แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงแผดเผาลงมา แต่เหงื่อกาฬที่ผุดพรายตามขมับกลับไม่ได้เกิดจากความร้อน หากแต่เกิดจากความกดดันที่ถาโถมในใจ แม่ทัพผู้เคยนำทัพนับหมื่นบุกตะลุยฝ่าวงล้อมศัตรูโดยไม่กะพริบตา บัดนี้กลับรู้สึกลังเลและหวาดหวั่นที่จะก้าวข้ามธรณีประตูบ้านของพ่อตา
เขาเคยตราหน้าเ้าของจวนนี้ว่าเป็กังฉินขายชาติ เคยดูถูกบุตรสาวของตระกูลนี้ว่าเป็สตรีแพศยา...
แต่แล้ววันนี้เขาจะต้องแบกหน้ามาขอขมาและขอความเมตตา
‘เพื่อลั่วเอ๋อร์... แค่นี้เ้าทำไม่ได้หรือหลี่หยาง?’
เขาถามตัวเองในใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปเคาะประตู
"ไปแจ้งใต้เท้าไป๋ ว่าหลี่หยางมาขอพบ"
บ่าวรับใช้หน้าประตูมองหน้าแม่ทัพใหญ่ด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปรายงาน ผ่านไปครู่ใหญ่ พ่อบ้านชราก็เดินออกมาด้วยท่าทีนอบน้อมแต่แฝงแววห่างเหิน
"เรียนท่านอ๋อง นายท่านแจ้งว่าตอนนี้กำลังงีบพักผ่อน ไม่สะดวกรับแขก ขอเชิญท่านกลับไปก่อนเถิดขอรับ"
คำปฏิเสธนิ่มนวลแต่ไล่ทางอ้อมเช่นนี้ หากเป็เมื่อก่อนหลี่หยางคงพังประตูเข้าไปแล้ว แต่ครานี้เขารู้ดีว่านี่คือบททดสอบ
"ไม่เป็ไร... ข้าจะรอ"
หลี่หยางกล่าวเสียงเรียบ เขาถอยหลังออกมาที่กลางลานหน้าประตูจวน สายตาคมกริบมองตรงไปยังเรือนหลักอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
ตุบ!
เขาทิ้งเข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นหินแข็งๆ ต่อหน้าธารกำนัลและบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมา หลังตั้งตรงสง่าผ่าเผยราวกับขุนเขา
"ข้า... หลี่หยาง จะคุกเข่ารออยู่ที่นี่ จนกว่าใต้เท้าไป๋จะเมตตาออกมาพบ!"
เวลาล่วงเลยผ่านไป จากบ่ายคล้อยสู่ยามเย็น แสงอาทิตย์ที่เคยแผดเผาเริ่มลาลับขอบฟ้า แทนที่ด้วยสายลมหนาวเหน็บยามค่ำคืน
หลี่หยางยังคงคุกเข่านิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แม้ขาจะชาจนเริ่มไร้ความรู้สึก และริมฝีปากจะแห้งผากจากการขาดน้ำ แต่เมื่อเทียบกับความเ็ปที่ไป๋ลั่วได้รับตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ความทรมานเพียงเท่านี้ช่างเล็กน้อยยิ่งนัก
กระทั่งดวงจันทร์ลอยเด่นกลางเวหา ประตูจวนก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เสนาบดีไป๋ซานเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ในมือถือถ้วยชาอุ่นๆ ใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยฉายแววเรียบเฉย ทว่าแววตากลับลึกล้ำยากจะคาดเดา
"โอ้... นี่ข้าตาฝาดไปหรือนี่?"
ไป๋ซานแสร้งทำเป็ใ
"แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ผู้ที่เคยชี้หน้าด่าข้ากลางท้องพระโรง เหตุใดจึงมานั่งคุกเข่าตากน้ำค้างอยู่หน้าบ้านข้าเยี่ยงสุนัขจนตรอกเช่นนี้เล่า?"
คำพูดเหน็บแนมนั้นเจ็บแสบ แต่หลี่หยางกลับก้มศีรษะลงโขกพื้นหนึ่งครั้ง
"ผู้น้อยหลี่หยาง... มาขอขมาท่านพ่อตาขอรับ"
"ท่านพ่อตา?" ไป๋ซานแค่นหัวเราะ "ข้าจำได้ว่าท่านเคยประกาศว่าการแต่งงานนี้เป็เื่น่ารังเกียจ และลูกสาวข้าเป็เพียงนางบำเรอขัดดอกมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดวันนี้ถึงกลับคำเสียเล่า?"
"เพราะข้าโง่เขลาและตาบอด..."
หลี่หยางเงยหน้าขึ้น สบตาชายชราด้วยความจริงใจและสำนึกผิด
"ข้าปล่อยให้อคติบังตา จนมองไม่เห็นเพชรล้ำค่าที่ท่านมอบให้ ข้าทำร้ายจิตใจนาง และล่วงเกินท่านไปมาก ข้าสมควรตาย"
ไป๋ซานมองดูลูกเขยที่ยอมลดศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้ เขาถอนหายใจยาว วางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็จริงจัง
"...หลี่หยาง เ้าคิดว่าข้าเป็คนขายชาติจริงๆ หรือ? เ้าคิดว่าข้าส่งลั่วเอ๋อร์ไปเพื่อเป็สายลับจริงๆ หรือ?"
หลี่หยางนิ่งเงียบด้วยความละอาย
"ข้าเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋น เ้าเป็ฝ่ายบู๊ เราอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในราชสำนัก..."
ไป๋ซานเดินเข้ามาใกล้ ก้มลงมองหน้าแม่ทัพหนุ่ม
"แต่ข้าก็เป็พ่อคน ข้ารักลูกสาวของข้ายิ่งกว่าชีวิต เ้าคิดว่าข้าจะกล้าส่งแก้วตาดวงใจของข้า เข้าไปอยู่ในกรงเล็บของพยัคฆ์ร้ายอย่างเ้า เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองงั้นรึ?"
ไป๋ซานส่ายหน้าช้าๆ
"ที่ข้ายอมยกนางให้เ้า ก็เพราะนางรักเ้า และเพราะข้ารู้ว่าเ้าเป็คนดี"
หลี่หยางเบิกตากว้าง "ท่านรู้..."
"ใช่ ข้ารู้เื่เมื่อสิบปีก่อน... วันที่ลั่วเอ๋อร์กลับมาจากป่าด้วยสภาพเือาบ นางกำพู่กระบี่ของเ้าไว้แน่น นางเล่าให้ข้าฟังถึงทหารหนุ่มผู้กล้าหาญที่ช่วยชีวิตนางไว้ ั้แ่วันนั้นนางก็เฝ้าติดตามข่าวคราวของเ้า ศึกษาตำรายาอย่างหนักเพื่อหวังจะไปเป็หมอทหารช่วยเ้าที่ชายแดน"
ไป๋ซานเอ่ยเสียงเครือ
"ข้าเห็นแก่ความรักมั่นคงของลูกสาว และเชื่อมั่นว่าวีรบุรุษที่เคยช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้ จะไม่มีวันรังแกภรรยาของตนเอง ข้าถึงยอมถวายฎีกาขอสมรสพระราชทานนี้ แต่ข้าคิดผิด... เ้าไม่เพียงแต่จำนางไม่ได้ แต่เ้ากลับข่มเหงนาง เหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความรักของนางจนป่นปี้! เ้ารู้หรือไม่ว่ายามที่ข้าส่งคนไปไถ่ถาม หรือแม้แต่ในจดหมายที่นางแอบส่งมา นางเขียนว่าอย่างไร?"
น้ำเสียงของชายชราสั่นสะท้านด้วยความผิดหวังและความโกรธเคือง
"นางไม่เคยปริปากบ่นโทษเ้าเลยแม้แต่ครึ่งคำ! แม้เ้าจะข่มเหงนางจนบอบช้ำอย่างหนักปางตาย …แต่นางก็กลับปกปิดร่องรอยเ่าั้ไว้อย่างมิดชิด มิให้ข้ารู้ความจริง นางยอมกลืนเืลงท้อง ยอมทิ้งศักดิ์ศรีให้เ้าเหยียบย่ำ ยอมเป็ที่รองรับอารมณ์ให้เ้าข่มเหงจนหนำใจ เพียงเพราะนางรู้ว่ามีแค่นางคนเดียวที่จะเป็ยาถอนพิษให้เ้าได้!"
"...."
ไป๋ซานชี้หน้าหลี่หยาง นิ้วมือสั่นระริก
"ในเมื่อเ้าดูแลนางไม่ได้ ก็คืนลูกสาวข้ามา! พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับนางกลับ! ใบหย่าข้าจะเขียนรอไว้ให้!"
"ไม่!"
หลี่หยางะโสวนทันควัน เขาลุกพรวดขึ้นยืนแม้ขาจะเซเล็กน้อย คว้ามือของพ่อตาไว้แน่น
"ข้าไม่คืน! ข้าไม่มีวันหย่านาง!"
"เ้ายังมีหน้ามาปฏิเสธอีกหรือ! เ้าทำร้ายนางถึงเพียงนั้น!"
"ข้ารู้ว่าข้าผิด... ข้ารู้ว่าข้าเลวทราม..."
หลี่หยางเอ่ยเสียงหนักแน่น แววตาลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ายิ่งกว่าไฟา
"แต่ข้ารักนาง ข้ารักลูกสาวของท่าน! และข้าเพิ่งรู้ตัวว่าขาดนางไม่ได้!"
เขาคุกเข่าลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็การคุกเข่าเพื่อร้องขอโอกาส
"ท่านพ่อตา ...ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง ข้าสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ข้าจะใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ชดใช้ให้นาง จะดูแลนาง เยียวยานาง และรักนางยิ่งกว่าชีวิตของข้าเอง"
หลี่หยางเงยหน้าขึ้น จ้องตาไป๋ซานเขม็ง ก่อนจะเอ่ยคำสัตย์ปฏิญาณที่ะเืเลือนลั่น
"และหากวันใดที่ไป๋ลั่วต้องเ็ปเพราะข้าอีกแม้แต่ปลายเล็บ หรือหากข้าทำให้นางต้องหลั่งน้ำตาเพราะความเสียใจอีกแม้แต่หยดเดียว ...ขอให้ท่านส่งคนมาเผาข้าให้ตายทั้งเป็! เผาจวนแม่ทัพของข้าให้วอดวายไปพร้อมกับร่างไร้ิญญาของข้าได้เลย! ข้าหลี่หยาง ยินดีรับโทษทัณฑ์นั้นโดยไม่โต้แย้ง!"
คำสาบานที่เดิมพันด้วยชีวิตและตระกูล ทำให้ไป๋ซานนิ่งอึ้งไป เขาเห็นเงาสะท้อนของทหารหนุ่มผู้กล้าหาญในอดีตซ้อนทับอยู่ในแววตาของชายตรงหน้า แววตาของคนที่พร้อมจะปกป้องสิ่งสำคัญด้วยชีวิต
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดไป๋ซานก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ที่เกร็งเขม็งผ่อนคลายลง
"จำคำพูดของเ้าไว้ให้ดี ...ท่านแม่ทัพ"
ชายชรายื่นมือไปตบไหล่ลูกเขยเบาๆ
"ลั่วเอ๋อร์เป็คนใจแข็งแต่เปราะบาง... หากเ้าทำลายโอกาสครั้งสุดท้ายนี้ เ้าจะไม่มีวันได้เห็นหน้านางอีกตลอดกาล... กลับไปซะ ไปทำให้นางเห็นว่าเ้ารักนางจริงๆ"
หลี่หยางยิ้มกว้างทั้งน้ำตา เขาโขกศีรษะคารวะพ่อตาอย่างสุดซึ้ง
"ขอบคุณท่านพ่อตา! ขอบคุณที่เมตตา!"
แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไม่มีความเ็ปที่เข่าเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงพลังใจที่เปี่ยมล้น เขาหันหลังวิ่งกลับไปที่ม้าคู่ใจ ควบทะยานฝ่าความมืดกลับไปยังจวนแม่ทัพ เพื่อไปหาดวงใจของเขา...