เช้าวันถัดมา หมอกเหนือเมืองชิงหลานยังไม่ทันจางหายดี ลานฝึกของตระกูลเย่ก็เต็มไปด้วยเสียงลมหายใจของเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์อีกครั้ง
หลังจากการแจกทรัพยากรเมื่อวาน บรรยากาศในลานฝึกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่ได้รับหินปราณระดับต่ำต่างตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม บางคนถึงกับมาถึงลานก่อนเวลาปกติ เพื่อหามุมเงียบ ๆ นั่งปรับลมหายใจโดยหวังจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ได้รับให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ที่ได้รับเพียงสมุนไพรช่วยฝึกก็พยายามไม่แสดงความผิดหวังออกมา แม้ในใจจะอดอิจฉาคนที่ได้รับหินปราณไม่ได้
ในโลกของผู้ฝึกปราณ ทรัพยากรมิใช่ทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่ามันไม่สำคัญ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ได้รับหินปราณระดับต่ำเมื่อวานนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ริมลาน มือทั้งสองวางซ้อนกันตรงหน้าท้อง ลมหายใจค่อนข้างมั่นคงกว่าวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด แม้เขายังไม่อาจดูดซับพลังจากหินปราณได้เต็มที่ แต่เพียงแค่ถือมันไว้ใกล้ตัว กลิ่นอายบางเบาของปราณบริสุทธิ์ก็ช่วยให้การรับรู้ภายในร่างชัดเจนขึ้นมากแล้ว
เด็กหลายคนมองภาพนั้นด้วยความอิจฉา บางคนแสดงออกอย่างชัดเจน บางคนซ่อนอยู่ในแววตา แต่ไม่ว่าจะซ่อนดีเพียงใด ความรู้สึกนั้นก็ยังปรากฏออกมาผ่านความเงียบที่ผิดปกติ
เย่เทียนยืนอยู่ท้ายแถวเช่นเคย เขาไม่ได้รับหินปราณ ไม่ได้รับสมุนไพร และไม่มีสิทธิ์ใช้ห้องฝึกหิน แต่สีหน้าของเขากลับไม่ได้หม่นหมองอย่างที่หลายคนคาดหวัง เขายังคงยืนอย่างสบาย ๆ เส้นผมสีดำที่มัดครึ่งปลิวไหวเล็กน้อยตามลมเช้า ดวงตาสีอำพันกวาดมองคนรอบข้างอย่างเงียบ ๆ ราวกับกำลังอ่านบางสิ่งจากท่าทางของพวกเขา
เขาสังเกตเห็นว่าคนที่ได้รับทรัพยากรต่างรีบฝึกหนักขึ้น แต่ก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าหลายคนเริ่มใจร้อนกว่าเดิม
การมีหินปราณอยู่ในมือทำให้พวกเขาดีใจ แต่ขณะเดียวกันก็กดดันให้ต้องแสดงผลลัพธ์ออกมาให้ได้ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ได้รับมาก็อาจกลายเป็หลักฐานว่าตนเองไม่คู่ควร
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
บางครั้ง คนที่มีสิ่งที่คนอื่นอิจฉา ก็ไม่ได้สบายอย่างที่เห็น
“วันนี้เราจะไม่เริ่มด้วยการปรับลมหายใจเหมือนทุกวัน” เสียงของผู้ฝึกสอนดังขึ้นจากด้านหน้า ทำให้เสียงกระซิบในลานเงียบลงอย่างรวดเร็ว “อีกไม่นาน ตระกูลจะมีการประเมินพื้นฐานของคนรุ่นเยาว์ แม้มันจะยังไม่ใช่การคัดเลือกใหญ่ แต่ผลของมันจะกำหนดว่าพวกเ้าจะได้รับการฝึกและทรัพยากรในระดับใดต่อจากนี้”
คำว่า “ประเมินพื้นฐาน” ทำให้เด็กหลายคนหันมองกันทันที บางคนตื่นเต้น บางคนกังวล และบางคนเงยหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ
เย่เฉิงยืนอยู่แถวหน้า ท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม เขาไม่ได้แสดงความตื่นเต้นหรือกังวลแม้แต่น้อย เหมือนสิ่งที่ผู้ฝึกสอนพูดเป็เพียงเื่ธรรมดาที่เขาเตรียมพร้อมไว้แล้ว
ผู้ฝึกสอนกวาดตามองทุกคน ก่อนจะกล่าวต่อ “ก่อนถึงวันนั้น ข้าจะอธิบายให้ชัดอีกครั้งว่าเส้นทางปราณพื้นฐานคืออะไร หลายคนในที่นี้ฝึกตามคำสั่งทุกวัน แต่กลับไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังเดินอยู่ตรงไหน นั่นเป็เื่อันตรายยิ่งกว่าความอ่อนแอเสียอีก เพราะคนที่ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ใด ย่อมไม่มีทางรู้ว่าควรก้าวไปทางไหน”
ลานฝึกเงียบลง
แม้แต่เย่เทียนก็ขยับสายตาไปยังผู้ฝึกสอนอย่างตั้งใจมากขึ้น
“เส้นทางปราณเริ่มจากสี่ขั้นรากฐาน” ผู้ฝึกสอนยกมือขึ้นช้า ๆ “เปิดชีพจร ก่อปราณ ตั้งแก่น และหลอมกาย”
คำทั้งสี่ถูกเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น เด็กบางคนเคยได้ยินมาหลายครั้ง แต่เมื่อมันถูกพูดต่อหน้าทุกคนในวันที่การประเมินใกล้เข้ามา ความหมายของมันกลับดูหนักขึ้นกว่าเดิม
“เปิดชีพจร คือประตูแรกของผู้ฝึกปราณ ผู้ที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ ต่อให้มีใจสู้เพียงใด ก็ยังไม่อาจนับว่าเหยียบเข้าสู่เส้นทางปราณอย่างแท้จริง ขั้นนี้มิใช่การเพิ่มพลัง แต่เป็การทำให้ร่างกายรับรู้ปราณในฟ้าดิน และสร้างทางเดินให้พลังไหลเวียนเข้าสู่ร่างได้”
ผู้ฝึกสอนหยุดชั่วครู่ ก่อนจะมองไปยังเด็กหลายคนในลาน “พวกเ้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นนี้ บางคนเพิ่งััได้ บางคนเริ่มทำให้มันมั่นคงขึ้น ส่วนบางคน…”
สายตาของเขาไม่ได้หยุดที่เย่เทียนโดยตรง แต่หลายคนกลับหันไปมองท้ายแถวอย่างพร้อมเพรียง
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไร ทว่าสายตากลับนิ่งขึ้นเล็กน้อย
“ยังยืนอยู่นอกประตู”
คำพูดนั้นไม่รุนแรง แต่ก็คมพอจะทำให้คนที่ถูกนึกถึงรู้สึกได้
ผู้ฝึกสอนกล่าวต่อ “หลังจากเปิดชีพจรได้มั่นคง จึงเป็ก่อปราณ ขั้นนี้คือการรวบรวมปราณที่รับรู้ได้ให้กลายเป็พลังภายในของตนเอง จากนั้นจึงเป็ตั้งแก่น เมื่อปราณเริ่มมีจุดศูนย์กลาง ร่างกายและพลังจะมั่นคงขึ้นมาก ส่วนหลอมกาย คือขั้นที่ปราณเริ่มหล่อเลี้ยงกายเนื้ออย่างแท้จริง ผู้ที่ถึงขั้นนี้ แม้ยังไม่อาจนับเป็ยอดฝีมือในโลกกว้าง แต่ในเมืองชิงหลานก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว”
คำอธิบายไม่ยาวนัก แต่เพียงพอให้เด็กในลานเข้าใจภาพรวม บางคนเริ่มมีประกายไฟในดวงตา เพราะพวกเขาเพิ่งตระหนักว่าตนเองยังอยู่ตรงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“สำหรับเมืองชิงหลาน” ผู้ฝึกสอนกล่าวต่อ “ผู้ที่ก้าวถึงตั้งแก่นย่อมเป็กำลังหลักของตระกูล ส่วนผู้ที่ถึงหลอมกายยิ่งนับว่าหาได้ยาก ในรุ่นเยาว์ของพวกเ้า แค่มีใครก้าวเข้าสู่ก่อปราณได้ก่อนอายุสิบเจ็ด ก็ถือว่าโดดเด่นมากแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น สายตาของหลายคนก็เลื่อนไปยังเย่เฉิงโดยไม่รู้ตัว
เย่เฉิงยังคงยืนสงบนิ่ง แต่ความเงียบรอบตัวเขากลับยิ่งทำให้เขาโดดเด่นขึ้นไปอีก ผู้คนต่างรู้ดีว่าเขาอยู่ในปลายขั้นเปิดชีพจรแล้ว หากไม่มีเหตุผิดพลาด การก่อปราณย่อมเป็เื่ของเวลาเท่านั้น
บางคนอิจฉา บางคนเลื่อมใส บางคนยอมรับโดยไม่เต็มใจ แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าในรุ่นนี้ เย่เฉิงคือคนที่นำหน้าไปไกลที่สุด
“และเพราะเส้นทางนี้โหดร้าย” ผู้ฝึกสอนกวาดตามองทุกคนอีกครั้ง “จึงไม่มีที่ให้ความเพ้อฝัน ผู้ที่เดินช้าย่อมถูกทิ้งไว้เื้ั ผู้ที่ไม่อาจเปิดชีพจรย่อมไม่มีสิทธิ์พูดถึงก่อปราณ ผู้ที่ไม่อาจก่อปราณย่อมไม่มีสิทธิ์ฝันถึงตั้งแก่น เส้นทางปราณไม่สนใจความสงสาร มันสนใจเพียงผลลัพธ์”
คำพูดนั้นหนักมากพอจะทำให้เด็กหลายคนเงียบลง
เย่เทียนฟังจนจบโดยไม่แทรกอะไร เขาไม่ได้ไม่เห็นด้วย เพราะส่วนหนึ่งของคำพูดนั้นเป็ความจริง เส้นทางปราณไม่เคยเมตตาผู้ใด เพียงแต่เขาไม่ชอบวิธีที่หลายคนใช้ความจริงนี้เหยียบคนอื่นให้ต่ำลง
หลังจากอธิบายเสร็จ ผู้ฝึกสอนให้ทุกคนแยกฝึกตามระดับของตนเอง ผู้ที่เปิดชีพจรได้มั่นคงถูกจัดให้อยู่กลุ่มหน้า ผู้ที่ยังไม่มั่นคงอยู่กลุ่มกลาง ส่วนผู้ที่ยังััอะไรไม่ได้ถูกให้ฝึกปรับลมหายใจพื้นฐานซ้ำไปเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าเย่เทียนอยู่กลุ่มสุดท้าย
มีเด็กอีกสองสามคนอยู่กับเขา แต่คนเ่าั้ต่างมีสีหน้ากังวลและไม่กล้ามองใคร ต่างจากเย่เทียนที่ยังนั่งลงอย่างสงบหลังจากถูกแยกกลุ่ม เหมือนเขาไม่ได้ถูกตัดสินออกจากวง แต่เพียงแค่ถูกส่งไปนั่งอีกมุมหนึ่งเท่านั้น
“เ้าสงบดีนะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก
เย่เทียนลืมตาขึ้น เห็นเย่เฉิงยืนอยู่ด้านข้างลานฝึก ไม่รู้ว่าเขาเดินมาถึงั้แ่เมื่อไร บรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายยังคงนิ่งและเย็นเหมือนเดิม
เด็กคนอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ รีบเงียบลงทันที
เย่เทียนเงยหน้ามองเขา ก่อนจะยิ้มบาง “ถ้าไม่สงบ แล้วข้าควรทำอย่างไร ร้องไห้ให้ทุกคนเห็นหรือ”
เย่เฉิงไม่ยิ้ม “คนที่ยังหัวเราะได้ในสถานการณ์เช่นนี้ มีอยู่สองแบบ แบบแรกคือคนที่มั่นใจว่าตนมีทางรอด แบบที่สองคือคนที่ยังไม่รู้ว่าตนกำลังจมลง”
เย่เทียนเอียงคอเล็กน้อย “แล้วเ้าคิดว่าข้าเป็แบบไหน”
“ข้ายังไม่รู้” เย่เฉิงตอบตรง ๆ “แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ เ้าดูใกล้แบบที่สองมากกว่า”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างแข็งขึ้นทันที เด็กบางคนลอบยิ้ม บางคนแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังกันทั้งนั้น
เย่เทียนไม่ได้โกรธ เขาเพียงมองเย่เฉิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางอย่างเคย “อย่างน้อยเ้าก็ยังบอกว่ายังไม่รู้ แปลว่ายังมีโอกาสให้ข้าเปลี่ยนคำตอบอยู่บ้าง”
ดวงตาของเย่เฉิงขยับเล็กน้อย ราวกับไม่คาดว่าเย่เทียนจะตอบเช่นนี้
“โอกาสไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นให้” เย่เฉิงกล่าว “หากเ้า้า ก็พิสูจน์ด้วยตัวเอง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
คำตอบของเย่เทียนเรียบง่าย ไม่ก้าวร้าว ไม่ประชด และไม่ยอมอ่อนข้ออย่างชัดเจน มันทำให้เย่เฉิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาออกจากเขา
“เช่นนั้นก็อย่าเสียเวลาไปกับรอยยิ้มมากเกินไป” เย่เฉิงกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังกลุ่มของตนเอง “วันประเมินพื้นฐานไม่สนใจว่าเ้าจะพูดได้ดีเพียงใด”
เย่เทียนมองตามแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แต่แววตาอำพันกลับลึกขึ้นอย่างเงียบงัน
เขาไม่ได้เกลียดเย่เฉิง
อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น
เย่เฉิงไม่เหมือนเด็กบางคนที่ดูถูกเขาเพื่อความสนุก ไม่ได้หัวเราะเสียงดัง ไม่ได้พยายามทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนอื่น สิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกคือความเชื่ออย่างจริงจังว่าคนที่ไม่มีพลังย่อมไม่มีคุณค่าเพียงพอจะยืนอยู่ในที่เดียวกับผู้ที่กำลังก้าวหน้า
ความคิดเช่นนี้น่ารำคาญก็จริง แต่ก็น่ากลัวกว่าคำเยาะเย้ยธรรมดามาก
เพราะมันไม่ได้เกิดจากความเกลียด
แต่มาจาก “ความเชื่อ”
หลังการฝึก่เช้าจบลง เย่เทียนเดินออกจากลานฝึกพร้อมกับความเหนื่อยล้าเล็กน้อย เขายังััความไหววูบในร่างได้ไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อคืน บางครั้งมันปรากฏขึ้นเหมือนเงา บางครั้งก็หายไปจนเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง ยิ่งเขาพยายามคว้ามัน มันยิ่งถอยห่างออกไป
เมื่อเดินผ่านทางเดินหินด้านข้าง เขาเห็นเสี่ยวอวี่ยืนรออยู่ใต้ต้นหลิวเช่นเคย ในมือนางถือห่อผ้าเล็ก ๆ แต่ครั้งนี้สีหน้าดูไม่สดใสเท่าเมื่อวาน
“วันนี้มีอะไรอีก” เย่เทียนถามยิ้ม ๆ “หรือเ้าคิดว่าข้ายังไม่อ้วนพอ”
เสี่ยวอวี่ไม่ได้หัวเราะทันทีเหมือนปกติ นางมองเขาด้วยความกังวล ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้าได้ยินที่เย่เฉิงพูด”
เย่เทียนเดินเข้าไปใกล้แล้วรับห่อผ้ามาจากมือนางอย่างเป็ธรรมชาติ “หูดีจริง ๆ”
“ข้าจริงจังนะ” นางขมวดคิ้ว “เขาพูดแรงเกินไป”
“แต่ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด” เย่เทียนตอบพลางเปิดห่อผ้า ข้างในเป็หมั่นโถวไส้ผักกับขนมหวานชิ้นเล็กเหมือนเดิม “ถ้าข้ายังเปิดชีพจรไม่ได้ ข้าก็ยังยืนอยู่หน้าประตูจริง ๆ”
เสี่ยวอวี่นิ่งไป นางไม่รู้จะเถียงอย่างไร เพราะคำพูดนั้นก็เป็ความจริง แต่ความจริงบางอย่างเมื่อถูกพูดออกมาตรง ๆ ก็ยังเจ็บอยู่ดี
เย่เทียนเห็นสีหน้าของนาง จึงหัวเราะเบา ๆ “อย่าทำหน้าแบบนั้นเลย เสี่ยวอวี่ ถ้าเ้ากังวลแทนข้ามากเกินไป ข้าจะรู้สึกผิดที่ยังกินขนมของเ้าอยู่ทุกวัน”
“งั้นก็หยุดกินสิ” นางตอบทันที
เย่เทียนมองหมั่นโถวในมือแล้วส่ายหน้า “เื่นั้นคงยากกว่าเปิดชีพจรอีก”
เสี่ยวอวี่หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด ความกังวลบนใบหน้าค่อย ๆ คลายลง แม้จะยังไม่หายไปทั้งหมด
ทั้งสองเดินไปตามทางด้านหลังเรือนพักของตระกูล แสงแดดยามสายลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็เงากระจัดกระจาย เสี่ยวอวี่เดินอยู่ข้างเขาอย่างเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นเบา ๆ “เย่เทียน ถ้าวันประเมินพื้นฐานมาถึง แล้วเ้ายังเปิดชีพจรไม่ได้…เ้าจะทำอย่างไร”
คำถามนั้นทำให้ฝีเท้าของเย่เทียนช้าลงเล็กน้อย
เขามองไปข้างหน้า ไม่ตอบทันที
ลานฝึกอยู่ด้านหลัง เรือนตระกูลอยู่ด้านหน้า ส่วนเมืองชิงหลานอยู่ไกลออกไปหลังแนวกำแพง เหมือนโลกทั้งใบแบ่งเป็ชั้น ๆ และเขากำลังยืนอยู่ตรงช่องว่างระหว่างชั้นเ่าั้
“ข้าก็คงยืนอยู่ตรงนั้น” เขาตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ทำเท่าที่ทำได้ แล้วรับผลที่ตามมา”
“ไม่กลัวหรือ”
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “กลัวสิ”
เสี่ยวอวี่เงยหน้ามองเขาทันที
“ข้ากลัวว่าจะทำให้ท่านปู่ผิดหวัง กลัวว่าจะถูกไล่ออกจากลานฝึก กลัวว่าจะไม่มีวันตามคนอื่นทัน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเกินกว่าคำสารภาพนั้นควรจะเป็ “แต่ถ้ากลัวแล้วหยุด ข้าก็คงไม่มีอะไรเหลือเลย”
เสี่ยวอวี่ไม่พูดอะไรอีก นางเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วเดินต่อข้างเขาเงียบ ๆ
ในเวลานั้นเอง ที่หน้าห้องประชุมของตระกูล มีผู้าุโสองคนเดินออกมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด คนหนึ่งเอ่ยเสียงต่ำว่า “ผู้าุโสูงสุดคงไม่ยอมปล่อยเื่นี้ไว้นานนัก เด็กที่ไม่ก้าวหน้าใช้ทรัพยากรตระกูลโดยไม่มีผลตอบแทน ย่อมต้องถูกจัดการ”
อีกคนถอนหายใจ “แต่เย่จงยังอยู่”
“เย่จงไม่ใช่ผู้าุโสูงสุด” คนแรกกล่าวเสียงเย็น “และอดีตของเขา…ก็ไม่ได้ทำให้เขาชนะทุกครั้ง”
ประโยคนั้นลอยหายไปกับลมโดยไม่มีใครตั้งใจให้เด็กสองคนที่เดินผ่านทางด้านนอกได้ยิน
แต่เย่เทียนได้ยิน
เขาหยุดฝีเท้าเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวอวี่ไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นั้น แต่นิ้วมือของเย่เทียนที่ถือห่อผ้ากลับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
เย่จงไม่ใช่ผู้าุโสูงสุด
ประโยคนั้นไม่ใช่เื่ใหม่สำหรับเขา แต่ในวันนี้ มันกลับให้ความรู้สึกหนักกว่าทุกครั้ง
เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในตระกูลนี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งจะตัดสินด้วยความถูกต้อง
บางครั้ง ผู้ที่มีสิทธิ์ตัดสิน อาจไม่ใช่ผู้ที่ยุติธรรมที่สุด
เย็นวันนั้น เย่เทียนกลับไปยังลานฝึกเล็กด้านหลังตระกูลอีกครั้ง แสงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ลมเย็นพัดผ่านพื้นหินไม่เรียบ เขาวางห่อผ้าของเสี่ยวอวี่ไว้ข้างก้อนหิน แล้วเริ่มฝึกปรับลมหายใจอย่างเงียบ ๆ
เขาไม่ได้คิดถึงหินปราณ ไม่ได้คิดถึงคำพูดของผู้ฝึกสอน และพยายามไม่คิดถึงสายตาของเย่เฉิงมากเกินไป
เขาเพียงหลับตา ฟังเสียงลมหายใจของตนเอง แล้วรอให้ความไหววูบนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เวลาผ่านไปนาน
นานจนฟ้าเริ่มมืด
ในที่สุด ความรู้สึกบางเบานั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลึกมาก เลือนรางมาก แต่คราวนี้ เย่เทียนไม่ได้รีบคว้ามัน เขาเพียงปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นเหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ ที่สั่นไหวอยู่ในความมืด
ดวงตาอำพันของเขาค่อย ๆ เปิดขึ้น
ในแววตานั้นยังไม่มีชัยชนะ ไม่มีความมั่นใจเกินจริง มีเพียงประกายเล็ก ๆ ของคนที่ยืนยันกับตัวเองว่าอย่างน้อยเส้นทางตรงหน้าก็ไม่ได้มืดสนิทเหมือนเดิมอีกแล้ว
เขายิ้มบาง ๆ
“ยังอยู่สินะ”
เสียงของเขาเบามาก จนแทบจะกลืนหายไปกับลมยามค่ำ
แต่สำหรับเย่เทียน นั่นเพียงพอแล้วในตอนนี้