บทที่ 6
หลังจากร่ำลากันเรียบร้อย ผมกับกุนเทอร์ก็กลับไปกินมื้อเที่ยงที่พ่อบ้านฟรานได้เตรียมเอาไว้ โชคดีที่อาหารยังอุ่นๆอยู่ ผมก็กินจนอิ่มแปล้เหมือนเดิม ดูเหมือนมื้อนี้พ่อครัวจะตั้งใจทำเป็นพิเศษ แถมมีซุปเห็ดที่ผมชมไปเมื่อเช้าคอยเติมให้ตลอดและที่น่าอาย คือ ผมกินจนหมดหม้อโดยไม่รู้ตัว…ไม่ได้ๆ… ถ้าอยู่บ้านกุนเทอร์นานๆผมต้องวิวัฒนาการจากแวมไพร์เป็นหมูตอนเข้าสักวัน…รอบนี้พ่อครัวเองก็มายืนในห้องทานอาหารด้วย เขายิ้มแก้มแทบปริ เช็ดน้ำตาเป็นระยะๆ… จนสุดท้ายก็โดนพ่อบ้านฟรานพอออกไปจากห้อง... กุนเทอร์ที่ยังงงๆอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็เลยเล่าเรื่องเมื่อเช้าให้ฟัง เขาก็พยักน่าอย่างเข้าใจแล้วบอกว่าเวทมนตร์ที่ผมใช้เป็นเวทมนตร์ระดับสูง คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นกันเพราะฉะนั้นคราวหลังผมต้องระวังให้มากเวลาจะใช้เวทรักษาใคร เดี๋ยวผู้คนจะแตกตื่นกัน...“อีก 2 วัน เราจะเริ่มออกเดินทางกัน เอสก้า มีอะไรที่อยากได้เพิ่มหรือเปล่า? ส่วนพวกอุปกรณ์สำคัญในการเดินทางไม่ต้องห่วง พ่อบ้านฟรานจะเป็นคนจัดการให้”อยากได้เพิ่มเหรอ…. อ่อ จริงด้วย“ผมอยากอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ คุณกุนเทอร์พอจะมีหนังสือแบบนั้นไหมครับ?”กุนเทอร์ยิ้มแล้วพยักหน้า“มีสิ เอสก้าอยากเรียนประวัติศาสตร์เหรอ?”“ใช่ครับ.. ผมคิดว่าถ้าเรียนรู้ประวัติศาตร์ไว้ ผมน่าจะเข้าใจเรื่องต่างๆบนโลกนี้ได้มากขึ้น”พอพูดแบบนี้แล้ว รู้สึกเหมือนยืนยันว่ามาจากโลกอื่นยังไงก็ไม่รู้แฮะ...“...เข้าใจล่ะ ฉันจะให้เอน่าเอาหนังสือมาให้ ถ้าไม่เข้าใจเนื้อหาตรงไหน เรียกฟรานได้เลยนะ เขาเป็นอาจารย์ที่ดีเลยล่ะ”พ่อบ้านฟรานนี่สุดยอดพ่อบ้านชัดๆเลยนะเนี่ย… ผมไม่ค่อยอยากรบกวนเขาแฮะ แค่งานของเขาเองก็น่าจะล้นมืออยู่แล้ว ผมนั่งคุยกับกุนเทอร์ได้สักพักก็แยกย้ายกันไปทำเรื่องส่วนตัว แน่นอนว่าผมไปนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่จัดเตรียมไว้ให้ในห้องรับแขก โดยมีเอน่าคอยเสริฟชาและพ่อบ้านฟรานเดินเข้ามาช่วยสอนบ้างเป็นระยะ… ความจริงผมบอกเขาไปแล้วนะว่าไม่เป็นไร แต่ห้ามได้ซะที่ไหน....ส่วนทางกุนเทอร์กำลังจัดการเอกสารในห้องทำงานของเขาอยู่ เขาบอกว่ามื้อเย็นเขาอาจจะไม่ได้ไปกินที่ห้องอาหารเพราะจำเป็นต้องเซ็นเอกสารที่ค้างไว้ทั้งหมดภายในคืนนี้ ...ลำบากน่าดูเลยแฮะ หวังว่าผมจะช่วยอะไรเขาได้บ้างนะ การอ่านหนังสือของผมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะยังมีข้อสงสัยว่าทำไมผมอ่านภาษาของโลกนี้ออก..แต่ผมจะเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ที่ผมอยากรู้คือเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้มากกว่า เอน่าเหมือนจะรู้ว่าผมกำลังอ่านหนังสือแบบไหนอยู่ เธอเลยเอาแผนที่ของโลกนี้มากางให้ผมดูประกอบขณะอ่านด้วย ตอนนี้ผมได้รู้ว่าอาณาจักรวอร์เลนเซียของมนุษย์แบ่งออกเป็น4เขต ทิศเหนือที่ผมอยู่เป็นเมืองหลวง และก็ทิศใต้ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือนั้นเป็นเมืองเศรษฐกิจ ทิศตะวันออกเป็นเมืองที่เด่นเรื่องการเพาะปลูกและทรัพยากรต่างๆ อย่าง หินเวทมนตร์ที่มีอยู่จำนวนมาก ส่วนเมืองสุดท้ายซึ่งอยู่ทิศตะวันตก เมืองหน้าด่านที่ถูกทำลายช่วง 10 ปีที่เกิดสงคราม ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู หนังสือเล่มนี้เล่าย้อนถึงสงครามที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ระหว่างเผ่ามาร์ทรอนกับเผ่ามนุษย์ ปัญหาเกิดจากเขตแดนทางใต้ของมนุษย์เหลื่อมล้ำกับเขตแดนของเผ่ามาร์ทรอน ซึ่งสงครามครั้งนั้นเกิดจากการแย่งอาณาเขตกันล้วนๆ สุดท้ายเผ่ามาร์ทรอนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พื้นที่บริเวณนั้นได้กลายเป็นเมืองท่าเรือในปัจจุบัน“...แล้วเรื่องสงคราม 10 ปีที่แล้วละ?..” ผมอยากรู้เรื่องนี้ด้วยแต่อ่านไปเท่าไหร่ก็ไม่มีเขียนไว้สักที กลายเป็นเขียนถึงดินแดนเผ่าอื่นๆต่อแทน...ขณะที่ผมกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการเปิดหน้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสงครามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พ่อบ้านฟรานที่แวะเข้ามาในห้องก็ทักผม“ไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนไหนอยู่หรือขอรับ ท่านเอสก้า?”โอ้ เขามาได้จังหวะพอดีเลย ผมเลยถามถึงสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในหนังสือมีกล่าวถึงแต่ไม่บอกรายละเอียดอะไรเลย พอพ่อบ้านฟรานได้ยินคำถามผมก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เขาจะพยักหน้าเหมือนนึกอะไรออก... บางทีกุนเทอร์อาจจะเคยบอกเขาไว้แล้วว่า ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับโลกนี้ อะไรแบบนั้น “ถ้าเรื่องสงครามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันยังไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าเขียนถึงหรอกขอรับ แต่ถ้าท่านเอสก้าอยากทราบ กระผมจะเล่าให้ฟังเอง”“ขอบคุณมากครับ พ่อบ้านฟราน ขอรบกวนด้วยนะครับ”สงครามนี้เป็นสงครามระหว่าง เฟย์ราโทเปีย อาณาจักรของเผ่าแวมไพร์ กับ วอร์เลนเซีย ซึ่งเป็นอาณาจักรของมนุษย์ แน่นอนว่าพวกแวมไพร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ โดยสงครามครั้งนี้แทบจะลบเฟย์ราโทเปียออกไปจากแผนที่โลกเลยทีเดียว เดิมทีอาณาจักรเฟย์ราโทเปียเป็นอาณาจักรที่โดดเดี่ยว ไม่คบค้ากับอาณาจักรใดๆและถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาหิมะ ถึงจะเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บแต่กลับอุดมสมบรูณ์ไปด้วยจุดกำเนิดพลังเวทอย่างหินเวทมนตร์ จึงเป็นอาณาจักรที่เลื่องชื่อไปด้วยนักเวทและรูนมาสเตอร์ที่เก่งกาจซึ่ง ราชาอกาแมนน้อน กษัตริย์องค์ก่อนของอาณาจักรวอร์เลนเซีย พยายามจะผูกมิตรกับอาณาจักรเฟย์ราโทเปียมาโดยตลอด เพื่อที่จะสามารถทำการค้าด้วยได้ แต่…“อาณาจักรเฟย์ราโทเปียไหวตัวทัน… พวกเขารู้ว่าความจริงแล้ว ราชาอกาแมนน้อนต้องการอะไร”“...พลังเวทสินะครับ”ผมที่กำลังตั้งใจฟังเผลอเอ่ยตอบกลับออกมาเบาๆ“ใช่แล้วขอรับ… แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความบาดหมาง… จุดชนวนของสงครามจริงๆแล้วก็คือ การตายขององค์รัชทายาทวัย 9 ปี ของอาณาจักรเฟย์ราโทเปีย… พวกเขาเชื่อว่าการตายขององค์รัชทายาทเป็นฝีมือของอาณาวอร์เลนเซีย สงครามเลยเริ่มขึ้นจากตรงนั้นขอรับ”“...แสดงว่าพวกเขามีหลักฐานงั้นหรือครับ?”“ขอรับ.. ก่อนอื่นกระผมต้องพูดถึงเหล่าบุตรและบุตรีของราชาอกาแมนน้อนก่อน บุตรคนแรกซึ่งเป็นราชาองค์ปัจจุบัน เจ้าชายอเล็กเซเวีย เกิดจากราชินีองค์แรกซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ถัดมาเป็น เจ้าชายบรอเดอริค ตามด้วย เจ้าหญิงดิไวท์และเจ้าหญิงชาลอต ซึ่งเป็นฝาแฝดกัน ทั้งสามเกิดจากราชินีองค์ที่สอง”เจ้าชายบรอเดอริค… ชื่อคุ้นมาก.. ตอนผมได้ยินชื่อนี้ถึงกับชะงักไปแปปหนึ่ง.. เขาต้องเป็นคนๆเดียวกันกับชายผู้ว่าจ้างที่ผมไปเจอมาเมื่อตอนเที่ยงแน่ๆ..แต่ชื่อถัดมานี่สิ.. เจ้าหญิงดิไวท์… พอถึงชื่อนี้แล้วผมเกือบหลุดร้อง หือ? ออกมา... เขาคงไม่ได้หมายถึง Divine ใช่ไหม? แต่อาจจะแค่ชื่อออกเสียงคล้ายกันเฉยๆก็ได้มั้ง..“เจ้าหญิงดิไวท์กับเจ้าหญิงชาลอตเป็นฝาแผดกันก็จริง แต่ทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เจ้าหญิงดิไวท์มีร่างกายที่อ่อนแอ องค์หญิงต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด ไม่สามารถออกไปไหนได้ ต่างกับเจ้าหญิงชาลอตที่ร่างกายแข็งแรงและเป็นอัจฉริยะทางด้านเวทมนตร์ตั้งแต่เยาว์วัย…”พ่อบ้านฟรานหยุดเล่าตรงนี้แล้วถอนหายใจ เขาดูลำบากใจที่จะพูดถึง…“กระผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด… แต่ว่า เจ้าหญิงชาลอตถูกลงโทษโดยการกักขังไว้ในคุกใต้ดินชั้นที่ลึกสุด โทษฐานที่ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทของอาณาจักรเฟย์ราโทเปีย…”“เอ๋!?”ผมเผลอส่งเสียงออกมาอีกครั้ง... ทำไมถึงเป็นเจ้าหญิงชาลอตที่ทำละ? ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็น ราชาอกาแมนน้อน ส่งคนไปลอบสังหารซะอีก.. แล้วก็คนเป็นพ่อ ก็ไม่น่าใช้ลูกสาวตัวเองเป็นแพะรับบาปหรอก ใช่ไหม? งั้นเจ้าหญิงชาลอตทำไปทำไม..?“หลักฐานก็คือเจ้าหญิงชาลอตใช้มนต์ดำ...เป็นเวทมนตร์รูปแบบเดียวกับที่ใช้สังหารองค์รัชทายาทของเฟย์ราโทเปียขอรับ… และอีกสิ่งที่ทำให้พวกเขาปักใจเชื่อจนต้องก่อสงครามกับอาณาจักรพวกเรา คือ เจ้าหญิงดิไวท์ ขอรับ”“...”กะ เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ.. ในใจผมอยากให้พ่อบ้านฟรานเล่าต่อเร็วๆ แต่จะไปเร่งเขาก็คงไม่ได้...“จู่ๆ เจ้าหญิงดิไวท์ ก็แข็งแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุจนลุกออกจากเตียงไปไหนมาไหนเองได้ หากจากนั้นยังสามารถใช้เวทมนตร์ธาตุแสง ซึ่งเป็นเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ได้อีกด้วย… ทางอาณาจักรเฟย์ราโทเปียจึงยิ่งปักใจเชื่อ.. พวกเขาอ้างว่าพลังเวทที่เจ้าหญิงดิไวท์มีนั้นเป็นขององค์รัชทายาท ขอรับ”“ก็เลยเกิดเป็นสงครามขึ้นมาสินะครับ…”“ขอรับ แต่เจ้าหญิงดิไวท์ก็ไม่ได้นิ่งเฉย องค์หญิงออกมาต่อต้านสงคราม และคอยช่วยเหลือผู้คนที่บาดเจ็บจากภัยสงคราม เจ้าหญิงดิไวท์อุทิศตนจนได้ชื่อว่าเป็น นักบุญ …..ซึ่งองค์หญิงอุทิศตัวเองแม้กระทั้งวินาทีสุดท้ายของชีวิต..”พ่อบ้านฟรานดูเศร้ามากตอนพูดประโยคสุดท้าย แสดงว่ารูปปั้นนักบุญที่อยู่ใจกลางเมืองก็คือ เจ้าหญิงดิไวท์ นี่เอง“กระผมไม่อาจจะเชื่อได้จริงๆว่า เจ้าหญิงดิไวท์มีส่วนในแผนลอบสังหารองค์รัชทายาท.. กระผมคิดว่าเรื่องพลังเวทมนตร์น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่าขอรับ”เขาดูเคารพรักในตัวเจ้าหญิงดิไวท์มาก ผมเข้าใจนะ เป็นผม ผมก็ไม่คิดว่าคนที่อุทิศเพื่อส่วนรวมแถมช่วยชีวิตคนอื่นจนกระทั้งตัวเองตาย จะมีส่วนร่วมในแผนฆ่าเด็กอายุแค่ 9 ขวบได้หรอกตอนนี้ผมพอเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้นแล้ว เพราะสงครามครั้งนั้นทำให้ผู้คนทั้งสองอาณาจักรโกรธแค้นกัน ...เมืองหน้าด่านถูกถล่มเละโดยพวกแวมไพร์จนต้องใช้เวลาบูรณะมาถึงปัจจุบัน ฝ่ายอาณาจักรเฟย์ราโทเปียก็ถูกฝั่งมนุษย์ถล่มกลับจนเกือบหายไปจากแผนที่…พวกนักเขียนคงไม่อยากเขียนเรื่องเจาะลึกถึงสงครามที่เพิ่งผ่านมาไม่นานเท่าไหร่… อาจจะเผลอไปกระตุ้นความโกรธแค้นในใจของผู้คนขึ้นมามากกว่าเดิมได้หลังจากฟังเรื่องเครียดๆจบ พ่อบ้านฟรานก็แนะนำให้ผมนั่งจิบชาผ่อนคลายระหว่างรอมื้อเย็นที่กำลังจะจัดเตรียมให้… ผมกำลังคิดในใจว่าจะขอให้พ่อบ้านฟรานยกอาหารเย็นผมไปกินในห้องทำงานเป็นเพื่อนกุนเทอร์ดีไหม… แต่ก็กลัวว่าจะไปรบกวนเขานี่สิ… สุดท้ายผมเลยนั่งกินข้าวในห้องรับประทานอาหารคนเดียว ระหว่างที่กินมื้อเย็นไป ผมก็คิดอะไรดีๆออก ผมน่าจะทำอะไรสดชื่นๆให้เขาดื่มดู.. ไม่ใช่ว่าชาของที่นี่ไม่อร่อยนะ แต่คิดว่าเครื่องดื่มเย็นๆทำให้รู้สึกสดชื่นมากกว่า ผมเลยถามเอน่าที่ยืนอยู่ในห้องว่า ขอเข้าใช้ครัวได้ไหม แน่นอนว่าเธองงว่าผมตั้งใจจะทำอะไร ผมเลยอธิบายให้เธอฟัง“น้ำชามะนาวเย็นเหรอคะ? ...ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยค่ะ…”“อย่างงั้นเหรอครับ…”“เดี๋ยวฉันจะไปตามพ่อครัวให้นะคะ”เอน่าหายไปสักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมกับพ่อครัว… อ๊ะ ทำไมพ่อบ้านฟรานตามมาด้วยล่ะ… สุดท้ายผมเลยอธิบายให้ทั้งสามคนฟัง และบอกสูตรวิธีทำน้ำชามะนาวเย็นกับพวกเขา พ่อครัวดูจะตั้งใจฟังในสิ่งที่ผมพูดมากๆ พอผมพูดเสร็จ เขาก็ตะโกนออกว่าจะทำออกมาให้ได้แน่นอน! เขาเลยโดนพ่อบ้านฟรานดุอีกรอบจนได้… พ่อครัวและพ่อบ้านฟรานเดินนำทางผมไปยังห้องครัว ห้องครัวที่นี่ใหญ่มาก มีเตาอบแบบยุคเก่าๆที่ทำจากอิฐและปูนถึง 2 เตา ตู้เก็บความเย็นขนาดใหญ่ที่มีหินเวทมนตร์คอยให้ความเย็น นอกนั้นเป็นโต๊ะสำหรับทำครัว ชั้นวางหม้อ และมีดสำหรับทำอาหารที่วางเรียงรายไว้อย่างสวยงาม ระหว่างที่ผมยืนมองไปรอบๆ เอน่าซึ่งเข้าห้องมาทีหลัง มาพร้อมกับวัตถุดิบในมือ เธอวางผลลูกมะนาว โหลที่ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ สุดท้ายก็ใบชา ลงบนโต๊ะ จากนั้นการทำชามะนาวเย็นก็เริ่มขึ้น หน้าที่ของผมคือคอยแนะนำว่าพ่อครัวควรจะทำอย่างไรบ้าง พอเขาต้มใบชาเสร็จ ผมก็เตือนเขาอีกทีว่าอย่าใส่น้ำชามากเกินไปเพียงแค่แปปเดียวเท่านั้น น้ำชามะนาวเย็นก็พร้อมเสริฟ พวกเขาดูตื้นเต้นกับการใส่น้ำแข็งลงไปในชามากเลย… แสดงว่าไม่เคยดื่มแบบเย็นๆกันเลยใช่ไหม? พ่อบ้านฟรานเป็นคนแรกที่ลิ้มลองรสชาติ ตอนแรกเขาแค่จะจิบๆ...แต่กลายเป็นว่าเขาดื่มจนหมดแก้ว…สีหน้าของเขาตอนนี้ดูอะเมซิ่งกับรสชาติมากๆ เขาหลุดปากออกมาว่า อร่อยมาก จนพ่อครัวกับเอน่าทนความสงสัยไม่ไหวเลยลองดื่มตาม… ไม่ต้องบอกว่าทั้งสองคนตาลุกวาวขนาดไหน พ่อครัวถึงกับพึมพำออกมาว่า เหลือเชื่อ พร้อมน้ำตาไหลออกมา… ก่อนหน้านี้เขาก็ร้องไห้หลังจากที่ผมช่วยรักษาอาการเจ็บหลังของเขา สงสัยว่าเขาเป็นพวกบ่อน้ำตาแตกง่ายแน่ๆ…ผมเลยบอกสูตรทำน้ำดื่มอื่นๆให้พวกเขาฟังอีก เผื่อว่าพวกเขาอยากลองทำดื่มดู อย่างพวก น้ำผึ้งมะนาวเย็น กับ กาแฟเย็น ซึ่งเหมาะสำหรับหน้าร้อนไป พ่อครัวซึ่งทำท่าจะวิ่งไปหากระดาษมาจดก็โดนพ่อบ้านฟรานหยุดไว้ก่อน รู้สึกว่าพ่อบ้านจะพกกระดาษและปากกาติดตัวมาด้วยอยู่แล้ว เขาเลยเป็นคนจดสูตรทั้งหมดที่ผมพูดไปเก็บไว้ให้หลังจากเรื่องวุ่นๆในครัวจบลง เอน่ากับผมก็ยืนอยู่ที่หน้าห้องทำงานของกุนเทอร์ ในมือของเอน่าถือถาดที่ใส่เหยือกและแก้วซึ่งมีน้ำชามะนาวเย็นอยู่ ผมเคาะประตูห้องให้เธอ “นายท่าน เอน่าค่ะ ดิฉันนำชามาเสริฟ”“เข้ามา”ผมเปิดประตูออก ตามด้วยเอน่าจะเดินเข้าไปในห้องก่อนเพื่อวางน้ำชามะนาวไว้บนพร้อมเสริฟ“...! เอสก้า? มีอะไรเหรอ?” กุนเทอร์ที่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร มาเจอหน้าผมพอดี เขาสงสัยว่าผมมาหาเขาด้วยเรื่องอะไร“ผมเห็นว่าคุณกุนเทอร์ต้องทำงานทั้งคืน.. ผมก็เลยทำน้ำสดชื่นๆมาให้ดื่มครับ”“จริงเหรอ! ขอบคุณมากเอสก้า!”กุนเทอร์ยิ้มแก้มแทบปริ... ตอนแรกที่ผมเห็นเขา เขาดูเพลียๆแต่ตอนนี้เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น.. อืม… อย่ายิ้มแบบนี้ให้ผมสิ ผมหาแว่นกันแดดไม่ทัน…เอน่ายกน้ำชามะนาวเย็นมาเสริฟให้ที่โต๊ะทำงาน กุนเทอร์รับแก้วน้ำไปดื่มทันที ผมเห็นเขาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับรสชาติ ปฏิกิริยาของเขาเหมือนกับทั้งสามคน.. นั่นคือดื่มจนหมดแก้วในรวดเดียว“เอสก้า! นี่คืออะไร?!”“เครื่องดื่มนี้เรียกว่า น้ำชามะนาวเย็นครับ ถูกปากหรือเปล่าครับ?”“อร่อยมาก! นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดื่มชาเย็นๆแบบนี้ ไม่เลวเลย! ขอบคุณมากเลยนะ เอสก้า!” “มะ ไม่เป็นไรครับ”เขาดูสดชื่นขึ้นมากๆ… ได้โปรดอย่ายิ้มแบบนี้ ผมใจไม่ดี… สุดท้ายผมต้องเบนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความแสบตา... เพราะกุนเทอร์ดื่มจนหมดแก้ว เอน่าเลยต้องคอยอยู่เติมน้ำชามะนาวเย็นให้เรื่อยๆ ตอนแรกผมกะจะกลับห้องพักแล้ว เพราะไม่อยากรบกวนเขา...แต่เขาก็ชวนให้ผมอยู่ต่อจนได้ ผมเลยนั่งเล่นอยู่ที่โซฟาส่วนเขาก็คอยชวนผมคุยเป็นระยะๆขณะเซ็นเอกสารไปด้วย กุนเทอร์ถามถึงเรื่องหนังสือประวัติศาสตร์ว่า มีตรงไหนที่ผมติดขัดบ้างหรือเปล่า ผมเลยบอกเขาว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีพ่อบ้านฟรานคอยมาช่วยอธิบายเสริมตรงส่วนที่ไม่เข้าใจเสมอ ผมบอกเขาไปอีกว่า ผมได้อ่านเกี่ยวกับสงครามของเผ่ามาร์ทรอนกับเผ่ามนุษย์แล้ว แต่หนังสือไม่ได้ลงข้อมูลเชิงลึกเท่าไหร่...เพราะความจริงแล้วผมหวังว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนั้นบ้าง ไหนๆจะต้องเดินทางไปที่นั้นอยู่แล้วด้วย ศึกษาเอาไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย“ไม่ต้องห่วง เอสก้า ถ้าเป็นพื้นที่บริเวณนั้นฉันค่อนข้างรู้จักดี เพราะว่าฉันเคยถูกจ้างให้ไปเฝ้าระวังคลังสินค้าที่นั้นอยู่พักหนึ่งด้วยน่ะ”“พวกปีศาจเคยโจมตีที่นั่นมาก่อนหน้านี้แล้วสินะครับ”“ใช่.. ตอนนั้นพวกมันมีจำนวนน้อย..ต่างกับครั้งนี้…”เขาดูเครียดขึ้นมาพอพูดถึงสถานการณ์ที่นั่น ผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องปีศาจพวกนี้เท่าไหร่ แถมในหนังสือประวัติศาสตร์ก็ไม่มีการเขียนถึงเลยด้วย “ผมไม่เจอเรื่องปีศาจในหนังสือที่อ่านเลย.. คุณกุนเทอร์พอจะมีข้อมูลไหมครับ?”“เพราะเรื่องปีศาจไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน… หนังสือเล่มที่เอสก้าอ่าน ถูกเขียนหลังจากจบสงครามได้ไม่ถึงปี… ก่อนที่จะเริ่มมีปีศาจเกิดขึ้น”แสดงว่าเพิ่งมีปีศาจโผล่มาหลังจากจบสงครามไปได้ไม่นานงั้นสินะ… นี่คงเป็นสาเหตุที่เมืองหลวงเคยโดนปีศาจบุกเพราะการที่สงครามเพิ่งจบไปนั้น หมายความว่าทั้งทรัพยากรและทหารต้องขาดแคลนไปเยอะพอสมควร การป้องกันภัยคงต่ำลงจนปีศาจสามารถโจมตีเมืองหลวงได้“พวกมันเต็มไปหมด… มีหลายรูปแบบและยากเกินกว่าจะรับมือ พวกมันเป็นมีสิ่งมีชีวิตที่ทุกเผ่าพันธุ์บนโลกไม่เคยพบเจอมาก่อน แค่วันแรกที่พวกมันโผล่มาก็ฆ่าชาวบ้านไปเป็นพันๆคน… อาณาจักรอื่นๆเองก็เจอไม่ต่างกัน”...น่ากลัวแฮะ เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเลยไม่มีแผนรอรับมือไว้ก่อน“...อาณาจักรเฟย์ราโทเปีย เผ่าของเอสก้า… ต้องเจอปัญหาหนักที่สุดเพราะแทบไม่เหลือกองกำลังป้องกันตัวเองแล้ว… ฉัน..เสียใจด้วย…”“...”ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดีกับเรื่องนี้ จะบอกว่าถึงเป็นแวมไพร์แต่ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับอาณาจักรเฟย์ราโทเปีย เลยไม่รู้สึกอะไรก็ออกจะเย็นชาไปหน่อย… เอาเป็นว่าผมรู้สึกเห็นใจและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรนั้น พวกเขาทั้งเสียองค์รัชทายาทและพ่ายแพ้สงครามจนอาณาจักรแทบจะล่มสลาย…“...ถ้าเราไปถึงเมืองท่าเรือเมื่อไหร่… ผม..จะพยายามเป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ครับ”“เอสก้า…”“ผมรู้ว่าตัวเองอ่อนแอ… แต่ว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง..”ผมยิ้มให้กุนเทอร์ที่มีสีหน้าเศร้าๆ ผมไม่อยากให้เขาเป็นห่วงผมมากเกินไป สักวันผมจะพิสูจน์ให้เขาดู… ถึงภายนอกผมจะดูอ่อนแอ แต่ในใจของผมเข้มแข็งมาก ตลอดหลายปีที่ผมพยายามมีชีวิตอยู่ต่อทั้งๆที่เป็นโรคร้าย ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ.. ต่อให้สุดท้ายผมถูกการุณยฆาตก็เถอะ… แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง……......ในที่สุดวันเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันออกเดินทาง ผมและกุนเทอร์ออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาถึงที่นัดหมายตามกำหนดการผมรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ที่จะกำลังจะได้นั่งรถม้าคันใหญ่ตรงหน้า… สุดยอดเลย...เมืองท่าเรือจะเป็นยังไงน้า… รู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้ไปเที่ยว แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆแฮะ...
To be continued
ขอขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะอาจช้าบ้างเพราะติดทำโปรเจคเกมอยู่ แต่จะพยายามหาเวลามาลงต่อแน่นอนค่ะหากมีข้อผิดพลาดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^
เอสก้ากับกุนเทอร์คุยกันเรื่องเครื่องดื่มที่ชอบ ขณะดื่มชามะนาวเย็น