู้” เขาลูบท้ายทอย “แต่เล่นเอางงเลยว่าขำอะไรท่าทางเราจะอยู่มานานเกินจนไม่สังเกต”
“คือ...ฉันรู้นะว่าไม่ควรล้อชื่อคนอื่นแต่ไห่เจ๋อผี... โอ๊ย อดไม่ได้! ฉันว่าเซิงอวี๋เพี้ยนน่าแซวแล้วไห่เจ๋อผียิ่งกว่านั้นอีก!” ฉันสูดหายใจลึกๆ ให้ตัวเองสงบลง“แล้วคุณชายไห่ที่เราพูดถึงเกี่ยวอะไรกับคุณชายไห่ที่ตายเมื่อวานน่ะ...?”
“เป็พี่ชาย”
“อ้าว?!”
“แต่เห็นว่าไม่ชอบหน้ากันพิษโลหิตน้ำเงินนั่นเป็พิษราคาแพงแถมจุดสังเกตเดียวของคนที่ถูกพิษนี้คือคราบสีน้ำเงินจางๆ ที่ปากซึ่งเห็นได้ตอนเสียชีวิตแล้วหลายชั่วโมงเลยไม่ใช่ว่าจะจำแนกออกได้โดยง่าย... เห็นทีไห่ชานจะไม่ได้หามาเองแต่เป็ไห่เจ๋อผีเอาไปให้ราคามันเกินเอื้อมคนแต่งตัวบ้านๆ แบบนั้น” เจินจูยิ้มกริ่ม “ยืมมือคนอื่นกำจัดน้องมีคนต้องแบ่งมรดกให้น้อยไปคนหนึ่ง”
“เลวว่ะ...” ไม่อยากเชื่อ“แต่มันจะเป็อย่างนั้นจริงเหรอ?เขาไม่อยากมีคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยเวลาเดือดร้อนเลยหรือไง? สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวนะ”
“บ้านนี้มีลูกชายสาม ลูกสาวสอง ไห่ซ่านลูกชายคนรองที่ตายไปไม่ใช่ลูกคนโปรด...คนที่เป็ที่โปรดปรานจริงๆ คือคุณชายสาม ไห่หลัวซานเส้าแหยตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ดีที่ไหนสักแห่งในตึกตระกูลไห่แต่คงรู้ตัวแล้วล่ะว่าพี่รองตายและตนเองคงเป็รายต่อไป”
“อ้าว แต่ทำไมลูกชายคนโตต้องกำจัดคนอื่นด้วย?ไม่ใช่ว่าตัวเองใหญ่กว่าใครเพื่อนอยู่แล้วเหรอ?”
“จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึงแม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”
“ว้าย สุนทรภู่”ฉันไม่ได้ยินมาั้แ่สมัยประถมแล้วแฮะ
“ทำไมล่ะ? คนที่นี่ยกกวีสมัยราชวงศ์อะไรของเขาสารพัดมาอ้างเราคนไทยจะยกกวีไทยมากล่าวถึง ไม่เห็นผิดตรงไหน”เจินจูหัวเราะฮิฮะทิ้งตัวนั่งบนเตียงของตัวเองมันตั้งชิดกำแพงอีกฝั่งเราจึงอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ฉันยังประหม่า
“ไม่ผิด...” ฉันพูดกลบเกลื่อนดึงมุ้งลงมาจากเสาเตียง “ว่าแต่นายเอาแต่หัวเราะแบบนี้ ฉันชักขนลุกแล้วนะจะไม่อธิบายอะไรหน่อยเหรอ?”
“ไว้พรุ่งนี้ในงานก็เห็นเอง”
“พรุ่งนี้...สินะ ให้ตาย ต้องรออีกแล้ว”
เจินจูดึงผ้าห่มคลุมร่างและนอนตะแคงหันหน้าหนี
“ฝากดับไฟด้วยล่ะ คุณภรรยา”
“อ้าวเฮ้ย โยนงาน?!” ทั้งที่คนระริกระรี้จนนั่งไม่ติดเมื่อครู่ก็เขาเองแท้ๆ! แต่ฉันก็ไล่หรี่โคมในห้องจนมืดพอจะนอนได้แล้วถึงค่อยปีนขึ้นเตียง
“ชอบนอนเปิดไฟเหรอ?” เขาถาม
“อือ...เวลามืดสนิทแล้วชอบหลอนว่ามีอะไรอยู่ด้วยในห้อง”
“สิ่งที่อยู่ในห้องนี้นอกจากท่านก็มีแค่เราและแบคทีเรีย”
“ขอบใจ ช่วยได้มาก...แล้วนี่นายไม่รู้สึกอะไรกับการนอนห้องเดียวกับผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันได้สองวันเหรอ?”
“ท่านน่ะคิดมาก” เขาทำเสียงจิ๊จ๊ะ“เราไม่ทำอะไรท่านหรอก เพราะถึงเป็ภรรยาแต่หัวใจท่านไม่ได้รักเราแม้แต่น้อยกระซิก กระซิก”
“ไม่ต้องมากระซิกเลย...”ฉันยกผ้าห่มขึ้นปิดจมูก “อย่าให้ฉันจับได้ว่านายมาป้วนเปี้ยนใกล้เตียงฉันนะ”
“ไม่จับได้ก็พอสินะ อืมๆ”ฟังจบฉันก็หันไปถลึงตาใส่เขา เห็นว่าอีกฝ่ายพยายามกลั้นขำจนหน้าแดง“อะไรเล่าคุณภรรยา ไม่เชื่อใจกันขนาดนั้นเลย?”
“ไม่เชื่อไง!เงียบได้แล้ว ฉันจะนอน!”
“ราตรีสวัสดิ์”เขาพูดแล้วพลิกตัวตะแคงอีกข้าง ฉันเหลือบไปมองก็เห็นแผ่นหลังของเขาในแสงสลัว แล้วก็รู้ตัวว่าแอบมองเขาเสียนานเลยพลิกตะแคงอีกด้านข่มตาหลับบ้าง
ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ได้ยินเสียงเคาะเกราะดังแว่วมาฉันพลิกตัวก็ลืมตาโพลงเพราะนึกไม่ออกชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ที่ไหนพอนึกได้ว่ามานอนโรงเตี๊ยมเลยจะหลับต่อ ทว่ากลับเห็นเงาจากหัวเตียง
มองขึ้นก็เห็นเจินจูยืนอยู่ประตูระเบียงเปิด เขายืนเอามือไพล่หลังเหมือนคอยใครอยู่ฉันแกล้งทำเป็หลับแต่ประสาทหูตื่นเต็มที่ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้ไหวตัวทัน
ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงเบาเหมือนกระซิบดังมาจากระเบียง
“เจินเส้าแหย”
“เรียบร้อย?”
“เรียบร้อย”
“ประเสริฐพรุ่งนี้ในงานรับรองว่าได้ชมละครสนุกฉากหนึ่ง”
ไม่มีเสียงตอบ อีกฝ่ายคงจากไปแล้วฉันแอบลืมตาขึ้นก็ร้องเหวอ เด้งตัวจนเกือบตกเตียง เพราะใบหน้าเจินจูอยู่ห่างจากฉันไปไม่ถึงคืบ
“อะไรกัน ว่าจะลักหลับสักหน่อย ตื่นอยู่หรอกเหรอ?”
“ตะตื่นเพราะนายมาหายใจรดใส่หน้านั่นแหละ!”
“ขอโทษที่ทำให้ตื่นแล้วกัน”
“เออนี่...นายไม่ได้ทำอะไรอันตรายใช่ไหม?”ฉันอดถามไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงนอนไม่หลับไปทั้งคืน
“ไม่อันตรายสำหรับเรา...แต่สำหรับคนอื่นก็เป็อีกเื่”เขาพูดทิ้งปริศนาอีกครั้งจนฉันชักระอาคร้านจะเซ้าซี้ต่อเพราะเขาคงพูดจาวกวนไปเรื่อย “นอนได้แล้วพรุ่งนี้เรามีอะไรให้ทำมากมาย”
“เหรอ...” ไม่รู้ฉันเพลียเพราะเดินทางหรือไรแต่ก็หลับสนิทจนเช้า
อะไรมากมายที่เขาพูดถึง ก็คือการมาซื้อของ
“แพรผืนนี้งามยิ่งแต่ท่านคิดจริงหรือว่าผู้มีลูกตาผู้ใดจะยอมซื้อในราคาที่ท่านเสนอ?”เจินจูแขวะคนขายเข้าให้ อีกฝ่ายหน้าเสียก็รีบลดราคาพัลวัน เด็กหนุ่มผมขาวหัวเราะเสียงเบา“ข้าพเ้าเพียงหยอกล้อท่านเล่น ไม่ต้องร้อนตัว แต่นำผ้าผืนนั้นมาให้ข้าพเ้าชมดู”
“โอ สายตาอันยอดเยี่ยม!”คนขายชม “ผืนนี้มีราคาสูงที่สุดในร้าน”
“เท่าไหร่?” เจินจูถามแต่ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าเขาซื้อแล้ว คนขายพูดไม่ทันจบก็ตอบตกลง จ่ายเงินก่อนจะให้ทิปคนขายอีกเล็กน้อยและเดินเข้าร้านตัดเสื้อ
ฉันโดนจับวัดขนาดอย่างรวดเร็ว คนวัดดูรีบร้อนมากฉันถามเจินจูว่าวันเดียวจะทันเหรอ เขาแค่หัวเราะแล้วพาฉันเดินไปหลังร้าน
มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งฟังสัดส่วนต่างๆจากพนักงานร้าน เขามีใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา หลับตาพริ้มมือััชายผ้าที่เจินจูซื้อจากร้านก่อนหน้า ไม่นานเด็กหนุ่มผมขาวก็เอ่ยทัก
“เว่ยเกอเกอ”
“เสี่ยวจู ไม่ได้พบเสียนาน ท่านสบายดี?”
“สบายดี ท่านก็ยังสบายดีเช่นกัน”เจินจูเข้าไปบีบมือที่ถือกรรไกรอยู่ของอีกฝ่าย “ขออภัยที่ครานี้รีบร้อน”
“งานของตระกูลไห่ เราทราบมีลูกค้ามาตัดเสื้อผ้าแพรพรรณเพื่องานนั้นมากมาย เพิ่งตัดเสร็จสิ้นเมื่อครู่”
“เช่นนั้นยิ่งต้องขออภัยที่เพิ่มงาน”
“เราไม่ถือสาแค่นี้เล็กน้อยยิ่งกับที่ท่านเคยช่วยเหลือครอบครัวเราไว้” พูดจบช่างตัดเสื้อก็เริ่มทำงานโดยไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าใช้พลังวิเศษอะไร
“เว่ยเกอเกอ ข้าพเ้ามาบอกท่านด้วยว่าเอ้อ...” เจินจูดูขัดเขินขึ้นมาดื้อๆ เมื่อมองมาทางฉัน อะไรเนี่ยทั้งที่เขาเรียกฉันว่าภรรยามาหลายวันโดยไม่รู้สึกอะไรเลย มาเขินอะไรเอาป่านนี้
“เอ่อ...สวัสดีค่ะ ข้าชื่อเค่อฟ่าน”ฉันทักทายก่อน เจินจูกระแอมทีหนึ่ง
“นางเป็...”
“สตรีที่ท่านคบหาดูใจอย่างจริงจัง”คนที่เขาเรียกว่าเว่ยเกอเกอต่อประโยคให้และพูดต่อโดยไม่เปิดช่องให้เถียง“ขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัว ตัวเราแซ่เว่ยนามเชิงทัง เป็ช่างตัดเสื้อและอย่างที่เห็น เป็คนตาบอดผู้หนึ่ง กาลก่อนนี้ได้เงินก้อนจากกิจการของเสี่ยวจูช่วยไว้ยามเจ็บไข้”
“เล็กน้อยยิ่งนักไม่มีผู้ใดนึกขอบคุณบริษัทประกันหรอก เว่ยเกอเกอ”
“เงินก้อนที่ท่านจ่ายให้มากมายกว่าเบี้ยประกันนัก”เขาพูด เจินจูก็พูดอะไรไม่ถูกท่าทางเขาจะแพ้ทางคนที่ดูอารมณ์ดีและไม่มีใครทำร้ายได้แบบนี้สินะเว่ยเชิงทังดูเหมือนคนประเภทที่โดนโกงแล้วจะแค่ยักไหล่แล้วบอกว่า ‘ถือว่าบริจาคให้เขาไปเถอะ’ อะไรทำนองนั้น “และดูเหมือนท่านจะได้สตรีดีพร้อมที่เข้าใจท่าน”
“ก็พูดเกินไปค่ะ...” ฉันรีบปัด
“เราผู้แซ่เว่ยอาจตาบอดแต่ยังมองเห็นบางสิ่งได้กระจ่าง” ช่างตัดเสื้อพูดไปตัดไป“เราไม่ได้มืดบอดเสียทีเดียวเห็นทีกวาดตาทั่วแผ่นดินก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจเสี่ยวจูมากกว่าท่าน”
“อะไรกัน...ฉันไม่เข้าใจอะไรเขาเลยต่างหาก...” พอโดนน้ำเสียงจริงใจของอีกฝ่ายจู่โจมฉันก็เผลอพูดตามที่ใจคิดออกไป รีบมองหน้าเจินจูก็เห็นว่าเขาไม่ได้ชักสีหน้าอะไรเป็พิเศษคุยกับช่างตัดเสื้อต่อพักหนึ่งก็พาฉันออกมาเดินซื้อของกินข้างนอก
“ฉันพูดอะไรให้นายโกรธรึเปล่า?”
เจินจูกัดปาท่องโก๋คำหนึ่งค่อยพูด
“เปล่า ไม่ต้องคิดมากหรอก”เขาถอนหายใจเบาๆ “แต่ทำให้ฉันตระหนักอะไรหลายๆ เื่น่ะ”