เมื่อสิบปีก่อน...
หิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน ราวกับไม่รับรู้ถึงเสียงสะอื้นที่ดังอยู่ในค่ายชายแดนอันทรุดโทรม ลมหนาวพัดแรงจนผ้าเต็นท์เก่า ๆ สั่นไหว ส่งเสียงครืนครางไม่ต่างจากหัวใจของเด็กชายวัยสิบเอ็ดปีที่กำลังกระชับชายเสื้อของมารดาแน่น
“ฮือ…ข้าไม่อยากไปเมืองหลวง ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าให้ข้าไปเลยนะ ฮือ…”
เซี่ยเฉิงอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มที่ถูกลมหนาวกัดจนแตกเป็ริ้ว เสื้อผ้าบนร่างเขาบางและเก่าจนไม่อาจกันความหนาวได้ แต่ความหนาวนั้นยังไม่อาจเจ็บเท่าความรู้สึก ที่กำลังถูกพรากจากอ้อมอกอุ่นเพียงแห่งเดียวในชีวิต
ท่านแม่ทัพเซี่ยหยางยืนอยู่ตรงหน้า บ่ากว้างในชุดเกราะเก่าที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน เขาก้มลงเล็กน้อย มือหยาบกร้านวางลงบนศีรษะของบุตรชายเพียงคนเดียวมือคู่นี้เคยจับดาบ ฆ่าศัตรู ปกป้องแผ่นดินแต่กลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแตะต้องลูกของตนเอง
“เฉิงอวี้…ฟังท่านพ่อ”
เสียงทุ้มพยายามหนักแน่น แต่แฝงความแหบพร่า
“เมืองหลวงดีกว่าที่นี่ เ้าไม่ต้องอด ไม่ต้องทนหนาว ไม่ต้องเห็นเืกับศพทุกวัน”
“แต่ข้าอยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่…”
เด็กชายส่ายหน้าแรง ๆ
“ข้าจะทนหนาวก็ได้ จะอดก็ได้ ขอแค่อยู่ที่นี่…”
คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ท่านแม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต้องยกมือปิดปาก น้ำตาไหลเงียบ ๆ นางคุกเข่าลง กอดลูกชายแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไปเพียงนิดเดียว เด็กคนนี้จะหายไปจากชีวิตตลอดกาล
“ลูกแม่…”
เสียงนางสั่นเครือ
“ไปเถอะนะ ไปอยู่กับลุงเ้า…อย่างน้อยเ้าจะได้มีชีวิตที่ไม่ลำบากเช่นนี้”
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นนัก อบอุ่นจนเฉิงอวี้เ็ป เขาจำกลิ่นผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่ท่านแม่สวมใส่ จำจังหวะหัวใจที่เต้นอยู่ใกล้หู จำความอบอุ่นที่รู้ดีว่า ต่อจากวันนี้ เขาอาจไม่ได้ััมันอีกนานแสนนาน
ไม่ไกลออกไป เสนาบดีเซี่ยเซาซือยืนมองอยู่เงียบ ๆ ชุดขนสัตว์หนาหรูหราตัดกับภาพค่ายชายแดนอันยากจนเขาไม่ได้เร่ง ไม่ได้เอ่ย เพราะรู้ดีว่าการพรากครั้งนี้ เ็ปสำหรับทุกคน
สุดท้าย…มือเล็ก ๆ ก็ถูกคลายออกจากเสื้อของบิดามารดา เฉิงอวี้หันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคิดถึง ก่อนจะก้าวตามลุงขึ้นรถม้า
หิมะยังคงตกไม่หยุด ร่างเล็ก ๆ ค่อย ๆ ห่างออกไปเหลือเพียงภาพพ่อแม่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาว ราวกับถูกแช่แข็งไว้ในความทรงจำ
ั้แ่วันนั้น…เมืองหลวงไม่เคยเป็ “บ้าน” สำหรับเซี่ยเฉิงอวี้ และฤดูหนาว ก็ไม่เคยเป็เพียงฤดูธรรมดาอีกต่อไป
“นี่...เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”
เสียงเล็ก ๆ ของหนิงเซียงทำให้คนตัวสูงได้สติ เขาเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่านางกำลังจ้องหน้าเขาอยู่ ดวงตาคู่กลมสดใสเต็มไปด้วยความกังวลและรู้สึกผิด บวกกับคิ้วเล็ก ๆ ที่กำลังขมวดแน่นเป็ปมของหนิงเซียงในยามนี้ มันทำให้เขาอยากจะดึงนางเข้ามากอดไว้อีกครั้ง
“ข้าไม่เจ็บ ไม่เจ็บเลยสักนิด”
เซี่ยเฉิงอวี้ยิ้มอ่อนโยน เขายกแขนขึ้นมาเพื่ออวดว่าตนนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จะเจ็บได้อย่างไร
“ฮึก...คนบ้า ข้าเป็ห่วงเ้ามากเลยนะรู้ไหม”
หนิงเซียงพูดเสียงสั่นเครือ ดวงตาของนางแดงก่ำ
“เ้า...เ้าอย่าร้องไห้เลยนะเด็กน้อย ข้า..ข้าขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อเ้ากลับมาเลย”