|บทที่ ๓| ไม่ต้องสนใจมาดัดนิสัยข้าดอกบานเย็น ข้ามันลูกทุ่งเอ็งก็คงเห็น ข้าเป็แค่คนชาวนา
มื้ออาหารค่ำวันนี้แปลกชอบกล ในความรู้สึกของคนแปลกถิ่นอย่างเดซี่ ซึ่งโดยปกติแล้ว เดซี่ถ้าไม่นั่งกินตามลำพังคนเดียว ก็อาจจะนั่งกินกับเพื่อน เพราะแดดดี๊กับหม่ามี้ไม่ค่อยให้เวลากินข้าวด้วย เดซี่จึงเหงาจนชิน แต่ค่ำคืนนี้บรรยากาศมื้ออาหารช่างอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะมีทั้งนายชด นางแย้ม ชวนชม เดซี่เดินมานั่งลงอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่ยังเก้าอี้ว่างตรงหัวโต๊ะ ท่ามกลางสีหน้าล่อกแล่กเจือตื่นใของทุกคน ชวนชมพลันร้องทักท้วงขึ้นเสียงหลงว่า..
“ตรงนั้นนั่งไม่ได้นะคะ”
เดซี่สปริงก้นตัวเองเด้งขึ้นจากเก้าอี้อย่างไว “ทำไม?”
“ตรงนั้นที่นั่งของคุณเสือ” ชวนชมพูดไม่ทันจบคำ เ้าของชื่อก็เดินตัวสูงทะมึนเข้ามา สายตาคมเข้มของเขามองเดซี่
แต่เขาเอ่ยขึ้นกับชวนชมว่า “ไม่เป็ไร ไม่ได้มีใครเป็เ้าของเก้าอี้ตัวไหนหรอก ใครอยากนั่งตรงไหนก็นั่งเถอะ”
เดซี่แบะปากใส่ชายหนุ่ม พลางบอก “เชิญนายนั่งไปเถอะ ฉันไม่ชอบนั่งทับรอยใคร” แล้วเธอก็ย้ายก้นไปนั่งเก้าอี้ว่างถัดจากชวนชมแทน ชายหนุ่มไม่ตอบโต้อะไร นั่งลงตรงที่นั่งหัวโต๊ะด้วยท่าทีปกติ เดซี่แม้จะปั้นหน้ายิ้มๆ แต่แอบคิดอย่างหมั่นไส้พร้อมผูกใจเจ็บ ... เชอะ! ทำเป็มานั่งหัวโต๊ะ คิดจะวางอำนาจบาตรใหญ่ คอยดูนะ ถ้าพินัยกรรมคุณปู่คุณย่าเปิดออกมาเมื่อไหร่ นายเตรียมตัวจ๋อยเอาไว้เลย!
พอทุกคนพร้อมแล้ว นางแย้มก็ทำหน้าที่ตัวแทนหมู่บ้าน เอ่ยจาระไนถึงบรรดาอาหารค่ำที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
“นี่แกงผักหวานไข่มดแดงค่ะคุณหนู ส่วนนี่ก็ลาบแซ่บไข่มดแดง แล้วยังมีไข่เจียวไข่มดแดง...” นางพูดด้วยสีหน้าชื่นมื่น ส่วนเดซี่มองตามอย่างรู้สึกพะอืดพะอม เพราะสำหรับคนระดับเธอ ปกติเคยกินแต่อาหารระดับเชฟประจำตระกูลคอยทำให้กิน หรือไม่ก็ต้องเป็อาหารในโรงแรมหรือภัตตาคารหรูๆ แต่บัดนี้ อาหารบนโต๊ะแต่ละอย่างช่างหน้าตาแปลกประหลาดไม่น่ารับประทานเอาเสียเลย
เห็นคุณหนูเดซี่ทำหน้าแหยงๆ เหมือนไม่กล้ากิน นางแย้มจึงเอ่ยบรรยายสรรพคุณอันเลิศล้ำของมันว่า
“ไข่มดแดงโปรตีนสูง ไขมันต่ำ แถมยังสดใหม่ได้มาจากธรรมชาติ ปราศจากสารพิษ เพราะว่าป้ากับนังชวนชมเพิ่งจะพากันไปแหย่มาเองกับมือเมื่อตอนบ่ายนี้เอง คุณหนูทานเยอะๆ เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ถึงแม้ว่าระยะหลังๆ สถานะทางการเงินของครอบครัวเดซี่จะสะดุดนิดหน่อย จนแม่ครัวและคนรับใช้ในบ้านทยอยลาออก ทำให้บางที เดซี่ต้องลดระดับความหรูหราของมื้ออาหารลงมาเป็อาหารแช่แข็งหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ก็ยังไม่เคยตกต่ำถึงขนาดต้องมาสอยไข่มดแดงกินประทังชีวิต
เดซี่ทำหน้าลังเลไม่กล้ากิน
“เมนูไข่มดแดง หากินยากนะคะคุณหนู ไข่มดแดงกิโลละเป็พันๆ ถ้าไม่โชคดีจริงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองหรอก”
นางแย้มคะยั้นคะยอ ก่อนจะเอื้อมตักใส่ลงมายังจานตัวเอง คลุกข้าวแล้วใส่เข้าปากเคี้ยวโชว์ให้ดูว่ากินได้ไม่ตาย นายชดกับชวนชมก็พากันลงมือรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
“ก็ถ้าไม่ชอบทานไข่มดแดง งั้นมีห่อหมก”
ชายหนุ่มหัวโต๊ะเอ่ยผ่านสีหน้าเรียบพร้อมๆ กับเลื่อนจาน ‘ห่อหมก’ ที่ว่านั้นมาให้เธอ เธอชายตามองนิดหนึ่งเห็นเพียงเผินๆ พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านอันเป็ส่วนผสมอยู่ในเมนูห่อหมดโชยกลิ่นหอมอ่อนๆ มาแตะจมูก ทำให้เธอเริ่มน้ำลายสอ ... อืมม์ ก็คงพอกินได้อยู่หรอก... เธอคิดกับตัวเองก่อนจะตักเ้าห่อหมกที่ว่านั้นใส่ลงมาจานตัวเอง จังหวะที่กำลังจะเอาใส่ปาก เธอสังเกตเห็นตัวปลามันมีลักษณะอ้วนกลมแปลกๆ ที่สำคัญ ปลาชนิดไหนกันมีทั้งขาหน้าและขาหลัง?
“ห่อหมกปลาอะไรเนี่ย?” เธอรำพึงถาม พร้อมๆ กับเอาเข้าปากโดยไม่ได้ระแวงอะไรบวกกับความหิวที่สั่งสมมานานั้แ่ตอนเที่ยง
“ห่อหมกฮวกครับคุณหนู” นายชดบอก
“ฮวก?” เดซี่ทวนคำ เคี้ยวกรุบกริบไปพลาง คิดจินตนาการไปพลางว่ามันอาจจะเป็ปลาพื้นบ้านตามลุ่มน้ำโขง
แล้วชวนชมก็ช่วยอธิบาย “ฮวกก็คือลูกอ๊อดน่ะคุณ”
“ลูกอ๊อด!?” เดซี่นิ่วหน้าครุ่นคิด
“นี่อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักลูกอ๊อด?” สัตบรรณเอ่ยถาม ก่อนจะพูดขยายความให้เธอกระจ่างมากขึ้นว่า “ลูกอ๊อดก็คือลูกกบไงล่ะ อ๊บ อ๊บ น่ะ”
เดซี่ดีดตัวลุกพรืดขึ้น เกิดอาการอ้วกพุ่ง รีบวิ่งเข้าห้องน้ำจ้าละหวั่น ชวนชมมองตามไปพร้อมกับแอบขำ นางแย้มใ ลุกขึ้นจะตามเธอไปด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูคะ!”
แต่ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่หัวโต๊ะบอก “ช่างเขาเถอะ กินกบแค่นี้ คงไม่ถึงตายหรอกมั้ง”
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
ที่บนพื้นหน้าโถส้วมอันสะอาดสะอ้านในห้องน้ำซึ่งอยู่ถัดจากหลังเรือนครัวมาเล็กน้อย เดซี่นั่งอ้วกแตกอ้วกแตน ขย้อนเอาทุกอย่างออกมาจนหมดไส้หมดพุง ทั้งๆที่ไส้พุงของเธอก็แทบจะไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งเกือบหนึ่งวันเต็ม เดซี่นั่งมึนหัวและหมดแรงอยู่หน้าโถส้วมสักพักใหญ่ ก่อนจะรู้สึกเหมือนมีฝ่ามือหนาๆและอบอุ่นๆมาลูบบนหลังของเธอ ก่อนที่มืออีกข้างจะส่งยาดมตราแปดเซียนมาให้เธอ เธอรับไว้ทันที พร้อมคิดว่าคงจะเป็ป้าแย้มที่ตามมาดูแลเธอ บ้านนี้คงจะมีเพียงป้าแย้มที่เธอพอจะพึ่งพาและเป็มิตรด้วยได้ ครั้นเมื่อเธอหันไปจะเอ่ยขอบคุณ กลับพบว่าไม่ใช่ใบหน้าแป้นๆของป้าแย้ม ทว่าเป็หน้าเข้มๆ แววตาขี้แกล้งของสัตบรรณ ทำเอาคำขอบคุณที่เธอตั้งใจจะเอ่ยต้องถูกกลืนกลับลงคอไปพร้อมกับความรู้สึกพะอืดพะอม
“เป็ยังไงมั่ง?” เขาถามผ่านน้ำเสียงเรียบ คนถูกถามกัดฟันกรอด รวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย เชิดหน้ายิ้มหยิ่งๆ บอกว่า
“ยังไม่ตาย! คนอย่างเดซี่ ไม่ตายง่ายๆ หรอก” พร้อมกับยัดยาดมตราแปดเซียนใส่กลับไปในมือเขาก่อนจะลุกขึ้นอย่างแอบซวนเซจนเขาต้องรีบเข้ามาช่วยประคอง แต่เธอปฏิเสธน้ำเสียงห้วน ไร้ความเป็มิตร
“ไม่ต้อง! บอกแล้วไงว่าฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก เพราะขืนฉันเป็อะไรไป คนแถวๆ นี้ได้ฮุบสมบัติปู่กับย่าฉันหมดกันพอดี!!” แล้วเดินเชิดหน้าหยิ่งๆ พกพาอาการมึนและซวนเซเดินกลับเข้าห้องพักของตัวเองไป ปล่อยชายหนุ่มให้ยืนเฝ้าสุสานห่อหมกฮวกที่ลอยเท้งเต้งในโถชักโครกเป็เศษซากจากความอเนจอนาถอยู่ตามลำพัง
เดซี่แบกความโมโหกลับมาที่ห้องด้วยความหิว ท้องร้องจ๊อกๆ สักพักได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง นึกว่าจะเป็ตาบ้าสัตบรรณตามมารังควานกลั่นแกล้งหรือเยาะเย้ยอะไรเธออีก แต่ปรากฏว่าเป็ป้าแย้ม
ป้าแย้มก้าวเข้ามาพร้อมกับถาดซึ่งมีน้ำดื่มและอาหารหอมฉุย
"ป้าเห็นคุณหนูยังไม่ได้ทานอะไรเลย เลยเอามาม่าหมูสับใส่ไข่มาให้ เพิ่งทำร้อนๆ เลยค่ะ คุณหนูกินสักหน่อยนะคะ"
เดซี่ชำเลืองมองแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยสั้นๆ "ฮือ ขอบใจนะ"
ป้าแย้มส่งยิ้มเอื้ออารีก่อนจะขอตัวกลับออกไป
เดซี่พอเห็นป้าแย้มเดินออกไปแล้วเธอก็ถลาเข้ามาคว้าชามมาม่าหมูสับหอมกรุ่นมากินทันที โดยไม่รู้หรอกว่าที่หน้าห้อง ป้าแย้มแอบแง้มประตูมองดูอยู่อย่างยิ้มๆ
ป้าแย้มออกจากห้องของคุณหนูจอมหยิ่งพร้อมถาดเปล่าในมือกลับมาที่ครัว สัตบรรณที่ดักรออยู่หน้าครัวก็เรียกมาถาม
"เป็ไง ยอมกินไหม?"
ป้าแย้มยิ้มพร้อมกับตอบอย่างเจืออาการขำ "ทีแรกก็ดูจะทำฟอร์มอยู่เหมือนกันค่ะ แต่พอป้าเดินออกมาแล้วแอบส่องเข้าไปดู เห็นกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเลยค่ะ ป้าน่ะก็ว่าแล้วว่าจะทำฟอร์มไหวเร้อ ท้องร้องจ๊อกๆ ขนาดนั้น"
ชายหนุ่มฟังแล้วค่อยคลายสีหน้าเคร่งขรึมลง บอกว่า "งั้นพรุ่งนี้ก็ทำกับข้าวแยกให้ไปชุดนึง เป็พวกข้าวไข่เจียว ข้าวผัดไข่ แกงจืดเต้าหู้ หรืออะไรง่ายๆ ละกัน แต่ถ้ายังกินไม่ได้อีก ก็ปล่อยให้อดตายไปเลย"
"ค่ะคุณเสือ"
ชายหนุ่มสั่งการกับป้าแย้มจบแล้วเดินกลับเข้าห้องไป ป้าแย้มเดินหนีบถาดเปล่าเข้ามาในครัว ชวนชมซึ่งแอบได้ยินการสนทนาของแม่และเ้านายก็บ่นขึ้นว่า
"คุณเสือน่ะ ไม่รู้จะไปเป็ห่วงยัยคุณหนูนั่นทำไม แหม ไข่มดแดงของดีแท้ๆ หมกฮวกก็แสนอร่อย ทำเป็กินไม่ได้ กระแดะ ดัดจริต คงคิดจะอ้อนคุณเสือนะสิ"
ชวนชมพูดไม่ทันจบประโยค โดนผู้เป็แม่เอาถาดโขกหน้าผากเสียงดังโป๊ก
"โอ้ยแม่! หนูเจ็บนะ"
"ก็แกอยากปากบอนทำไมก่อนห้ะ นังชวนชม นั่นเ้านายนะ และโน่นก็คุณหนู หลานสาวผู้มีพระคุณ ต้องเคารพท่าน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เข้าใจไหม"
ชวนชมชักตาใส่ผู้เป็แม่ทันที "คุณเสือน่ะใช่ เ้านายเรา หนูเคารพรักยิ่งกว่าอะไร แต่ยัยคุณหนูนั่น หนูไม่เคารพหรอก คนอะไรใจจืดใจดำ ไม่เคยมาเยี่ยมคุณท่านสักครั้ง ดูเหอะ แม้แต่งานศพคุณท่านยังไม่มีน้ำใจมาร่วมงาน นี่ถ้าไม่มีเื่มรดก นางก็คงไม่โผล่มาหรอก"
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
สำหรับคุณหนูผู้ที่ในชีวิตแทบไม่เคยตกต่ำถึงขั้นต้องอดข้าวหิวโซจนหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็ลม ฉะนั้นการได้มีแค่เพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหน้าตาง่อยๆ ประทังหิวก็รู้สึกได้ว่าอร่อยเทียบเท่าอาหารเหลาในภัตตาคารหรูเลยทีเดียว
เดซี่กินบะหมี่จนหมดชาม พอจะมีเรี่ยวมีแรงที่จะกลับมายังโหมดอาฆาตแค้นได้อีกครั้ง เธอย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่โดนแกล้งบนโต๊ะอาหารเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ พลางคิดกับตัวเองอย่างโกรธๆ ... คอยดูนะ ทันทีที่พรุ่งนี้พินัยกรรมคุณปู่คุณย่าถูกเปิด นายสัตบรรณจะเป็คนแรกที่ต้องไสหัวออกไปจากที่นี่.. แต่ก็นะ เดซี่ไม่ใจร้ายนักหรอก ซึ่งถ้าเขายอมขอโทษ และอ้อนวอนเธอดีๆ เธออาจจะยอมยกโทษและอนุญาตให้อยู่ที่นี่ได้ในฐานะคนเฝ้าบ้านเฝ้าไร่นาจนกว่าบ้านหลังนี้รวมทั้งไร่นาทุกแปลงจะขายได้ ส่วนกับป้าแย้มลุงชดและชวนชม เดซี่ไม่ใจจืดใจดำกับพวกเขาอยู่แล้ว เธอพร้อมจะมอบเงินก้อนนึงให้เอาไปตั้งตัว... คิดดังนั้นแล้วเดซี่ก็อารมณ์ดี นอนฝันหวานไปจนตลอดคืน
เสียงไก่ขันส่งและเสียงขับรับเป็ระลอกคลื่นอยู่ข้างๆ เรือน ธรรมดาแล้ว ถ้าไม่ใกล้เที่ยงถึงขั้นตะวันสาดส่องช่องหน้าต่างมาแยงตา คนอย่างคุณหนูเดซี่ไม่มีทางตื่น ถึงจะมีเสียงรบกวนที่ดังอึกทึกน่ารำคาญมากแค่ไหน เดซี่ก็พร้อมจะนอนกินบ้านกินเมืองได้อย่างไม่สะทกสะท้านเสมอ แต่กับวันนี้ เดซี่แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าตรู่ ลุกขึ้นมานั่งจิบชามองฟ้ามองไก่ขันริมระเบียงยามเช้า ไม่ใช่เพราะจะแสดงออกถึงความขยันขันแข็ง แต่เพื่อรอเวลาทนายและเหล่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมาทำการเปิดพินัยกรรม
ป้าแย้มซึ่งดูจะเป็มิตรต่อเดซี่ที่สุดกว่าใครในบ้านเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มอ่อนน้อมว่าเช้านี้เดซี่จะรับประทานอะไรดี เดซี่ลอยหน้าลอยตาตอบสไตล์คุณหนูผู้เคยใช้ชีวิตสวยหรูไม่เว้นวายว่า
“อเมริกัน เบรกฟาสต์ ทำเป็ไหมคะ?”
ป้าแย้มมองเดซี่แล้วทำหน้าเหยเก “เอ่อ... หมายถึงข้าวผัดอเมริกันเหรอคะ?”
เดซี่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ ... ถ้าทำไม่เป็ งั้นฉันขอออมเล็ตละกันค่ะ ง่ายๆ น่าจะทำได้”
“หา? คุณหนูเดซี่จะกินแกงอ่อมเช้าๆ เลยเหรอคะ จะไม่แสบท้องแย่รึ?”
“โน ไม่ใช่แกงอ่อม ฉันหมายถึง ออมเล็ต... ไข่เจียวแบบฝรั่งน่ะ เฮ้อ” เดซี่ทำหน้าเซ็ง ก่อนจะบอกว่า “ช่างเถอะๆ งั้นข้าวผัดอเมริกันเหมือนอย่างที่ป้าพูดตะกี้ก็ได้ ทำได้ใช่ไหม?”
“อ๋อ ก็พอได้ค่ะ” ป้าแย้มพยักหน้าแล้วกลับเข้าครัวไปทำมื้อเช้า สัตบรรณผ่านมาได้ยินเข้าพอดี แอบส่ายหน้ายิ้มอ่อนเบาๆ ให้กับป้าแย้มที่เดินสวนมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้เข้าไปหาเื่อะไรกับเธอ ได้แต่เอ่ยปลอบป้าแย้มผ่านน้ำเสียงอ่อยโยนว่า
“ฝืนใจทนๆ แม่คนเื่เยอะคนนั้นเอาหน่อยละกันครับป้า น่าจะอยู่กับเราอีกแค่ไม่กี่วัน”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณเสือ ป้าไหวค่ะ”
จบจากมื้อเช้าแสบเรียบง่ายสไตล์บ้านทุ่ง เดซี่เดินสำรวจความสวยสดงดงามของบ้านเรือนไทยหลังนี้ของปู่ย่าอีกรอบ ขนาดของบ้านถือว่าใหญ่มาก มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง โดยจากการศึกษาคร่าวๆ จากอินเตอร์เน็ต เดซี่พบว่ารูปแบบและสไตล์การสร้างเรือนหลังนี้เข้าลักษณะเรือนไม้สักทรงไทยโบราณที่ทรงคุณค่าหาที่เปรียบไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่ามูลค่าของมันคงไม่ต่ำกว่าสิบ-ยี่สิบล้านแหงๆ
จวนจะใกล้เวลานัดหมายทนาย ทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงั้แ่ยังไม่ถึงเวลาเก้าโมงเช้าดี ซึ่งสัตบรรณได้โทรติดต่อนัดหมายให้ทนายอุดม ผู้ดูแลเื่พินัยกรรมปู่เดชย่ามะลิเอาไว้แล้วั้แ่เมื่อคืน
เมื่อทนายอุดมเดินทางมาถึงตามเวลานัดหมาย เดซี่ก็ไม่รีรอ รีบเข้าเื่ขอให้รีบๆ เปิดพินัยกรรมทุกอย่างจะได้จบๆ เพื่อที่เธอจะได้รีบขายสมบัติรีบกลับกรุงเทพฯ ซึ่งเดซี่ที่ดูกระตือรือร้นจนออกนอกหน้านี้ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าท่าทีที่แสดงออกถึงความเห็นแก่เงินแบบสุดๆ ของตัวเอง กำลังทำเอาทั้งนายชดและนางแย้ม สองผัวเมียที่เคยเป็ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของปู่เดชกับย่ามะลิ อดจะแอบรู้สึกผิดหวังในตัวเธอไม่ได้
“เอาล่ะครับ เมื่อคุณสองคนมาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ผมก็จะเริ่มอ่านพินัยกรรม" ทนายมองมาที่เดซี่ สลับด้วยมองไปยังสัตบรรณ
"เดี๋ยวนะคะ" เดซี่สอดเสียงขุ่นๆ แห่งความข้องใจเข้าไปถาม "ทำไมจะต้องให้หมอนี่ เอ่อ หมายถึงนายคนนี้ อยู่ฟังพินัยกรรมด้วยล่ะคะ เขาไม่ใช่ญาติพี่น้องตระกูลของฉันสักหน่อย เออ ถ้าเป็ป้าแย้ม ลุงชด หรือชวนชม ฉันจะไม่แปลกใจเท่าไหร่"
"คือทั้งหมดนี่เป็ความประสงค์ของคุณปู่เดชและคุณย่ามะลิน่ะครับ" ทนายชี้แจง "ตอนนี้คุณเดซี่อาจจะยังข้องใจ แต่ผมเชื่อแน่ว่า ถึงตอนอ่านพินัยกรรมจบแล้ว คุณเดซี่ก็คงจะเข้าใจเองครับ"
เดซี่เบือนหน้าหนีเซ็งๆ เอามือกอดอกพร้อมพูดตัดบทเสียงโกรธๆ "โอเคๆ รีบเปิดพินัยกรรมเลยละกันคุณทนาย"
และแล้วนาทีสำคัญที่เดซี่เฝ้ารอก็มาถึง ทนายเปิดเอกสารพินัยกรรมขึ้นอ่าน ซึ่งคนที่ดูจะตื่นเต้นที่สุดไม่ใช่เดซี่ แต่เป็ชวนชมกับนางแย้มและนายชด สามพ่อแม่ลูกหันมากุมมือแล้วมองหน้ากันอย่างลุ้นระทึก แอบหวังใจว่าคุณท่านผู้มีพระคุณของพวกตน คงจะอนุญาตให้พวกตนได้ทำงานและดูแลที่นี่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน
ทนายทยอยแจกแจงถึงรายการทรัพย์สิน ทั้งที่เป็รูปของอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ของคุณปู่คุณย่า
เดซี่ยิ้มกระหยิ่ม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดในพินัยกรรมที่ทนายกำลังแจกแจงอยู่นี้ ความจริงเดซี่รู้อยู่แล้ว แดดดี๊เคยลิสต์ออกมาพูดให้เดซี่กับหม่ามี้ฟังอย่างละเอียดยิบ ซึ่งมีทั้งเรือกสวนไร่นา โรงสี โรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ ตลาดนัดริมคลอง รวมถึงบ้านเรือนไทยสวยหรูหลังนี้ที่ตั้งอยู่ในท่ามกลางที่ดินเปล่านับสิบไร่ และก็คงไม่แคล้วว่าทั้งหมดนั้นมันจะต้องตกมาเป็ของเดซี่อย่างแน่นอน และเดซี่ก็จะขายมันทุกอย่างให้หมด
แต่แล้วรอยยิ้มกระหยิ่มใจของเดซี่ก็ต้องสะดุดเล็กน้อย เมื่อทนายพูดถึงไร่นา โรงงาน โรงสี ตลาด แต่กลับไม่พูดถึงบ้านเรือนไทยหลังนี้ ซึ่งน่าจะมีมูลค่ามากที่สุดในบรรดาทรัพย์สินชิ้นอื่น และเดซี่ก็ชอบมันมากๆจนอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะยังไม่ขายจนกว่าจะได้ราคาที่ดีที่สุด
เดซี่รีบแย้งขึ้นทันทีเื่บ้าน แต่แล้วทนายก็กล่าวยืนยัน
"ทรัพย์สินของคุณปู่เดชกับคุณย่ามะลิมีเท่านี้ครับ"
ท่ามกลางสายตาของประจักษ์พยานทุกคน ทนายชูเอกสารจำนวนสามหน้ากระดาษที่ระบุถึงข้อความตามพินัยกรรมส่วนแรกให้ดู
เดซี่เห็นแล้วนิ่วหน้าถาม "แล้วบ้านหลังนี้ล่ะคะ?"
"บ้านหลังนี้ ได้ถูกขายไปแล้วนะครับ.. และเ้าของกรรมสิทธิ์คนปัจจุบันก็คือ คุณสัตบรรณ"
เดซี่หูตั้งทันที "ห้ะ?"
แวบหนึ่งเธอหันไปยัง 'เ้าของกรรมสิทธิ์คนปัจจุบัน' เห็นเขามองยิ้มๆ อย่างเป็ต่อ
"ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ คุณทนายพูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ"
"ไม่ผิดแน่นอนครับ คุณสัตบรรณได้รับจำนองบ้านหลังนี้เอาไว้ ั้แ่คุณปู่คุณย่าท่านยังมีชีวิตอยู่ และ่ที่พวกท่านทั้งสองป่วยออดๆแอดๆพวกท่านก็ตัดสินใจขายพร้อมกับโอนกรรมสิทธิ์ให้คุณสัตบรรณเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่เชื่อ คุณเดซี่ดูเอกสารนี้ก็แล้วกันครับ" ทนายกล่าว พร้อมหยิบสำเนาเอกสารสิทธิ์โฉนดบ้านพร้อมที่ดินที่เตรียมมาแสดงให้กับเธอ
เดซี่รับเอกสารนั้นมาดู กรรมสิทธิ์ในการกลายไปเป็ชื่อคนอื่นแล้วจริงๆ แถมหนำซ้ำ เ้าของคนใหม่ก็ดันเป็ชื่อของคนที่เธอไม่อยากจะเชื่อ จนเธอต้องกะพริบตาถี่ๆ อ่านชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมา.. 'นายสัตบรรณ วงศ์ชนบท'..
“ไม่จริง!” เดซี่คัดค้านเสียงหลง ซ้ำยังหันไปด่าดูถูกดูแคลนคนที่ถูกกล่าวถึงอย่างไม่เกรงใจต่อใบหน้าเข้มๆ ของเขาที่กำลังมองสวนมา
“น้ำหน้าอย่างหมอนี่จะเอาปัญญาจากไหนมาซื้อบ้านราคาเป็สิบยี่สิบล้าน ฉันไม่เชื่อหรอก!!”
“แต่คุณเดซี่ต้องเชื่อนะครับ” ทนายเอ่ย พร้อมกับเล่าว่า
“คุณสัตบรรณไม่ได้แค่รับซื้อบ้านเรือนไทยหลังนี้ แต่คุณสัตบรรณยังเป็คนที่คอยให้ความช่วยเหลือเมื่อครั้งที่โรงงานและโรงสีของคุณปู่คุณย่าคุณเดซี่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอีกด้วย”
เดซี่ชะงัก หน้าชาไปพักหนึ่ง ก่อนที่นายชดจะพูดเสริมว่า
“คุณหนูเพิ่งจะมาถึงเมื่อวาน คงจะยังไม่รู้ จริงๆ แล้วคุณสัตบรรณเป็เ้าของฟาร์มที่อยู่ติดกับไร่นาของคุณท่านครับ”
“หา?”
ถามว่าจังหวะนี้เดซี่อึ้งระดับไหน? ... แล้วคนเราจะสามารถอึ้งได้สูงสุดถึงระดับไหนกันล่ะ?
“คุณเดซี่ครับ...?”
ถามว่าจังหวะนี้เดซี่ได้ยินอะไรรอบข้างหรือเปล่า ... บอกเลยว่าไม่ เดซี่เหมือนคนหูดับ ได้ยินแต่เสียงเพล้ง จากความฝันที่แตกสลายสะท้อนก้องอยู่ในหัว
เดซี่ยืนไขว่คว้าเศษซากความฝันที่แตกสลายอยู่ในภวังค์สักพักใหญ่ กระทั่งทนายต้องเดินเอามือมาแตะไหล่ และเอ่ยถามเธออีกครั้งว่าพร้อมที่จะรับฟังรายละเอียดของพินัยกรรมที่เหลือต่อหรือเปล่า จังหวะนี้เองที่เดซี่กลับมามีสติอีกครั้ง... จริงสินะ ยังมีทรัพย์สินของปู่กับย่าอีกตั้งหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็เรือกสวนไร่นา โรงงานแปรรูป โรงสี และตลาดสดริมน้ำ ซึ่งรวมกันแล้ว มันก็น่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่าห้าสิบล้านแน่ๆ’ คิดเพียงเท่านี้เดซี่ก็กลับมามีกำลังใจพร้อมจะฮึดสู้อีกสักตั้ง
“ฉันมีตรงไหนไม่พร้อมเหรอคะ” เชิดหน้าท้าทายสายตาคมๆ ของคนบางคนที่ยังมองเธออยู่อย่างยิ้มๆ พลางว่า “นี่ฉันก็รอฟังอยู่ คุณทนายนั่นแหละ จะชักช้าถ่วงเวลาทำไม รีบๆ อ่านให้เสร็จสักที ฉันจะได้รีบจัดการมรดกของฉันแล้วกลับกรุงเทพฯ เบื่อที่นี่จะแย่อยู่แล้ว”
“คุณเดซี่อย่าเพิ่งเบื่อที่นี่เลยครับ เพราะคุณยังต้องอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายเดือน” ทนายเอ่ยอย่างเปรยๆ ขณะนำเข้าสู่รายละเอียดหน้าถัดๆ ไปของเอกสารพินัยกรรมในมือ เดซี่ฟังแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะนึกว่าโดนทนายเล่นลิ้นใส่ นึกโมโหหงุดหงิดหนักเข้าไปอีกเมื่อหันไปเจอะกับสายตายิ้มๆ ของนายสัตบรรณที่มองเธออยู่ด้วยเหมือนกัน
“ตลาดสดริมน้ำ เนื้อที่สี่ไร่หนึ่งงาน... สวนผลไม้หนึ่งร้อยสามสิบห้าไร่... โรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรพร้อมเครื่องจักรสิบสองรายการ... โรงสีข้าวพร้อมด้วยเครื่องสีข้าวชุมชนขนาดกลางสี่เครื่อง...” ทนายจำแนกรายการทรัพย์สินส่วนที่เหลือ เดซี่เริ่มจะใจพอง เมื่อเริ่มจะมองเห็นตัวเงินจากการขายทรัพย์สินเ่าั้โบยบินเข้ามาใกล้ๆ
“ทรัพย์สินทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะตกเป็ของ นางสาวเดสิตา แววประสพโชค...”
เดซี่ลุกขึ้นยืนอย่างสีหน้าระรื่น ฟีลลิ่งเหมือนมิสแกรนด์ที่พร้อมจะเอาตัวเองเดินเฉิดฉายเข้าไปรับการสวมมง แต่ทว่าจังหวะวินาทีที่เดซี่กำลังยืนยิ้มแก้มปริอยู่นี้เอง ทนายเอ่ยต่อ...
“โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไข ซึ่งมีให้เลือก 2 ประการคือ...”
ยิ้มสวยเริ่ดของเดซี่ชะงักกึก
“เงื่อนไข?” เธอนิ่วหน้าแปลกใจ ทั้งสัตบรรณและคนอื่นๆ ไม่ว่าจะนายชด นางแย้ม หรือชวนชม ต่างก็พลอยนิ่วหน้าแปลกใจไปตามๆ กัน
“ใช่ครับ เงื่อนไขที่คุณท่านได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม เพื่อให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” ทนายยืนยัน ก่อนจะเอ่ยต่อ
“คุณเดซี่อาจจะเลือกเงื่อนไขประการแรก หรือประการที่สอง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เกี่ยวข้องนะครับ” ยิ่งทนายพูด เดซี่ก็ยิ่งนิ่วหน้าแววตาปวดตับหนักเข้าไปใหญ่
“เงื่อนไขประการแรก คุณเดซี่ต้องอยู่ที่นี่เป็เวลา 3 เดือน...” ทนายพูดไปได้ไม่เท่าไหร่ เดซี่ก็แทรกขั้นเสียงหลง
“ห้ะ! 3 เดือน บ้าไปแล้ว นานขนาดนั้นใครจะอยู่ไหว?”
“ใจเย็นครับคุณเดซี่ ถ้าคุณอดทนฟังผมอ่านเอกสารพินัยกรรมฉบับนี้จนจบ คุณอาจจะไม่คิดว่าเวลา 3 เดือนนี้นานจนเกินรอ”
ท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆ ที่ก็มองไปยังทนายสลับกับมองมาที่เดซี่ เดซี่ฝืนใจนั่งลง สงบสติอารมณ์ฟังทนายอ่านพินัยกรรมต่ออย่างเหลืออด
“ทรัพย์สินทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะตกเป็ของ นางสาวเดสิตา แววประสพโชค โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไข ซึ่งมีให้เลือก 2 ประการคือ ประการแรก คุณเดสิตา แววประสพโชค จะต้องมีหน้าที่ดูแลโรงงาน โรงสี และบรรดาพืชผลทางการเกษตรในไร่นาสวนผสมทุกๆ แปลง รวมถึงตลาดสดริมน้ำ เพื่อฟื้นฟูกิจการทุกอย่างให้กลับมาเติบโต และมีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% ให้ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน”
“ห้ะ?!” เดซี่อุทานเสียงหลงเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ สัตบรรณแทบหัวเราะกลิ้งพลัดตกเก้าอี้ ไม่รู้จะสงสารหรือขำก่อนดีตอนที่นึกภาพแม่สาวผู้ดีชาวกรุงเดินลุยงานในไร่ในสวน
“หรือว่าคุณเดซี่อาจจะเลือกประการที่สอง แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เกี่ยวข้อง...” ทนายกล่าวต่อเพื่อไม่ให้เสียเวลา ขณะอ่านเอกสารไปพลาง สายตาของทนายก็สลับไปมองยังสัตบรรณ
“คุณเดสิตา แววประสพโชค จะต้องจดทะเบียนสมรสกับ นายสัตบรรณ วงศ์ชนบท”
“ห้ะ?!”/ “ห้ะ!!!”
ทีนี้ทั้งเดซี่และสัตบรรณพากันอุทานเสียงหลง สัตบรรณเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้จนตัวเองแทบพลัดตกเก้าอี้เสียเองจริงๆ ด้วยความใ
. . . つづく