ใบเหล็กหอมน้ำมันขัดเงาเรียบลื่นไม่ต่างกับคมกระบี่สีปรอท มือถือกุมจี้จ่อคอตนนั้นคือบุรุษผู้หนึ่ง ชุดคลุมน้ำเงินไร้แขนเสื้อดูสะอาดตาผูกรัดเสื้อผ้ากระชับทะมัดทะแมง ใบหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอยสิวฝ้า เมื่อกอปรกับผมรวบตึงดำสนิทเงาสลวย แม้ไม่โดดเด่นที่เหลี่ยมคมสันจมูก หากแต่แลดูสูงสง่าน่าเชื่อถือยิ่ง บุรุษผู้นั้นเห็นเจียงหลงรู้สึกตัวลืมตา กล่าว “มีธุระใดที่นี่”
เจียงหลงพ่นลมออก ยังไม่ตื่นเต็มตา ทว่าสติแจ่มแจ้งดี “ท่านเล่า… คือผู้ใด เหตุใดถึงหยาบคายนัก จี้กระบี่ที่คอคนแปลกหน้า ข้ากับท่านแค้นเคืองกันมาก่อนหรือ”
บุรุษชุดน้ำเงิน หลบตานึกละอาย ตวัดกระบี่พ้นคอเจียงหลง ถดถอยเท้าก้าวหนึ่ง รั้งรอให้เขาลุกขึ้นนั่ง หากพบพิรุธจำใจต้องสังหารทิ้งไม่เสี่ยงให้สร้างความเดือดร้อนภายหลัง
เจียงหลงขยับตัวนั่ง เหลียวมองที่บุรุษชุดน้ำเงินขณะสะลึมสะลือ นึกประหลาดใจ ใต้ฟ้ายังมีผู้สะอาดเรียบร้อยได้เพียงนี้ หุบเขาลำธารมากด้วยฝุ่นดินโคลนตม สมควรเปรอะเปื้อนมอมแมมบ้าง เพียงเหลียวมองชั่วครู่กลายเป็เพลิดเพลินชมดูจดจ้องนิ่งงันอยู่นานอย่างชื่นชม อาจบางทีหากตนจัดแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยได้ครึ่งของคนผู้นี้คงดูดีไม่น้อย
บุรุษชุดน้ำเงินนั้นเกิดประหม่าขึ้นทุกทีแล้ว กระบี่สีปรอทยังคงชี้ตรงมาแสร้งทำกระแอมไอกล่าว “มีสิ่งใดให้มองนัก ไม่มีธุระใดที่นี่จงไปเสีย”
“สวมชุดน้ำเงิน ถือกุมกระบี่… เป็ศิษย์ของฤทัยคิมหันต์” กล่าวแล้วบิดตัวแขนยืดเส้นสาย หาวสุดปากพร้อมเกาศีรษะงัวเงีย
“ทราบแล้วสมควรกลับไป สำนักกระบี่ไม่ใช่ที่เที่ยวเล่น” บุรุษชุดน้ำเงินย้ำคำ
เจียงหลงลุกขึ้นปัดป่ายเนื้อตัวจัดทรงเสื้อผ้า ลูบหน้าสองคราพลางมองหากระบี่ของบิดากล่าว “กระบี่ข้าอยู่ที่ใด เป็ท่านขโมยกระบี่ข้าไป”
บุรุษชุดน้ำเงินบ่ายหน้ายังโคนไม้ต้นหนึ่ง กระบี่เมฆา์วางพิงอยู่ห่างไปกว่าสิบก้าว “นั่น… หยิบแล้วไปเสีย หากไม่้าตายอยู่ที่นี่ อย่าเล่นลูกไม้”
เจียงหลงได้ยินดังนั้น นึกฉงน “ไยต้องดุร้ายนัก ข้าเจียงหลง อาจารย์ไม่ได้ส่งข่าวบอกหรือว่าศิษย์ของท่านจะมาสำนัก”
“เชื่อถือได้หรือ มีสิ่งใดยืนยัน” บุรุษชุดน้ำเงินยังคงไม่วางใจ เพ่งมองไม่กะพริบตา หมายจับผิดหาพิรุธให้ได้ เจียงหลงเห็นทีท่า ถอดถอนใจทำทีเหน็ดเหนื่อยรำคาญใจยิ่ง เบือนหน้าไม่แยแสสนใจคมใบชี้ตรงมา เดินตรงไปหยิบกระบี่ขึ้นดึงออกกล่าว
“ท่านทดลองแทงใส่หนึ่งกระบี่ย่อมทราบ ผู้ที่รอดสมควรเป็ศิษย์ฤทัยคิมหันต์”
“ดี! ข้าเหอจินเฟิ่งจะขอพิสูจน์” กล่าวแล้ว กลั้นใจพุ่งใส่ด้วยกระบี่สีปรอทนั้น ยามใช้ออกรวดเร็วปราดเปรียว แสงตะวันยามสายสาดใส่คมใบสะท้อนประกายเจิดจ้าเห็นเป็ลำแสงสว่างวาบเส้นหนึ่งพุ่งตรงมายังกลางอกเจียงหลง หากบุรุษชุดน้ำเงินนาม เหอจินเฟิ่งนี้ ผลักส่งกำลังปราณในกระบวนอาศัยระยะเสี้ยวชุ่นก่อนปลายกระบี่จี้ััอก มาตรว่าเพียงหนึ่งเอาสิบส่วน ยังสามารถทะลวงอกทะลุออกไปไม่ยากเย็นอย่างไร
ทว่าเวลานี้กลับหยุดค้างไว้เช่นนั้น ปลายแหลมจี้ค้างยังหว่างอก หนักแน่นมั่นคงไม่ต่างจากขื่อคาอาคารใหญ่ ทั้งยังไม่ระคายผิวผ้าให้แยกขาด แสดงว่ามีวรยุทธเพลงกระบี่สูงส่งผู้หนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเจียงหลงไม่คล้ายมีท่าทีตอบโต้ ทั้งที่ก่อนนี้ไม่เพียงท้าทาย ซ้ำยังไม่ดึงกระบี่ออกเตรียมต้านรับ เหอจินเฟิ่งนึกสงสัยยิ่ง กล่าวถาม “ไม่หลบ อีกทั้งไม่สวนกลับ... มีเหตุผลใด”
เจียงหลงรั้งรอให้ปลายแหลมละจากตนก่อน แต่ดูทีไม่คลายออกจนกว่าตนจะตอบกลับ เดิมทีตนเข้าใจในเหตุผลความกังวลอยู่บ้าง พ่นลมยาวเผยยิ้มกล่าว “เหตุผลเดียวกับที่ท่านไม่ลงมือสังหารข้า”
เหอจินเฟิ่งได้ยินพลันแน่นิ่งใช้ความคิด แต่แล้วทั้งสองหัวเราะขึ้นยาวนานพร้อมกัน ‘ศิษย์สำนักเดียวกันย่อมไม่ทำร้ายกัน’ เป็หนึ่งในคำสอนของเ้าสำนักกู่
มันเป็ทุ่งกว้างรายล้อมด้วยเชิงเขาสูง มากมายด้วยดอกเฟิ่งเซียนหลากชนิดคละสีสดใสทั่วบริเวณ ยามต้องแสงงดงามชวนหลงใหล เจียงหลงก้มลงดม กลิ่นหอมละมุนอ่อน ๆ ช่วยให้เบิกบานใจยิ่ง
“ชมดูดมได้ แต่อย่าได้ััแตะต้อง” เหอจินเฟิ่งกล่าวเตือน
“เพียงััยังไม่ได้ หรือมันมีพิษ” เจียงหลงรั้งมือกลับ ก่อนนี้คิดจะลูบจับกลีบดอกพลิกชมดูสีสันโดยละเอียด เห็นเหอจินเฟิ่งสั่นศีรษะไม่ตอบคำใด นึกสงสัยยิ่งขึ้น จึงถาม “เช่นนั้นมีเหตุใด”
“ไม่มี” เหอจินเฟิ่งกล่าว “เป็แต่เพียงกฎ ผู้คนนอกในหากละเมิดแล้วมีโทษนักหนาดุจเดียวกัน ตัดเส้นเอ็นมือเท้า โยนลงหม้อต้มน้ำมัน”
เจียงหลงได้ฟังนิ่งงัน ตะลึงลาน ปากอ้าค้างจะกล่าว แต่รั้งไว้ อ้า ๆ หุบ ๆ เช่นนั้น ตากลิ้งกลอกมองหาเหตุผลสมควร ผ่านไปครู่หนึ่งยังไม่อาจเข้าใจได้กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “กฎเถื่อนถ่อยสมควรลบล้าง ทำเช่นนี้ยังหาประโยชน์ใดได้”
เหอจินเฟิ่งขบมุมปากกลั้นหัวร่อสักพักแล้ว เห็นเจียงหลงหงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นทุกที เกรงว่าจะเผลอฟันดอกเฟิ่งเซียนล้านเลี่ยนเสียเกลี้ยงทุ่ง นึกแล้วขบขันยิ่ง สหายใหม่อ่อนวัยก่อนนี้ยืดอกรับกระบี่ท่าทีองอาจ ไม่คาดแท้จริงกลับซื่อใสหลงเชื่อผู้คนหลอกแกล้งโดยง่ายไม่อาจข่มกลั้นไว้ได้อีกหัวเราะร่วนพลางกล่าวขึ้น “นี่… เ้าเชื่อ… เพียงเด็ดดอกไม้จะมีโทษทัณฑ์ใดกัน”
“เป็ท่านกุเื่” เจียงหลงพยายามยิ่งเพื่อไล่ตามให้ทันเื่ราว
เหอจินเฟิ่งคลายขันลงบ้าง มือลูบคลายท้องเกร็ง เดินเข้ามาลูบกลีบดอกเฟิ่งเซียนสีแดงดอกหนึ่ง ริ้วลายบนกลีบคล้ายโลหิตสาดกระเซ็นบนผืนผ้าไหมสะอาด กล่าวถอนใจกล่าวกับเจียงหลง
“แท้จริงแล้ว ดอกเฟิ่งเซียนเหล่านี้ เป็ท่านอาจารย์เ้าสำนักกู่บรรจงปลูกไว้เอง อาจบางทีมีเหตุผลชมชอบ ผู้ใดไม่อาจก้าวล่วงไถ่ถาม” เจียงหลงมองมาไม่วางใจด้วยเกรงจะถูกหลอกซ้ำ เหอจินเฟิ่งจึงสาธยายขยายความ “ข้าได้รับมอบหมายจากรองเ้าสำนักเจิ้งให้ดูแลรักษาไม่ให้ประดานี้ถูกเด็ดทำลาย ครึ่งค่อนวันเดินไปมานึกเบื่อหน่าย ก็ฝึกฝนกระบี่อยู่ตามทุ่ง บ่อยครั้งผิดพลาดตัดกลีบใบขาดกระจาย กล่าวทีในรอบหลายปี ผู้ทำลายดอกเฟิ่งเซียนเห็นจะมีข้าแต่ผู้เดียว หากมีโทษใดเกรงว่ามีสิบชีวิตยังไม่พอรับ ให้เ้าเบากังวลได้ จะเด็ดจะดมก็ตาม้าเถิด ขอเพียงหลงเหลือไว้ประดับหุบเขานี้บ้างคงเพียงพอ”
เจียงหลงเหลือบไปมองเฟิ่งเซียนแดงในมือเหอจินเฟิ่ง นึกถึงร่างคนปริศนาที่ตนพึ่งฝังไป กะเก็งว่าเมื่อคนผู้นั้นแห้งตายไร้ผู้กลบร่างฝังดิน อาจไม่ใช่คนที่จะเอ่ยถึงโดยไม่ดูหน้าหลังได้ กล่าวถามอ้อม ๆ “หุบเขาที่ท่านพบข้า ไปเที่ยวเล่นที่นั่นบ่อยหรือไม่”
“ทั่วไปแล้ว ไม่มีผู้ใดไปที่นั่น ด้วยว่าช่องเขานั้นวกวนทั้งยังเป็ส่วนล่างของผาบำเพ็ญ ซึ่งสงวนไว้สำหรับ เ้าสำนักและรองเ้าสำนักใช้ฝึกฝนคิดค้นวิชา ไม่สมควรไปอย่างยิ่ง เพียงแต่พักหลังนี้ท่านรองเ้าสำนักเจิ้งไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว บอกเ้าไว้… นานกว่าข้าอีก” กล่าวแล้วเร่งเดินหน้าต่อ
“ผาบำเพ็ญลักษณะเช่นไร” เจียงหลงชักจะไม่ประหลาดใจกับพี่ชายผู้นี้เสียแล้ว คำแรกกล่าวว่า ‘ที่สงวน’ คำต่อมากลับอวดอ้างว่า ‘บ่อยครั้ง’ เกรงว่าภายหน้านิสัยทำอะไรตามใจ โผงผาง หมางเมินกฎเกณฑ์ จะสร้างความลำบากวุ่นวายไม่น้อย
“แต่เพียงยอดผาหนึ่ง หนาวเย็นยิ่งขึ้น สูงชันยิ่งขึ้น งดงามยิ่งขึ้น” เหอจินเฟิ่งครั้นเห็นเจียงหลงนิ่งเงียบกำลังตั้งใจครุ่นคิด จึงทำทีแสร้งกล่าวดึงความสนใจโดยไม่หันมอง “ว่าแต่เ้าถาม ้ารู้สิ่งใด”
“ข้าแค่คิดว่า หากท่านไม่เจอข้า ก็ไม่รู้จะออกจากช่องเขานั่นได้เมื่อใด”
เหอจินเฟิ่งหัวเราะฮ่า “อาจบางทีสิบปียี่สิบ…” ด้วงเกรงเจียงหลงจะกลับครุ่นคิดต่อ จึงโพล่งขึ้นดึงความสนใจ “นั่น! ถึงแล้ว สำนักกระบี่ฤทัยคิมหันต์”
ฤทัยคิมหันต์ คือสำนักกระบี่อันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ซึ่งถูกเรียกว่าหุบเขาเฟิ่งเซียนกลางป่าระหว่างแม่น้ำหวงและแม่น้ำเฟิ่งทางตอนเหนือของเมืองอานอี้ ซุ้มประตูทางเข้าทำจากศิลาหิน เช่นเดียวกับพื้นของลานกว้าง เหอจินเฟิ่งเดินนำไปตามทางอย่างคุ้นเคย
เจียงหลงเห็นบรรดาศิษย์สำนักฝึกฝนอดตะลึงลานไม่ได้ ด้วยมากไปด้วยบุรุษสตรีน้อยใหญ่กำลังทุ่มกำลังฝึกฝนอยู่ตลอดลาน สายตาคู่แล้วคู่เล่าบ่งบอกถึงสมาธิแน่วแน่ไม่หวั่นไหวอยู่ภายใน เสียงกระทืบเท้าตบพื้นและชายแขนเสื้อสะบัดดังพึ่บพั่บต่อเนื่องเป็กระบวนท่า แสดงถึงกำลังกายแข็งแรงเปี่ยมล้น ปากกล่าวกระชากเปล่งเสียงปลดปล่อยขุมกำลังปราณกร้าวแกร่ง
บุรุษหนุ่มแซ่เจียงก่อนนี้หลงทะนงตนว่า คร่ำเคร่งแข็งขันหมั่นฝึกฝนยิ่งเหนือผู้อื่น ยามนี้ไม่อาจเทียบเคียงได้ แม้แต่ดรุณน้อยวัยเจ็ดแปดปีที่กำลังก้าวะโฝึกทรงตัวบนตอไม้ขาดหน้าเท่าหน้าตัดด้ามกระบี่ ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู ขณะเดียวกันยังน่าเลื่อมใสในความตั้งใจไปพร้อมกัน
ธารน้ำเล็ก ๆ คั่นกลางระหว่างลานฝึกและส่วนอื่น ๆ ของสำนัก มีสะพานหินเป็ทางเข้าเดียวกระจายสู่ทางเดินซ้ายขวาทอดยาวยังส่วนต่าง ๆ ทั้งตำหนักเ้าสำนัก หออักษร สวนบัวเพียร โรงครัว โรงเรือน เบื้องหน้าท้ายสะพานนี้เป็บันไดขึ้นสู่หอรับรอง
“คารวะศิษย์พี่เหอ” บุรุษชุดน้ำเงินผู้หนึ่งเดินสวนผ่านคนทั้งคู่กล่าวขึ้น
“ศิษย์น้อง” เหอจินเฟิ่งประสานมือรับก่อนกล่าวต่อ “ไม่ทราบรองเ้าสำนักเจิ้งอยู่ที่หอรับรองหรือไม่”
“ท่านพักผ่อนอยู่ตำหนักรอง” เหอจินเฟิ่งได้ยินดังนั้นผงกศีรษะรับรู้ แต่ไม่คล้ายแยแสสนใจ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ศิษย์น้องผู้นั้น กล่าวรั้งไว้ “ศิษย์พี่... เกรงว่าจะเป็การรบกวน”
“ไม่หรอก เ้าไปเถิด” ศิษย์น้องจังไม่อาจกล่าวต่อได้ ประสานมือละจากการนี้ แล้วเดินคล้อยหลังหายไป เจียงหลงไม่ใคร่สะดวกใจ กล่าวกับเหอจินเฟิ่ง
“สมควรไปหรือ”
“นี่่เป็เื่ของสำนัก จะไม่สมควรอย่างไร”
เหอจินเฟิ่งตอบขณะที่ก้าวเท้ามุ่งหน้านำไป เจียงหลงทราบคนผู้นี้ มีเหตุผลส่วนตนใช้ยกสนับสนุนการกระทำเสมอ ตอแยมากความด้วย ไม่เพียงจะต่อเถียงไม่ชนะยังหาประโยชน์ใดมิได้ คิดแล้วถอนใจระอา เดินอ้อมไปตามทางจนถึงตำหนักรองเ้าสำนัก เป็เรือนซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตำหนักของอาจารย์กู่ฉิงหรู
ตัวเรือนของตำหนักรอง นั้นทาไว้ด้วยสีแดงชาด ต้นท้อและโคมไฟหินประดับอยู่ยังสองฟากฝั่งหน้าตัวเรือน ประตูไม้ปิดอยู่รองเ้าสำนักเจิ้งอยู่ด้านใน สังเกตได้จากศิษย์สามคนเฝ้าด้านนอกรอให้เรียกหารับใช้ หนึ่งในสามนั้นมีผู้หนึ่งที่ใบหน้ามนกลมดวงตาโตใสกำลังมองมาทางคนทั้งสอง วางกิริยาใหญ่โตกว่าศิษย์อีกสองคนด้านข้าง ก่อนจะยกมือขึ้นปรามกล่าว “ไม่อาจรบกวนท่าน”
เหอจินเฟิ่งยกด้ามกระบี่เลื่อนมือพ้นจากสายตา “ไม่รบกวนท่าน”
“ศิษย์น้องเหอ เ้าอย่าให้ต้องกล่าวยากเย็นเกินไปนัก” คนผู้นั้นสืบเท้าก้าวคั่น มือยกกระบี่ขึ้นขวาง เหอจินเฟิ่งนิ่งมองกระบี่ตรงหน้าั้แ่ด้ามจึงถึงปลายฝัก ใบหน้าระรื่น เมื่อครู่ปลาสนาการสิ้นราวกับไม่เคยมีอยู่ ก่อนตอบกลับท้าทาย
“ไม่ทราบศิษย์พี่ลู่ จะทำการใด”
เจียงหลงเห็นเหตุการณ์ทั้งสิ้น แม้เหอจินเฟิ่งเองใช่ว่ากระทำถูกต้องนัก แต่กริยาคนผู้นี้นับว่าหยาบคายไม่น้อย การยกกระบี่ขึ้นขวาง ไม่เพียงเป็การแสดงอำนาจเหนือคนตรงหน้า ยังเป็การกีดกันเช่นผู้เฝ้าระวังพึ่งกระทำกับคนนอกไม่เห็นเป็ศิษย์ร่วมสำนัก ผิดกับเหอจินเฟิ่งที่ก่อนนี้เมื่อทราบความว่าตนจะมาเป็ศิษย์ร่วมสำนัก มาตรว่าพุ่งกระบี่จี้อยู่หว่างอกยังไม่ตัดใจกดแทง คืนกระบี่เปลี่ยนทีท่าเป็มิตรสหาย ส่วนศิษย์แซ่ลู่ผู้นี้ แจ้งเต็มตาว่าร่ำเรียนวิชามาด้วยกัน ยังยกกระบี่ขึ้นขวางกล่าววาจาเหยียดเย้ยแก่กัน หากวันใดมีโอกาสลงมือ ไม่แน่ใจจะลังเล
“ตัววุ่นวายเช่นเ้า ท่านรองถึงให้ไปเฝ้าทุ่งเฟิ่งเซียน” คนแซ่ลู่เอ่ยขึ้น มุมปากของมันปรากฏรอยยิ้ม ั์ตาฉายแววหยามหยัน
เหอจินเฟิ่งหัวเราะเหอะกล่าว “กล่าวได้ดี ตัววุ่นวายเช่นข้าสมควรอยู่นอกสำนัก แล้วตัวสอพลอเล่า สมควรอยู่เบื้องหน้าหรือฝ่าเท้า”
“ศิษย์น้องวาจาสามหาว หรือ้าต่อยตี”
“จะ้าอย่างไร ยังไม่อาจกระทำได้”
“นับว่าปราดเปรื่องอยู่บ้าง รู้จักประมาณตน...” ระหว่างมันกำลังผึ่งผายลำพองตน ยิ้มเยาะหัวเราะไม่ทันจบ เห็นเหอจินเฟิ่งเดินหลบเลี่ยงไปที่ประตู จึงเร่งติดตามไปขัดขวาง “นี่เ้า!”
กระบี่ยกขึ้นมุ่งหมายจะจี้สกัดไว้ เหอจินเฟิ่งเห็นแล้วด้วยหางตา แทนที่จะเลี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ กลับเบี่ยงเท้าขวาสืบเท้าซ้ายถอยลงก้าวหนึ่ง ยกนิ้วขึ้นผลักฝักกระบี่ดึงออกปล่อยให้คมใบกระบี่ที่พุ่งผ่านไหล่ แล้วหมุนตัวถลันเข้าใกล้หยุดการจี้สกัดนั้นด้วยหัวไหล่ดันท้องใต้แขนพร้อมทั้งเสียบฝักกระบี่ไว้ยังมืออีกข้างของคนแซ่ลู่ ปรายสายตามองอาการทุลักทุเลของมัน
ดวงตาโตใสยามนี้หรี่ลง ทั้งคั่งแค้นทั้งอับอาย จะรุกที่ใดก็ไร้สามารถ จะล่าถอยปรับเปลี่ยนยังสายเกิน ได้แต่นึกเสียใจก่อนนี้พุ่งกระบี่จี้สกัดให้พลาดพลั้งเสียท่า
ใบหน้าเหอจินเฟิ่งกลับมารื่นระเริงแล้ว อันธรรมดาของวิชาฝีมือนั้นใช่ว่าจะขึ้นอยู่กับยศศักดิ์ลำดับก่อนหลัง มาตรว่าวิชาเทพคัมภีร์์ตั้งวางอยู่เบื้องหน้า หรือฝากกายฝึกฝนใต้สำนักยิ่งใหญ่ ศิษย์ร้อยอาจารย์เดียว ร่ำเรียนพร้อมเพรียง ยังไม่อาจสำเร็จได้ลึกล้ำทัดเทียมกัน ไหวพริบปฏิภาณผู้คนใช่เป็เื่ที่พร่ำสอนกันได้ ในใต้ฟ้า หนึ่งเหตุการณ์ย่อมปรากฏตัวแปรร้อยแปดพันประการให้ฉกฉวย แต่เพียงผู้สงบสุขุมจะมองเห็นกระจ่าง ไม่ว่ายืนหยัดท่ามกลางธารเชี่ยวหรือรายล้อมด้วยเปลวเพลิง
“พวกเ้ารอสิ่งใดอยู่!”
ศิษย์แซ่ลู่แหกปากะโขอความช่วยเหลือจากศิษย์น้องอีกสองคนใกล้ประตู ยามนี้ทั้งคู่กำลังอ้ำอึ้งไม่มีทีท่าจะคุกคามเหอจินเฟิ่งและเจียงหลง ได้แต่มองหน้ากันไปมา กะพริบตาไปพลาง กลืนน้ำลายไปพลาง ซื้อเวลารั้งรอจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจน
จนกระทั่งประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นบุรุษผู้หนึ่ง ในมือถือม้วนหนังสือไผ่ วัยสามสิบกลางในชุดไหมน้ำเงินยาวปักลายที่ชายเสื้อส่งเสริมบุคลิกยิ่งสูงสง่า คิ้วหนาเข้ม ดวงตาแหลมเรียวเบิกกว้างดุจเหยี่ยว ั์ตาเฉิดฉายด้วยประกายแวววาว จดจ้องพิจารณาอยู่ที่ศิษย์ทั้งสอง แล้วย้ายสายตามองมาที่เจียงหลง เห็นกระบี่ในมือไม่คล้ายกระบี่สามัญ แต่ไม่ได้กล่าวคำได้ หลับตาช้าพลางเบือนหน้ากลับมามองศิษย์วิวาททั้งสองอีกครา กล่าวขึ้น “ลู่จื่อเฉวียน เ้าใช้กระบี่กับศิษย์สำนักเดียวกัน น่าละอายนัก”
เหอจินเฟิ่งขยับไหล่ถอยกายออก เจียงหลงยามนี้ไม่ใช่ศิษย์สำนักแต่ไม่อาจละทิ้งมารยาท เห็นศิษย์ทั้งสี่ประสานมือคำนับจึงทำตาม เป็ลู่เฉวียนที่กล่าวขึ้น “ศิษย์เพียงจะขวางไม่ให้ศิษย์น้องมารบกวนท่าน ก่อนนี้ศิษย์ห้ามปรามแล้ว เป็ศิษย์น้องที่ไม่ฟัง จำเป็ต้องดึงกระบี่ขึ้นข่มขู่ไว้ ไม่เช่นนั้นศิษย์น้องยังคงไร้มารยาทไม่อาจหยุดยั้ง ขอท่านรองเ้าสำนักลงโทษ”
เจียงหลงรับฟังอยู่คล้ายถูกหมัดยาวฟาดเข้าใบหน้าให้มึนงงวูบ ครุ่นคิดตามคำกล่าวทั้งสิ้นล้วนผิดไปจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นเมื่อครู่ เบื้องต้นรับฟังได้เป็ไปตามนั้น ทว่าหลายประโยคหลังกลับปกปิดบิดเบือน เป็เหอจินเฟิ่งที่ดึงกระบี่เองกับมือ คนผู้นี้กลับยืดอกรับผิด ไม่เพียงดูเคร่งครัดหน้าที่น่าเลื่อมใส ยังกลบเกลื่อนความไร้ฝีมือได้แเี เื่เช่นนี้ไม่คาดจะได้ยินเข้าหูดูด้วยตาตน ทว่าเ้าสำนักเจิ้งสีหน้าท่าทีไม่ต่างไปจากเดิม เพียงถาม “เหอจินเฟิ่งเป็จริงดังนั้นหรือไม่”
“ขอรับ” เหอจินเฟิ่งขานรับหนักแน่น
“คนอยู่ที่นี่..” . บุรุษในชุดไหมสีอ่อนกล่าวต่อด้วยเสียงราบเรียบ “แล้วผู้ใดเฝ้าทุ่งเฟิ่งเซียน”
ในคำถามที่ไม่ใช่คำถาม เหอจินเฟิ่งไม่อาจตอบได้ “ศิษย์มีเื่ของสำนักต้องมาแจ้งกับท่าน...”
ม้วนหนังสือไผ่ถูกยกขึ้นฟาดลงบนฝ่ามืออีกข้างของผู้ถืออย่างไม่สบอารมณ์ในวาจาแก้ต่างน่าชังฟังไม่ขึ้น เสียงที่เคยราบเรียบก่อนนี้แข็งกร้าวขึ้นมาครึ่งส่วน “แล้วหน้าที่ของเ้าไม่ใช่เื่ของสำนักหรือ เป็เื่ของข้า หรือเป็เื่ของเ้า”
“เป็เื่ของสำนักและเป็ภาระรับผิดชอบของข้าขอรับ”
“อดอาหารสามวันนับแต่คืนนี้” สิ้นคำรองเ้าสำนัก เหอจินเฟิ่งทำได้เพียงโค้งเล็กน้อยน้อมรับ ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนเท่าใดนัก ด้วยเห็นปกติวิสัยหากไม่ถูกสั่งอดอาหารก็บังคับฝึกวิชาทั้งคืนเช่นนี้ประจำ
“แต่อย่างไรนับว่ากระทำเกินเลย” เ้าสำนักเจิ้งหันมากล่าวกับลู่จื่อเฉวียนพลางยื่นม้วนไผ่ในมือให้ “ค่ำนี้เ้าเข้าเมืองไปซื้อสมุนไพรมาตามเทียบนี่เติมใส่คลังไว้ ไปเสียยามนี้แล้วรีบกลับมา”
ลู่จื่อเฉวียนรับมา ประสานมือกล่าว “ศิษย์ทราบแล้ว ขอบคุณท่านรองที่เมตตา”
มันยังหันมายิ้มเยาะให้เหอจินเฟิ่งที่ตนไม่โดนลงโทษใด ๆ แล้วเดินอาด ๆ จากไป กิริยาโอ่อ่าผึ่งผายของมันรำคาญตาเจียงหลงยิ่ง ก่อนจะพ้นผ่าน ในใจเจียงหลงคิดจะขัดขาให้สะดุดล้ม แต่ก็เพียงคิด การลอบทำร้ายหาใช่นิสัยของตน จากนี้จนชราหากมีวาสนาจะแก่เฒ่าอย่างไรจะไม่ขอยอมกระทำ
ระหว่างครุ่นคิด เหลือบตาขึ้นเห็นรองเ้าสำนักเจิ้งกำลังเพ่งมองมาคล้ายกำลังไตร่ตรองประเมิน ครั้นเห็นว่าเจียงหลงรู้ตัว แสร้งเบือนหน้ากล่าวราบเรียบกับเหอจินเฟิ่ง
“มีเื่ใดแจ้ง”
เหอจินเฟิ่งกล่าวตอบ “คนผู้นี้แซ่เจียงชื่อหลง กล่าวว่าเป็ศิษย์ของปรมาจารย์กู่”