สามปีที่โอเอซิสใหญ่ผ่านพ้นไปดังสายลมวูบเดียว มู่เฉินได้เรียนรู้มากมายทั้งวิถีชนเผ่า มิตรภาพ และความอบอุ่นที่ต่างถิ่นมอบให้ แต่ในยามค่ำคืนที่นั่งเพียงลำพัง เขาก็ยังรู้สึกได้ว่าหัวใจของตนยังคงโหยหาเส้นทางที่ไกลกว่านี้
เช้าวันหนึ่ง เขาจ้องมองฟ้าไกลที่ทิศใต้ คล้ายสายลมพัดพาเอากลิ่นเค็มปนชื้นจากทะเลอันห่างไกลมาแตะจมูก ราวกับเป็สัญญาณจาก์ เส้นทางต่อไปของเขา คือการมุ่งลงใต้สู่ทะเลอันกว้างใหญ่
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการผจญภัย หากแต่เป็การ กลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่ ที่เขาเคยจากมา เพื่อจะได้ทดสอบตนเองกับความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านไป
เส้นทางลงใต้เต็มไปด้วยความหลากหลาย จากหุบเขาหินผา แผ่นดินแห้งแล้ง กลายเป็ป่าเขียวชอุ่มที่ชุ่มชื้น จากหมู่บ้านเงียบสงัดไปจนถึงนครใหญ่ริมแม่น้ำ ทุกย่างก้าวที่ก้าวไปคือการเรียนรู้ใหม่ ๆ ของมู่เฉิน
ระหว่างทาง เขาได้ช่วยเหลือคาราวานที่ถูกสัตว์ร้ายโจมตี ได้ต่อสู้กับโจรูเาที่หมายจะปล้นสะดม และยังได้รู้จักศิษย์สำนักเล็ก ๆ ที่ออกเดินทางฝึกตนเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนใจเขาว่า การเดินทางมิใช่เพียงการแสวงหาความแข็งแกร่ง แต่คือการเชื่อมโยงหัวใจมนุษย์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน
หลายเดือนผ่านไป เส้นทางก็เริ่มเปิดออกสู่เขตเมืองท่าทางใต้ ลมทะเลพัดแรงจนเส้นผมปลิวสะบัด เสียงนกทะเลร้องระงม และกลิ่นเค็มของทะเลก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกย่างก้าว
ยามที่มู่เฉินก้าวขึ้นเนินเขาแล้วทอดสายตาไป
ภาพทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตาปรากฏตรงหน้า คลื่นซัดกระทบฝั่งดังถาโถม ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเปล่งประกายสีทองอาบคลื่นน้ำจนดุจแผ่นกระจก์
หัวใจของมู่เฉินพลันสั่นสะท้าน นี่คือจุดหมายใหม่ของเขา และบางที... อาจเป็บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เขายิ้มจาง ๆ พลางรำพึงกับตนเอง
“หนทางยังอีกไกลนัก... ทะเลเอ๋ย เ้ามีสิ่งใดจะสอนข้า”
เมืองท่าทางใต้ครึกครื้นนัก เสียงแม่ค้าะโเรียกลูกค้า เสียงกังหันน้ำหมุนดังเอี๊ยดอ๊าด แผงลอยเรียงรายไปด้วยสินค้าหลากชนิด ั้แ่ผ้าไหม เครื่องประดับจากแดนไกล ไปจนถึงสมุนไพรและอาวุธแปลกตา
มู่เฉินเดินทอดมองช้า ๆ จ้องมองความคึกคักตรงหน้า เขารู้สึกได้ทันทีว่าเมืองท่านี้ต่างจากทุกที่ที่เคยผ่านมาที่นี่เป็ประตูเปิดสู่โลกกว้าง
ขณะกำลังสังเกตเรือใหญ่ที่เทียบท่า สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับบุรุษร่างสูงผิวคล้ำ ตาสีฟ้าเข้มราวท้องทะเล ลักษณะมิใช่ชาวแผ่นดินใหญ่ หากเป็คนต่างแดนแท้ ๆ เขาสวมเสื้อคลุมบางสีคราม ติดดาบคดสั้นที่เอว และกำลังเจรจาเสียงดังกับพ่อค้าเรือ
ชายผู้นั้นเมื่อเห็นมู่เฉินจ้องมาก็ยิ้มพลางเอ่ยเป็ภาษากลางสำเนียงแปลก
“ท่านพี่ สนใจออกทะเลหรือไม่ ข้าชื่อ คาเร็น เป็หัวหน้าเรือจากแดนไกล เส้นทางนี้ต้องใช้คนกล้าอย่างท่าน”
มู่เฉินยกมือคำนับเบา ๆ ก่อนตอบเรียบง่าย
“ข้ามิใช่พ่อค้า แต่เดินทางแสวงหาหนทางชีวิต หากมีวาสนาก็อาจได้ร่วมเดินทางกับท่าน”
คาเร็นหัวเราะเสียงก้อง
“ดี! เส้นทางทะเลยาวไกล ้าทั้งพละกำลังและสหายผู้ไว้ใจได้ หากวันหนึ่งท่านอยากออกทะเล มาหาข้าที่ท่าเรือ ข้าจะรออยู่”
มู่เฉินมิได้ตอบทันที เพียงเก็บถ้อยคำไว้ในใจ
ตกค่ำนั้นเอง เหตุการณ์กลับพลิกผัน เสียงโกลาหลดังขึ้นทั่วท่าเรือ เปลวไฟลุกไหม้จากโกดังไม้ เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีอย่างอลหม่าน
โจรสลัด!
เรือเร็วลำเล็กหลายสิบลำเทียบท่าอย่างฉับพลัน ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำเต็มไปด้วยรอยสักและอาวุธโเี้กรูกันเข้ามา ปล้นชิงสินค้าและจับตัวผู้คน
มู่เฉินหันมองเพียงครู่ก็รู้นี่มิใช่โจรกระจอก แต่เป็ กองโจรสลัดดำแห่งทะเลใต้ ที่เลื่องชื่อในความโเี้
เขาถอนหายใจยาว มือแตะดาบข้างเอว ร่างกายที่ผ่านการเดินแผ่นดินและฝึกฝนจนกล้าแกร่งแล้วพลันสงบนิ่งในพริบตา
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงและเด็กดังขึ้นใกล้ ๆ มู่เฉินไม่อาจเพิกเฉยได้อีก
“ในเมื่อชะตาส่งข้ามาถึงที่นี่ ดาบย่อมได้เห็นเื”
เพียงชั่วพริบตา ร่างของมู่เฉินพุ่งเข้าสู่สมรภูมิกลางท่าเรือ ดาบในมือวาววับสะท้อนแสงไฟ พลิกหมุนราวพายุ เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น ศพโจรล้มลงทีละร่าง ผู้คนเริ่มเห็นความหวังอีกครั้ง
ท่ามกลางความวุ่นวาย คาเร็นหัวหน้าเรือต่างแดนก็โผล่มาช่วย เขาเหวี่ยงดาบโค้งอันแหลมคมฟาดฟันไม่แพ้ยอดนักรบ ทั้งสองประสานฝีมือกันราวรู้ใจกันมานาน สู้จนโจรสลัดแตกพ่ายต้องถอยกลับไปยังทะเล
เปลวไฟยังคงลุกไหม้ แต่ผู้คนในท่าเรือก็เริ่มส่งเสียงโห่ร้องยินดี
ยามสงบลง คาเร็นตบบ่ามู่เฉินแรง ๆ แล้วหัวเราะ
“ฮ่าๆ ข้าเดาไม่ผิดจริง ๆ ที่ทาบทามเ้า! ชายเช่นเ้าเหมาะนักที่จะฝ่าคลื่นทะเล ข้ามีเรือ และเ้า... มีหัวใจนักรบ”
มู่เฉินมองทะเลกว้างที่ทอแสงจันทร์ระยิบระยับ พลันรู้สึกถึงโชคชะตาที่กำลังดึงเขาเข้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่
การเดินทางสู่ มหาสมุทร อันไร้ที่สิ้นสุด
รุ่งสางของวันใหม่ สายหมอกบาง ๆ ปกคลุมเหนือน่านน้ำ เสียงคลื่นซัดสาดเบา ๆ สะท้อนกับไม้กระดานของท่าเรือ มู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องไปยังเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านราวปราสาทเคลื่อนที่กลางทะเล
บนเสากระโดงสูงปักธงผืนใหญ่ ลวดลายเป็สัญลักษณ์คลื่นวนและดวงตาสีน้ำเงิน ตราของหัวหน้าเรือ คาเร็น
คาเร็นก้าวลงมาจากเรือ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ท่านนักรบ ข้าเฝ้ารอคำตัดสินใจของเ้า วันนี้เ้าจะไปกับข้าหรือไม่”
มู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมองทะเลกว้างที่ทอดยาวสุดสายตา
เสียงคำพูดของอี้หรงพลางแล่นเข้ามาใน
“ให้นำพานางออกท่องสู่โลกกว้างไร้สิ้นสุด”
เขาสูดลมหายใจลึก ตอบเสียงมั่นคง
“ไป ข้าจะออกเดินทางสู่ท้องทะเล”
คาเร็นหัวเราะเสียงดังจนผู้คนแถวนั้นหันมามอง
“ฮ่าๆ ดี! ดีมาก! เช่นนั้นั้แ่นี้เ้าจะเป็พวกเดียวกับเรา!”
ทันทีที่ก้าวขึ้นเรือ มู่เฉินััได้ถึงกลิ่นเค็มของเกลือทะเล แรงสั่นะเืเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า และเสียงเชือกถูกชักรั้งจากลูกเรือหลายสิบคนที่ขะมักเขม้น
บนเรือเต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ บ้างผิวขาว บ้างผิวคล้ำ บ้างมีผ้าคาดหัวหรือเสื้อคลุมแปลกตา ทุกคนต่างขยันขันแข็ง ทำงานด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์การเดินเรือ
หนึ่งในนั้น หญิงสาวผมทองตาสีเขียวสดใส ดูแปลกตาในสายตามู่เฉิน นางกำลังตรวจสอบแผนที่ทะเล นางชื่อ เอลีซา ตำแหน่งต้นหนผู้เชี่ยวชาญด้านดวงดาวและกระแสน้ำ คาเร็นแนะนำให้นางรู้จักมู่เฉินอย่างสนิทสนม
“หากไม่มีนาง เรือของข้าคงหลงทางในทะเลมืดมานับครั้งไม่ถ้วน” คาเร็นกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ
เอลีซายิ้มอ่อน ๆ พลางพยักหน้า
“การเดินทางครั้งนี้ไม่ง่าย หากท่านคิดออกทะเลจริง ๆ จงเตรียมใจเผชิญทุกสิ่งให้พร้อม”
เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้ง!
เชือกถูกปลดออกจากท่า ใบเรือกว้างถูกชักขึ้นสูง ลมทะเลพัดกระทบเต็มที่ เรือสำเภาค่อย ๆ เคลื่อนออกจากฝั่งทีละน้อย
ผู้คนบนฝั่งต่างโบกมือร่ำลา เสียงะโปนเสียงคลื่นดังระงม
มู่เฉินยืนอยู่หัวเรือ ลมแรงโบยหน้าคล้ายเป็การต้อนรับ เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้าดูกว้างใหญ่และไร้ที่สิ้นสุด
เขาหลับตาลงชั่วครู่ ปล่อยให้เสียงทะเลและกลิ่นเค็มพัดผ่าน ก่อนลืมตาอีกครั้งในแววตามีทั้งความโศกเศร้า ความมุ่งมั่น และประกายความหวัง
นี่คือก้าวแรกของการผจญภัยครั้งใหม่ สู่โลกกว้างที่ไม่เคยรู้จัก และสู่โชคชะตาที่ไม่มีผู้ใดทำนายได้