ขณะนั้น เป็เวลา 9 นาฬิกาปรกติเป็เวลาที่เธอถึงบริษัทแล้ว สำหรับการทำงานครึ่งวันในเช้าวันเสาร์แต่ขณะนี้มันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างหนักหน่วงอยู่ในอกจนเธอคิดอะไรไม่ออกนอกจากเื่ที่ทนายความประจำตระกูลได้โทรศัพท์มาหาเมื่อตอนต้นสัปดาห์
เธอเดินกลับมาที่รถสปอร์เช่ซึ่งจอดไว้ใกล้ชายหาดและขึ้นขับตรงไปยังตู้โทรศัพท์เมื่อค้นหาเศษเหรียญได้แล้วก็หมุนหมายเลขของบริษัท
“เอมี่...นี่คุณนายแชนดเลอร์พูดนะ” เธอเอื้อมไปปิดประตูตู้โทรศัพท์ เพื่อป้องกันเสียงรถที่ผ่านไปมาแทรกเข้าไปในสาย“เช้านี้ฉันเห็นจะไม่เข้าบริษัทละนะแต่ฉันสั่งงานไว้ในดิคเตโฟนแล้วอยากให้เธอช่วยจัดการพิมพ์ให้เรียบร้อยเสียตอนเช้านี้เลย”
“ดิฉันลงมือแล้วค่ะ” เลขานุการสาวตอบมา
“ดีมาก พอพิมพ์เสร็จ เธอก็ช่วยเอาวางไว้ให้บนโต๊ะฉันก็แล้วกันแล้วก็กลับบ้านได้”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ คุณนายแชนดเลอร์” น้ำเสียงของ เอมี่ เวนท์เวิร์ธบอกความดีใจ
“งั้น แล้วเราค่อยพบกันวันจันทร์นะ”ดิน่าพูดเป็คำสุดท้ายก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์ลง
เธอเดินกลับมาขึ้นรถสปอร์ตอีกครั้ง และขับมุ่งไปยังอู่เรือซึ่ง ณที่นั้นมีเรือใบของเบลคจอดทิ้งไว้ ดิน่าจอดรถลงตรงหน้าบริเวณสำนักงานเล็กๆ มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ในเก้าอี้หน้าสำนักงานแห่งนั้น
เขานั่งอยู่ในลักษณะที่ขาหน้าของเก้าอี้ยกลอยขึ้นเหลือแต่เพียงขาหลังสองขาที่รองรับอยู่มือทั้งสองกอดอกไว้ หมวกกัปตันถูกดึงหรุบลงปิดบังใบหน้าเหลือเพียงครึ่งเหนือคางสองชั้นคือหนวดเคราที่เริ่มเป็สีขาวแล้ว
ดิน่าะโลงจากรถส่งยิ้มให้ผู้ชายคนนั้นซึ่งเธอไม่เคยเห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปเลยในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ กัปตัน ตาเต้”
เสียงขาเก้าอี้กระทบพื้นดังกึก ฝ่ามือใหญ่ๆ เอื้อมไปปัดหมวกให้เลื่อนขึ้นไปทางเื้ัดวงตาคู่สีเทา จ้องมองเธออย่างใจลอยเป็ครู่ กว่าที่เขาจะจำเธอได้
“โอ...สวัสดีครับ มิส แชนดเลอร์” เขาลุกขึ้นยืนดึงขอบกางเกงสีซีดๆ ขึ้นบังพุงไว้
“ไม่ได้เจอกันเสียตั้งนาน สบายดีหรือคะ”
“สบายดีมากครับ มิส แชนดเลอร์...สบายมากทีเดียว” เ้าของอู่เรือส่งยิ้มมาให้อย่างปลาบปลื้มที่คุณนายแชนดเลอร์มาพบเขาถึงที่“สงสัยคุณนายจะมาทำความสะอาดเรือ สตาร์พิช อีกล่ะสินะครับ ผมรู้สึกไม่สบายใจเลยเมื่อทนายความของคุณนายมาบอกผมว่า คุณนายจะให้เช่าเรือลำนั้นเสียแล้ว”
“อ๋อ...ใช่” รอยยิ้มของดิน่าเจื่อนลง การที่เธอจะให้เช่าเรือลำนี้ไปเสียเปรียบเสมือนเธอได้ตัดสายใยเส้นสุดท้ายที่ผูกพันอยู่ระหว่างตัวเธอกับเบลคลง“แต่ถึงยังไงมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเรือไว้เปล่าๆ อย่างนี้โดยไม่เอาออกใช้เลย”
“มันเป็เรือชั้นหนึ่งจริงๆ นะครับ” กัปตัน ตาเต้ยืนยันเขาก้าวล่วงธรณีประตูสำนักงาน เอื้อมมือเข้าไปหยิบกุญแจ “ใครจะรู้ สักวันหนึ่งคุณนายอาจจะอยากเก็บเรือลำนี้ไว้ใช้เองก็ได้”
ดิน่าเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณก็รู้นี่ กัปตันตาเต้ว่าฉันเป็นักเดินเรือที่แย่ที่สุดถ้าขืนให้ลงเรือละก็เป็ต้องกินยาแก้เมากันเป็ขวดๆ เลย แค่เรือเดินเครื่องฉันก็ลงมือเมาคลื่นเสียแล้ว”
จ้องมองเธออย่างใจลอยเป็ครู่ กว่าที่เขาจะจำเธอได้
“โอ...สวัสดีครับ มิส แชนดเลอร์” เขาลุกขึ้นยืนดึงขอบกางเกงสีซีดๆ ขึ้นบังพุงไว้
“ไม่ได้เจอกันเสียตั้งนาน สบายดีหรือคะ”
“สบายดีมากครับ มิส แชนดเลอร์...สบายมากทีเดียว”เ้าของอู่เรือส่งยิ้มมาให้อย่างปลาบปลื้มที่คุณนายแชนดเลอร์มาพบเขาถึงที่“สงสัยคุณนายจะมาทำความสะอาดเรือ สตาร์พิช อีกล่ะสินะครับผมรู้สึกไม่สบายใจเลยเมื่อทนายความของคุณนายมาบอกผมว่าคุณนายจะให้เช่าเรือลำนั้นเสียแล้ว”
“อ๋อ...ใช่” รอยยิ้มของดิน่าเจื่อนลง การที่เธอจะให้เช่าเรือลำนี้ไปเสียเปรียบเสมือนเธอได้ตัดสายใยเส้นสุดท้ายที่ผูกพันอยู่ระหว่างตัวเธอกับเบลคลง“แต่ถึงยังไงมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเรือไว้เปล่าๆ อย่างนี้โดยไม่เอาออกใช้เลย”
“มันเป็เรือชั้นหนึ่งจริงๆ นะครับ” กัปตัน ตาเต้ยืนยัน เขาก้าวล่วงธรณีประตูสำนักงานเอื้อมมือเข้าไปหยิบกุญแจ “ใครจะรู้ สักวันหนึ่งคุณนายอาจจะอยากเก็บเรือลำนี้ไว้ใช้เองก็ได้”
ดิน่าเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณก็รู้นี่ กัปตันตาเต้ว่าฉันเป็นักเดินเรือที่แย่ที่สุดถ้าขืนให้ลงเรือละก็เป็ต้องกินยาแก้เมากันเป็ขวดๆ เลย แค่เรือเดินเครื่องฉันก็ลงมือเมาคลื่นเสียแล้ว”
“ไม่อย่างนั้นคุณนายก็หลับ” กัปตันตาเต้พูดล้อๆ ไอออกมาเบาๆ “ผมยังไม่เคยลืมเื่นั้นเลยนะครับตอนที่เบลคอุ้มคุณนายลงจากเรือที่คุณนายหลับสนิทเลยนั่นน่ะแล้วเขาก็มาเล่าให้ผมฟังในตอนหลังว่าคุณนายไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง”
“และถ้าคุณจำได้ก็คงจะรู้ว่านั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาชวนฉันออกไปเล่นเรื่อ”เธอเอื้อมไปรับกุญแจที่เขาส่งมาให้ มีความรู้สึกปวดร้าวปลาบแปลบอยู่ในอกพยายามจะปัดความคิดทั้งหลายในยามนี้ออกไปจากใจให้หมด
“คุณนายอยากจะให้ผมช่วยขนย้ายอะไรจากบนเรือบ้างไหมครับ”กัปตันสูงอายุแสดงน้ำใจ
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ” เธอนึกไม่ออกว่าคนสองคนจะเข้าไปอยู่ด้วยกันในห้องเคบินเล็กๆ นั้นได้อย่างไรโดยเฉพาะตาเต้มีรูปร่างอ้วนใหญ่ขนาดนี้“ฉันทำเองได้”
“ครับ แต่ถ้าคุณนาย้าความช่วยเหลือละก็ะโเรียกผมได้เลยนะครับ”กัปตันตาเต้บอก “เรือจอดอยู่ที่ไหนคุณนายทราบแล้วใช่ไหมครับ”
“ค่ะ รู้แล้ว” จากนั้นดิน่าก็เดินออกจากสำนักงานตรงไปยังเรือที่จอดไว้
เสากระโดง ซึ่งมีทั้งยาว, สั้นและขนาดความสูงปานกลาง ยืนเด่นระเกะระกะขนานอยู่กับแนวท่า ใบเรือถูกม้วนไว้ เรือทุกลำจอดสงบอยู่เหนือผืนน้ำที่ราบเรียบทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความทรงจำแม้ว่าเธอแทบ จะไม่มีความสุขเลยที่จะตามเบลคออกไปเล่นเรือและเคยเมาคลื่นอย่างหนักถึงสองครั้งสองหนดิน่ามักจะมารอการกลับของเขาอยู่ที่อู่แห่งนี้ แต่เบลคก็จะไม่มีโอกาสได้กลับมาหาเธออีกแล้ว
ตัวอักษรที่เขียนคำว่า “สตาร์ฟิช”โดดเด่นอยู่เหนือลำเรือที่ฉาบไว้ด้วยสีขาว ดิน่าหยุดชะงักอยู่กับที่รู้สึกตีบตันขึ้นมาในลำคอ แต่แล้วเธอก็ดุตัวเองก่อนที่จะก้าวขึ้นไปบนเรือลำนั้นดาดฟ้าเต็มไปด้วยบรรยากาศของความหม่นหมอง ราวทองเหลืองที่เบลคเคยขัดถูให้เงาเด่นเป็ประกายอยู่เสมอบัดนี้ไร้ชีวิตจิตใจโดยสิ้นเชิง
มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเฝ้าบอกตัวเองว่าเธอไม่ควรจะรอเวลาให้เนิ่นนานไปกว่านี้ที่จะทำอะไรบางอย่างลงไปกับเรือลำนี้เพราะยังมีอะไรอื่นที่สำคัญกว่ารอการตัดสินใจในเวลาอันจำกัดอยู่ รวมทั้งเื่ทรัพย์สินต่างๆของเบลคที่จะต้องจัดการ เนื่องจากการหายสาบสูญไปของเขาซึ่งการหายตัวไปของเขาเป็เวลานานเช่นนี้ได้รับการอนุมานว่า บัดนี้เขาได้ตายไปแล้วและเนื่องจากยังมีเื่ทรัพย์สินค้างคาอยู่ เรือลำนี้จึงยังขายไม่ได้จนกว่าศาลจะสั่ง
เรือลำนี้ถูกจอดทิ้งไว้นับแต่วันที่เขาหายตัวไปทุกสิ่งทุกอย่างบนเรือยังอยู่ในสภาพเดิมหลังจากการนำเรือออกทะเลเที่ยวสุดท้ายของเขาดิน่าเปิดกุญแจห้องเคบินและลงไปยังห้องชั้นล่างถึงเวลาที่จะต้องจัดเก็บข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างของเขาแล้ว เจค สโตนทนายความประจำตระกูลได้ตัดสินใจว่า เรือลำนี้ควรจะให้เช่าไปเสียแม้ว่าในขณะนี้จะยังขายไม่ได้ก็ตามอย่างน้อยก็ยังเป็การลดค่าบำรุงรักษาและป้องกันความชำรุดเสียหายอันจะเกิดจากการที่เรือไม่ได้ถูกนำออกมาใช้
ในตอนแรกดิน่ามีความคิดว่าเธออาจจะว่าจ้างใครสักคนหนึ่งให้มาจัดเก็บข้าวของทั้งหลาย และทำความสะอาดเรือลำนี้เสียนั่นเป็ความคิดที่ผ่านเข้ามาในสมองตอนที่ทนายความโทรศัพท์มาแจ้งให้เธอทราบเมื่อตอนต้นสัปดาห์ว่า บัดนี้ศาลได้อนุญาตให้เช่าเรือลำนี้ได้ แต่ขณะนี้เธอได้มาอยู่ที่นี่และมีงานอีกมากมายรออยู่ต่อหน้า