เมื่อสังเกตเห็นสายตาของผู้คนรอบข้างซูต้าฟู่ก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปนั้นไม่ได้มีอะไรผิดจึงเชิดหน้าขึ้นกล่าวเสียงแข็งต่อไป "พวกท่านหากไม่อยากเสียเวลาทำมาค้าขายก็รีบพาพวกเรากลับบ้านไปจัดการให้เข้าที่เข้าทางเสีย!"
กิจการของร้านอาหารแห่งนี้ดีจริงแต่ถึงแม้สมองของซูต้าฟู่จะไม่ค่อยฉลาดนัก ก็ยังพอรู้ว่าการจะฮุบร้านอาหารแห่งนี้มาไว้ในมือตนเอง คงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
หากเป็นบ้านรองในอดีตก็คงไม่ยอมปล่อยมือไปง่ายๆนับประสาอะไรกับตอนนี้ ที่คนเหล่านี้ดูฉลาดกว่าแต่ก่อนมากนัก!
สิ่งที่ต้องทำโดยด่วนที่สุดก็คือรีบหาที่พักให้ได้เสียก่อน
เมื่อครู่ตอนที่มาตลอดทางเขาได้สังเกตการณ์เมืองนี้อย่างละเอียด คนในเมืองเหล่านี้ แม้จะเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังสะอาดสะอ้าน มีรอยปะเพียงไม่กี่จุดมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่แต่งกายซอมซ่อ นอกจากเสื้อผ้าจะมีรอยปะชุนเต็มไปหมดแล้วยังมีรอยขาดอีกด้วย ทั้งสกปรกทั้งเก่าแก่ น่าอับอายสิ้นดี!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สายตาของผู้คนมากมายการถูกจ้องมองเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ทว่าซูต้าฟู่เป็นคนหน้าหนาหาได้รู้สึกละอายใจไม่เพียงคิดว่าตนเองในภายภาคหน้าก็จะเป็นหนึ่งในเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้แล้วแต่กลับต้องได้รับสายตาดูหมิ่นจากลูกค้า จึงรู้สึกขัดใจยิ่งนัก
"พาพวกท่านกลับบ้าน?"
ซูอี้หว่านทวนคำพูดนั้นอย่างเงียบๆแล้วยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้พาพวกท่านกลับบ้าน เรื่องง่ายดายเพียงนี้ ทำไมข้าจะทำไม่ได้"
ช่วงนี้ร้านอาหารไม่ได้ยุ่งมากนักช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฝีมือของลูกน้องคนอื่นๆ ก็ได้รับการฝึกฝนจากนางแล้วการประคองสถานการณ์สักหนึ่งถึงสองชั่วยามก็ไม่มีปัญหาอะไรหากนางจะออกไปข้างนอกสักหน่อย ก็ไม่ได้ทำให้เสียการเสียงานอะไร
ในเมื่อมีจางอ้ายหลินคอยดูแลร้านอยู่ซูอี้หว่านก็ย่อมไม่มีอะไรต้องกังวลใจ หันไปขยิบตาให้ท่านแม่"ท่านแม่ ในร้านคงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าขอตัวไปส่งพวกท่านลุง‘กลับบ้าน’ ก่อนนะเจ้าคะ!"
นางจงใจเน้นย้ำคำว่า‘กลับบ้าน’ ให้หนักแน่นขึ้นจางอ้ายหลินแทบจะเข้าใจความหมายของนางในทันที จึงพยักหน้า "หว่านเอ๋อร์ไม่ต้องกังวลใจไป ความสามารถของแม่เจ้าจะดูแลร้านไม่ได้ดีเชียวหรือ?"
นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปบนใบหน้าของซูฉงกวงและคนอื่นๆ อีกครั้งอย่างอดไม่ได้
การกระทำนี้ทำให้จ้าวเสี่ยวชุ่ยที่คอยสังเกตนางอยู่ตลอดเวลาบังเอิญสบสายตากับนางเข้า
จ้าวเสี่ยวชุ่ยถึงกับชะงักงันริมฝีปากสั่นระริกอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"น้องสะใภ้..."
เพียงเอ่ยคำเรียกขานออกมาเท่านั้นจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดต่อไป
นางก้มมองสองมือที่ดำกร้านผอมแห้ง และเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความยากลำบากจากนั้นก็นึกถึงใบหน้าที่ขาวผ่องไร้ริ้วรอยของจางอ้ายหลินความกล้าหาญเพียงเล็กน้อยที่จ้าวเสี่ยวชุ่ยรวบรวมมาได้ก่อนหน้านี้ก็พลันสลายไปจนไม่เหลือสิ่งใด
นางคิดว่าน้องสะใภ้ของตนผู้นี้มิได้เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว หากยังคิดที่จะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเช่นเมื่อก่อนเกรงว่าก็คงเป็นการหยามตนเองเท่านั้น
อีกทั้งในใจของจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็เข้าใจดีว่าเมื่อก่อนตนเองดูแลบ้านรองอย่างดีเพียงผิวเผิน แท้จริงแล้วการดูแลที่ว่านั้นก็เป็นเพียงความสงสารที่ตนมอบให้ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูเท่านั้นบ้านรองอาจจะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจนัก
มิเช่นนั้นเมื่อคราวก่อนที่พบนางที่หมู่บ้านหลิวทำไมจางอ้ายหลินจึงมีเพียงคำพูดแสดงความเป็นห่วงเพียงไม่กี่คำแต่กลับมิได้เอ่ยถึงเรื่องที่จะช่วยเหลืออะไรตนเองบ้างเลยเล่า?
ถึงแม้จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้แต่หากให้จ้าวเสี่ยวชุ่ยล้มเลิกแผนหาผลประโยชน์จากบ้านรอง นางก็ทำไม่ได้จริงๆ
เป็นเพราะว่าชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านรองในตอนนี้ดีเกินไป เมื่อเทียบกับบ้านของพวกตนแล้วช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ไม่ว่าแต่ก่อนจะมีบุญคุณความแค้นอันใดพวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่สมควร
อีกทั้งนางก็มิได้โลภโมโทสันอยากได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของบ้านรองขอเพียงสามารถแบ่งผลประโยชน์จากตรงนั้นมาได้เพียงเล็กน้อยก็พอ อย่างไรเสียบ้านรองก็มีเพียงซูอี้โจวเป็นบุตรชายการที่เขาต้องจัดการร้านอาหารที่ใหญ่โตเพียงลำพังในภายภาคหน้าก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายสู้ให้บุตรชายของตนเองมาช่วยแบ่งเบาภาระสักหน่อยคงจะดีกว่า
เหล่าบุตรชายล้วนเติบใหญ่จนอายุล่วงเลยแต่กลับไร้คู่ครอง สัญญาหมั้นหมายแต่เก่าก่อน ณ บ้านเกิดนั้นหาได้มีความหมายอันใดไม่ ยามนี้พวกเขาไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองแล้วจะมีสตรีใดเล่าที่มองเห็นค่า?
ด้วยความเป็นแม่หัวใจย่อมกังวลถึงลูกเสมอ ถึงแม้ลูกๆ ของนางจะเคยปฏิบัติต่อนางเช่นไรก่อนหน้านี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดถึงและเป็นห่วงพวกเขา
หากบุตรชายสามารถมาช่วยเหลือที่ร้านอาหารได้แม้จะเป็นเพียงลูกจ้างวิ่งโต๊ะธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก็ยังนับว่ามีงานที่สุจริตทำด้วยสิ่งนี้ก็ยังพอจะหาภรรยาได้
ดังนั้นสำหรับการกระทำของเหล่าพ่อลูก แม้จ้าวเสี่ยวชุ่ยจะรู้สึกละอายใจบ้างแต่ก็มิได้ห้ามปราม เพียงแต่คอยตามอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่แสดงท่าทีใดๆอาหารตรงหน้าที่ควรลิ้มลอง นางก็มิได้ละเลย
จางอ้ายหลินก็มิใช่ว่าจะไม่เห็นท่าทีที่ตะกละตะกลามของจ้าวเสี่ยวชุ่ยก่อนหน้านี้นางจึงยิ่งรู้สึกว่าพี่สะใภ้ผู้นี้เสแสร้งจนเกินงามทั้งที่ในใจก็เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นเดียวกับพวกซูฉงกวงแต่กลับแสร้งทำเป็นคนดีมีน้ำใจ ราวกับว่านางแตกต่างจากซูฉงกวงราวฟ้ากับดินราวกับว่านางมีคุณธรรมสูงส่ง
ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เสแสร้งเช่นนี้กลับเน่าเฟะน่ารังเกียจยิ่งนัก!
เป็นจริงดั่งคำกล่าว‘มิใช่คนในครอบครัวเดียวกัน ก็มิอาจร่วมเรือนเดียวกันได้’ ผิวเผินจ้าวเสี่ยวชุ่ยดูเป็นคนใจบุญและอ่อนหวานทว่าเนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยกลอุบาย มิกล้าแสดงออกซึ่งความริษยาทำได้เพียงแอบอิจฉาอยู่ในเงามืด
จางอ้ายหลินหัวเราะเยาะออกมาเบาๆแล้วก็เม้มปากลง ไม่กล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพียงแต่สายตาเช่นนั้นทำให้จ้าวเสี่ยวชุ่ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง สีหน้าก็ยิ่งซีดเผือดลงทำได้เพียงก้มหน้าลงไม่กล่าวสิ่งใด
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนางซูฉงกวงก็ส่งเสียงหึในลำคออย่างรังเกียจ ในใจคิดว่าตอนนี้ตนเองเข้าเมืองมาแล้วกำลังจะได้ใช้ชีวิตที่หรูหรา ในภายภาคหน้าก็ไม่ต้องทนดูใบหน้าเหี่ยวๆของนางอีกแล้ว!
ถึงแม้ว่าน้องสะใภ้จะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตรต่อเขาแต่ซูฉงกวงเชื่อมั่นว่า อีกไม่นานจางอ้ายหลินจะต้องยอมสยบต่อเขา สำหรับเรื่องนี้เขาเตรียมแผนรับมือไว้สารพัด!
เมื่อเห็นแววตาของซูฉงกวงดวงตาของซูอี้หว่านก็ทอประกายเย็นเยียบ ขบกรามแน่น ก่อนจะปั้นยิ้มอย่างฝืนใจ“ท่านอา พวกท่านรออะไรอยู่ ข้าจะพาพวกท่านกลับบ้านเอง!”
ซูฉงกวงไอ้แก่สารเลวนี่กล้าใช้สายตาหื่นกระหายเช่นนั้นมองท่านแม่ของข้า สมควรตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
รออีกสักครู่หากไม่หาที่ทางสั่งสอนเขาอย่างหนักสักทีเขาคงนึกว่าตัวเองวิเศษวิโสเกินไปแล้วกระมัง!
เมื่อเห็นว่าซูอี้หว่านฉลาดเฉลียวเช่นนี้ซูฉงกวงพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ กล่าวด้วยท่าทีเสแสร้ง“เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ”
รอให้นางพากลับบ้านแล้วจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เสียก่อน ทำความสะอาดร่างกายให้หมดจดจากนั้นค่อยพิจารณาสิ่งต่างๆ ก็ยังไม่สาย
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาเขาสังเกตเห็นเสื้อผ้าบนตัวชายคนหนึ่งดูดีมีราคาเหมือนกับที่ท่านขุนนางในหมู่บ้านของพวกเขาเคยสวมใส่ ดูแล้วสง่างามนักบัดนี้ตนก็เป็นเศรษฐีแล้ว คราวหน้าจะต้องให้ยายหนูซูอี้หว่านหามาให้เขาสักชุด