บทที่ 16 จงรักภักดีต่อแผ่นดิน
"ฝ่าาก็ลำบากพระทัยนัก บ้านเมืองเพิ่งจะสงบ ไหนเลยจะมีเงินทองในท้องพระคลัง อีกทั้งยังมีหลายแคว้นที่ยังไม่สงบ พวกชนเผ่าก็คอยรุกราน ฝ่าาแม้มีพระทัย แต่ก็ยังไร้กำลัง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทรงให้ความสำคัญกับกองทัพทิศเหนือก่อนเสมอ"
ฮูหยินช่วยพูดแทนฮ่องเต้หลายประโยค ทำเอาฉู่เฟิงเลิกบ่นไปโดยปริยาย
"ถ้าอย่างนั้นจะให้ท่านลุงไปเพราะเหตุใดขอรับ ข้าทำเองก็ได้ ยิ่งคิดข้ายิ่งรู้สึกว่าท่านพี่ใหญ่จงใจเล่นงานข้า ถึงได้เกือบเอาชีวิตข้าไป ครานี้แม้ข้าจะไม่เอาคืน เพราะไม่อยากให้ท่านแม่เสียใจ แต่ข้าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเขาอีก ส่วนท่านตาและครอบครัว ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลพวกเขาเหมือนเดิมขอรับ"
ฉู่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะรู้ดีว่าท่านพี่ใหญ่มีปัญหา ทั้งยังเป็คนฆ่าเ้าของร่างเดิม! ถึงอย่างไรก็เป็ถึงพี่น้องกัน จะฆ่ากันเพราะเื่แค่นี้เชียวหรือ?
เดิมทีเขาคิดว่าฮูหยินต้องเข้าข้างท่านพี่ใหญ่เป็แน่ แต่นางกลับพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่ของเ้าคิดไม่ซื่อ แม่กับพ่อเ้าปรึกษากันแล้ว หากเ้าฟื้นขึ้นมาไม่ได้ เขาไม่มีทางรอดไปได้แน่!"
ฉู่เฟิงโผเข้ากอดฮูหยินทันที คงเป็ความคับข้องใจของเ้าของร่างเดิมที่อัดอั้นมานาน
"ฮือ ๆ" เขาปล่อยโฮออกมา น้ำตาไหลรินเปียกชุ่มเสื้อมารดา
สุดท้าย ฮูหยินก็เลือกสาวใช้ที่ไว้ใจได้หกเจ็ดคน ให้ฉู่เฟิงสอนวิธีทำเกลือให้
วิธีการทำเกลือบริสุทธิ์นี้ไม่ยาก อีกทั้งสาวใช้ล้วนเป็คนเรียนรู้ไว ลองทำเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำเกลือบริสุทธิ์ได้ถึงสามไห ทุกคนต่างก็เข้าใจวิธีทำเป็อย่างดี
ยามบ่ายคล้อย เมื่อฉู่เฟิงกลับถึงเรือน ก็พบว่าถุงมือสามคู่ที่สั่งเยว่เอ๋อร์ทำนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม้แต่เกือกม้าและโกลนก็ถูกติดตั้งบนหลังอาชาเรียบร้อย นับว่าถูกใจเขายิ่งนัก
"คุณชาย ตอนนี้ผู้คนยังบางตา ท่านน่าจะลองควบม้าออกไปสักรอบ ลองใช้เ้าแผ่นเหล็กนั่นดูเ้าค่ะ" เสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว
แท้จริงนางได้ยินช่างตีเหล็กที่มาติดเกือกม้าให้ บรรยายสรรพคุณของเกือกม้าต่าง ๆ นานา พร้อมทั้งยกย่องความคิดอันเฉียบแหลมของฉู่เฟิง จนใจของนางคันยุกคันยิกอยากรู้อยากเห็น
"เช่นนั้นก็ไปกันเถิด ขึ้นม้า!" ฉู่เฟิงรับบังเหียนมาอย่างรวดเร็ว สอดเท้าข้างเดียวเข้าไปในโกลน แล้วะโขึ้นไปบนหลังม้าอย่างง่ายดาย
แม้แต่เยว่เอ๋อร์ก็ยังเอ่ยชมว่า "คุณชาย โกลนนี่ช่างมีประโยชน์ยิ่งนัก มีมันแล้ว พวกขุนนางผู้งุ่มง่ามทั้งหลายก็ไม่ต้องเหยียบหลังคนรับใช้ขึ้นม้าอีกต่อไป"
ในไม่ช้า ม้ารูปงามทั้งสี่ก็พุ่งทะยานออกไปจากจวน ทิ้งให้หลิงเอ๋อร์ผู้โศกเศร้ายืนอยู่เพียงลำพัง แม้ในใจอยากติดตามฉู่เฟิงไปด้วยเพียงใด แต่นางกลับขี่ม้าไม่เป็!
เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังก้อง ฉู่เฟิงรู้สึกได้ว่าหากต้องต่อสู้กับหลี่ฮุย การเอาชีวิตรอดคงไม่ใช่ปัญหา และอาจมีโอกาสชนะอยู่บ้าง
ในขณะที่ซวงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ กำลังมองดูเกือกม้าด้วยความสงสัย
"คุณชาย แผ่นเหล็กที่อยู่้านั่น ม้าไม่เจ็บเท้าบ้างหรือเ้าคะ"
เสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ได้ "แผ่นเหล็กอันนี้ มิเพียงแต่ไม่ทำให้ม้าเ็ป กลับกันยังสามารถปกป้องกีบเท้าของมันได้ดียิ่งขึ้น เ้าไม่รู้สึกหรือว่าเวลานี้มันช่างร่าเริงยิ่งนัก"
ขณะที่เอ่ย ฉู่เฟิงก็ควบม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
พวกนางรีบเร่งตามไป เวลานี้เองจึงได้ตระหนักว่า ฝีมือการขี่ม้าของคุณชายช่างสูงส่งยิ่งนัก ท่วงท่ามั่นคงราวกับขุนเขา! แม้กระทั่งในยามควบม้าอย่างรวดเร็วยังสามารถหันกลับมามองพวกนางได้อีก!
หากเป็เมื่อก่อน ม้าวิ่งเร็วเช่นนี้ คุณชายคงเกร็งตัวนอนราบไปกับหลังม้า กำสายบังเหียนแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
ทว่าบัดนี้ เขาไม่เพียงแต่ไม่นอนราบลงไป กลับยังส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น ราวกับเป็เพลงที่ไพเราะยิ่ง "กีบม้ามุ่งสู่ใต้ มองไปทางเหนือ ฝุ่นฟุ้งกระจาย ข้าปรารถนาเพียงปกป้องผืนแผ่นดิน สร้างชาติบ้านเมืองให้ยิ่งใหญ่ ให้ทั่วทุกสารทิศได้ประจักษ์… ควันไฟลุกโชน มองไปทางเหนือ ธงัโบกสะบัด ม้าร้องลั่น ดาบคมกริบดุจน้ำค้างแข็ง..."
"พี่หญิง ฝีมือการขี่ม้าของคุณชายดูเหมือนจะไม่ด้อยไปกว่าพวกเราเลย เขาร้องเสียงดังก้องด้วยเ้าค่ะ ช่างน่าเกรงขาม นี่มันบทเพลงอะไรกันหรือไร เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"
เยว่เอ๋อร์ผู้หลงใหลในเสียงดนตรีเอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ได้
ซวงเอ๋อร์มองดูเงาหลังของฉู่เฟิงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางรู้สึกว่าในขณะนี้ เขาช่างมีความองอาจจริง ๆ!
พวกเขาขี่ม้ากันมา เร่งฝีเท้าไปยังสนามซ้อมนอกเมืองจนกระทั่งหยุดลง
ฉู่เฟิงหยุดม้าอย่างง่ายดาย เขามองดูแม่น้ำที่แห้งขอดทางซ้ายของสนามซ้อมและเอ่ยเบา ๆ “แม่น้ำแห้งแห่งนี้ เป็สถานที่ฝึกขี่ม้าที่ดีจริง ๆ”
"คุณชาย ห้ามเข้าไปวิ่งม้าในแม่น้ำอย่างเด็ดขาดนะเ้าคะ ในแม่น้ำนั้นเต็มไปด้วยก้อนหินที่มีหนามแข็ง อาจทำให้เท้าของพวกมันาเ็ได้!” ซวงเอ๋อร์รีบกล่าว
แต่ฉู่เฟิงกลับหัวเราะ “ฮ่า ๆ ๆ เ้าคิดว่าม้าของข้าจะกลัวโดนหนามแทงหรือ?”
พูดจบ เขาก็ขี่ม้ากระโจนลงไปในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยก้อนหินหนาม
เพราะแม่น้ำแห้งไปนานแล้ว แม้หนามจะแ่า แน่นอนว่าม้าของเขาแข็งแกร่งมากเช่นกัน
“พวกเ้ายืนดูอยู่ที่นี่ก็พอ ข้าจะวิ่งม้าสักรอบ”
เมื่อเสียงของฉู่เฟิงดังขึ้น ม้าศึกก็พุ่งเข้าสู่แม่น้ำ
ในสายตาที่ตกตะลึงของสามพี่น้อง ม้าของฉู่เฟิงพุ่งทะยานไป ข้ามหินแม่น้ำ ปรากฏเป็ประกายไฟ และเมื่อเหยียบหนามแข็ง จนหินหนามกระจายเป็เศษเล็ก ๆ โดยที่กีบม้าไม่มีความเสียหายเลย!
"พี่หญิง คุณชายคิดค้นเกือกม้านี้ขึ้นมา ช่างเป็สิ่งที่วิเศษเสียจริง สามารถปกป้องกีบม้าได้เยี่ยมยอด หากม้าศึกทุกตัวได้สวมใส่เช่นนี้ จะไม่กลายเป็กีบเหล็กแท้หรือ? เป็ไปได้หรือไม่ว่า คุณชายทำเป็แสร้งไม่รู้วิชา เพื่อหลอกลวงผู้คนมาตั้งนานแล้ว?"
เย่วเอ๋อร์เอ่ยถามโดยไม่อาจยับยั้งใจ
"ข้าเคยได้ยินท่านเ้าเมืองพูดว่า ม้าศึกที่ตายในสนามรบ แท้จริงแล้วมีไม่ถึงครึ่ง ส่วนมากการสูญเสียม้าศึกนั้นเกิดจากกีบม้าสึกหรอ หากคุณชายบอกเื่เกือกม้านี้แก่ท่านเ้าเมือง ท่านคิดว่าท่านเ้าเมืองจะดีใจจนนอนไม่หลับหรือไม่?"
ซวงเอ๋อร์กล่าวเบา ๆ
นางมองม้าศึกที่วิ่งผ่านลำธาร ในใจเต็มไปด้วยความปั่นป่วน เดิมทีที่แท้คุณชายเก่งกาจเพียงนี้ แต่เขาก็ช่างเ้าชู้นัก ทั้งจูบนางและัันาง...
"ข้าเข้าใจแล้ว! ไม่แปลกใจเลยที่คุณชายอยู่บนหลังม้าแล้วตัวมั่นคงนัก ดูที่เท้าของเขาสิ ที่เหยียบตรงนั้นช่วยให้คุณชายใช้แรงจากเท้าได้ดี ทำให้ตัวไม่โยกเลย"
เสวี่ยเอ๋อร์ร้องออกมา
ฉู่เฟิงยังคงขี่ม้าไปพร้อมกับใช้เท้าเหยียบอากาศ พลางจินตนาการถึงคุณสมบัติพิเศษของโกลนม้า"
เมื่อกลับถึงจวนเ้าเมือง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ซวงเอ๋อร์เร่งรุดไปหาฮูหยินโดยไม่ทานอาหารค่ำก่อน
"เกือกม้าและที่โกลนม้าที่คุณชายคิดค้นขึ้นนั้น ช่างสำคัญสำหรับทหารม้าจริง ๆ"
แต่เมื่อเยว่เอ๋อร์รับประทานอาหารเย็นเสร็จ กลับถูกฉู่เฟิงเรียกไว้ ฉู่เฟิงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ ยื่นถุงมือคู่หนึ่งให้กับนาง แล้วกล่าวว่า "มาสิ ใส่ถุงมือนี้ แล้วไปที่ลานฝึกซ้อมกันสักครา"
"คุณชาย ลานฝึกซ้อมไม่ได้มีตะเกียงน้ำมันมานานแล้ว ตอนกลางคืนมองไม่เห็นอะไรเลย ข้าอยากจะขอให้คุณชายเขียนเพลงที่ท่านร้องระหว่างขี่ม้าให้ข้าหน่อย เพลงนั้นทำให้ข้ารู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก"
เยว่เอ๋อร์พูดด้วยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าสวยของนาง
"ฮ่าฮ่า เยว่เอ๋อร์นี่รู้เื่จริง ๆ แต่ข้าต้องร้องก่อนสักรอบหนึ่งเพื่อให้จำเนื้อเพลงได้ทั้งหมด เ้าไม่รังเกียจเสียงที่ไม่ไพเราะของข้าใช่หรือไม่?" ฉู่เฟิงอารมณ์ดี
การเดินทางที่ยาวนานในแผ่นดินต้าเหลียง ทำให้การได้ร้องเพลงให้หญิงงามฟังนับเป็เื่ที่น่าสนุกทีเดียว
ไม่นานหลังจากนั้น หลิงเอ๋อร์และเสวี่ยเอ๋อร์ก็เข้ามาร่วมวงด้วย ทำให้ฉู่เฟิงอยากจะร้องเพลงมากขึ้น เพราะหญิงสาวที่สวยงามเหล่านี้ ต่อไปจะเป็คนของเขาแน่แท้!
ดังนั้น ภายใต้สายตาของพวกนาง ฉู่เฟิงจึงกระแอมเสียงเบา ๆ แล้วจู่ ๆ ก็กล่าวถามว่า "เยว่เอ๋อร์ เ้าเข้าใจเื่ดนตรีและสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หรือไม่?"