When Love Protects
บทที่ 2: เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เสียงออดเลิกเรียนดังกังวานยาวนาน เป็สัญญาณปลดปล่อยฝูงผึ้งตัวน้อยออกจากรังคอนกรีตขนาดใหญ่ บรรยากาศรอบโรงเรียนประถมศึกษาที่เคยเงียบเหงาใน่บ่ายพลันกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เสียงเด็กๆ ะโเรียกกันจอแจ เสียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยร้องเรียกลูกค้า และเสียงแตรรถของผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานดังผสมปนเปกันไปหมด
ณ ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ร่างสูงของภูผายืนพิงเสาเหล็กอยู่เงียบๆ เขาเพิ่งมาถึงได้ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าจากการฝึกภาคสนามอันหนักหน่วงมาตลอดทั้งวัน เสื้อยืดสีขาวสะอาดที่สวมทับกางเกงยีนส์สีซีดยังคงซับเหงื่อได้ไม่หมดดีนัก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจ กลิ่นแดดอ่อนๆ และดินจากสนามฝึกยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกของเขา
ดวงตาคมกริบค่อยๆ กวาดมองไปในฝูงชนเด็กนักเรียนที่ทยอยกันเดินออกมาจากประตูโรงเรียน เขามองหาเปียผมสองข้างที่คุ้นตา และในที่สุด เขาก็เห็นเธอ
รินรดาเดินออกมาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ทั้งสองคุยกันกระหนุงกระหนิง ชี้ชวนกันดูร้านขายลูกชิ้นปิ้งที่มีควันหอมฉุยลอยยั่วจมูกอยู่ข้างรั้วโรงเรียน ภูผาเห็นแววตาอยากกินของรินรดา แต่เธอก็เพียงแค่ส่ายหน้าให้เพื่อนเบาๆ ก่อนจะโบกมือลาเมื่อเพื่อนของเธอวิ่งไปหาแม่ที่จอดรถมอเตอร์ไซค์รออยู่
แล้วเธอก็เหลือตัวคนเดียวอีกครั้ง
เด็กหญิงเริ่มออกเดินบนเส้นทางกลับบ้านที่คุ้นเคย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบร่างเล็กทำให้เกิดเงาทอดยาวบนพื้นทางเท้า วันนี้ในมือของเธอไม่มีถุงขนมปังเหมือนเมื่อเช้า แต่เมื่อเดินผ่านจุดที่เ้าสามสีนอนอยู่ เธอก็ยังย่อตัวลงไปลูบหัวทักทายมันอย่างเคยชิน และเมื่อผ่านกลุ่มสุนัขจรจัด พวกมันก็พร้อมใจกันกระดิกหางให้เธอเหมือนเช่นทุกวัน
ภูผาเดินตามในระยะห่างที่พอเหมาะ กิจวัตรใน่เย็นของเขาดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมือนเคย จนกระทั่ง...รินรดาเดินมาถึง่ที่เป็ทางเลี้ยวเข้าซอยค่อนข้างเปลี่ยว ซึ่งเป็ทางลัดที่จะทะลุไปยังอพาร์ตเมนต์ของเธอได้
กลุ่มเด็กวัยรุ่นชายสี่ห้าคน อายุราวสิบห้าสิบหกปี กำลังจับกลุ่มนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงปากซอย เมื่อพวกเขาเห็นร่างเล็กๆ ของรินรดาเดินมาคนเดียว หนึ่งในนั้นก็ผิวปากเรียกเสียงแหลม
“เฮ้ยน้องสาว รีบไปไหนจ๊ะ”
รินรดาชะงักฝีเท้า กอดกระเป๋านักเรียนไว้แนบอก ดวงตากลมโตมองกลุ่มวัยรุ่นอย่างหวาดๆ เธอเม้มปากแน่นแล้วก้มหน้าตั้งใจจะเดินผ่านไปเงียบๆ
“อ้าว เรียกก็ไม่ตอบ หยิ่งเหรอเรา” เด็กหนุ่มอีกคนพูดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของเพื่อนในกลุ่ม พวกเขาลุกขึ้นยืนขวางทางเอาไว้หลวมๆ ไม่ได้มีทีท่าคุกคามรุนแรง แต่อากัปกิริยาที่ดูสนุกสนานบนความหวาดกลัวของเด็กตัวเล็กๆ ก็ทำให้ภูผาที่มองอยู่จากอีกฝั่งของถนนรู้สึกเืขึ้นหน้า
เส้นประสาทของเขาพลันตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันที
สัญชาตญาณตำรวจในตัวเขาทำงานอย่างฉับพลัน เขาวิเคราะห์สถานการณ์ในเสี้ยววินาที วัยรุ่นกลุ่มนี้อาจจะแค่คึกคะนอง ้าแกล้งเด็กเพื่อความสนุก แต่สำหรับเด็กผู้หญิงตัวคนเดียว มันคือภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด
ภูผาไม่ลังเลอีกต่อไป เขาดับแววตาอ่อนโยนที่เคยใช้มองรินรดาจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเ็าและดุดันที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก ชายหนุ่มก้าวออกจากที่กำบัง เดินข้ามถนนอย่างสุขุมและเยือกเย็น มุ่งตรงไปยังปากซอยนั้น
กลุ่มวัยรุ่นยังคงหัวเราะและแซวรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ ไม่ได้สังเกตเห็นการมาของเขา
“มีตังค์กินขนมมั้ยจ๊ะ ขอพี่บ้างสิ” คนที่เป็หัวโจกยื่นมือออกไปทำท่าจะจับเปียผมของรินรดา
หมับ!
ยังไม่ทันที่นิ้วของเด็กหนุ่มจะััเส้นผมของรินรดา ร่างของภูผาก็มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังเด็กหญิงั้แ่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เขายืนเต็มความสูง สงบนิ่ง แต่แผ่รังสีของความกดดันออกมาอย่างน่าเกรงขาม สายตาคมกริบจ้องมองไปยังกลุ่มวัยรุ่นอย่างเืเย็น
กลุ่มเด็กหนุ่มชะงักกึก พวกเขามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ก่อนจะค่อยๆ หุบเสียงหัวเราะลง เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่มองมาราวกับจะกินเืกินเนื้อ
ภูผาไม่พูดอะไรสักคำ เขาแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็การตั้งคำถามแบบเงียบๆ ว่า ‘จะเอาเื่ต่อไหม’
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว วัยรุ่นหัวโจกค่อยๆ ชักมือกลับ สบถในลำคอเบาๆ แล้วพยักพเยิดให้เพื่อนๆ หลีกทาง ก่อนจะพากันเดินหนีเข้าซอยไปอย่างหัวเสีย
รินรดาที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความกลัว รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของชายแปลกหน้าที่เพิ่งช่วยเธอไว้ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดาและมีกลิ่นแดดจางๆ เธอไม่เห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ เพราะทันทีที่กลุ่มวัยรุ่นจากไป เขาก็เดินสวนเธอออกไปทางถนนใหญ่ทันทีโดยไม่หันกลับมามองหรือพูดอะไรเลย
เด็กหญิงมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตาด้วยความรู้สึกงุนงงระคนขอบคุณ ก่อนจะรีบวิ่งจ้ำอ้าวกลับอพาร์ตเมนต์โดยไม่หันหลังกลับไปมองทางนั้นอีก
เธอไม่รู้เลยว่า...เมื่อเธอวิ่งเข้าตึกไปอย่างปลอดภัยแล้ว ร่างสูงของชายคนเดิมก็เดินย้อนกลับมายืนอยู่ที่ปากซอยอีกครั้ง ภูผามองขึ้นไปยังชั้นสามของอพาร์ตเมนต์เก่า รอจนกระทั่งเห็นแสงไฟในห้องของเธอสว่างขึ้น เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เหตุการณ์ในวันนี้ตอกย้ำความเชื่อของเขา...ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นถูกต้องแล้ว โลกใบนี้ไม่ได้สวยงามและปลอดภัยสำหรับเด็กหญิงที่จิตใจดีงามคนหนึ่งเสมอไป และตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้ เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้อง ‘ดอกไม้’ ที่เขาเฝ้าทะนุถนอมดูแลอยู่ห่างๆ ดอกนี้เด็ดขาด...