หลังการล่ำลาแบบร่ำไรของภามม์ เขามาส่งฉันที่บ้าน คนแรกที่ฉันควรจะขอบคุณ ก็คงหนีไม่พ้นพ่อ
ก๊อกๆ
“เข้ามา”
“พ่อ..”
“เจอเจ้าบ่าวแกรึยัง”
“ค่ะ”
“…..”
“หนูไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ว่า.. ขอบคุณนะคะ”
“….”
“ที่เปลี่ยนใจ”
“ไม่ต้องขอบคุณ ฉันไม่ได้เห็นแก่ความรักของแก ฉันทำเพราะธุรกิจ”
“ค่ะ หนูรู้ …แต่ยังไงหนูก็อยากขอบคุณ”
“ปิ่นมุก”
“….”
“แกเป็นลูกสาวคนเดียวของฉัน”
“….”
“นั่นหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีตอนนี้ หรือที่จะมีในอนาคต มันคือของแกทั้งหมด”
“….”
“จำเอาไว้แค่นั้น”
“…ค่ะ พ่อ”
ฉันโค้งหัวขอบคุณพ่อ จากนั้นจึงขอตัวออกมาจากห้องทำงานพ่อ ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า ประโยคนั้น…มันเหมือนพ่อกำลังบอกรักฉัน
ถึงแม้ความใจร้ายและน่ากลัวของพ่อดูจะไม่เปลี่ยนไป แต่ท่านก็คือพ่อ พ่อที่เลี้ยงฉันมา พ่อที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ ทั้งทุกข์ ทั้งสุข บทเรียนในชีวิตจะทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น
นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันกล้าเข้าไปหาพ่อโดยที่ไม่ตัวสั่นหรือกลั้นหายใจ
จากนี้ เราสองพ่อลูกคงต้องใช้เวลาปรับตัวกันอีกเยอะ
--------------------------------------------
3 เดือนต่อมา
วิ้ววววววว
โห้วววววววว
เสียงโห่ร้องแซวจากแขกผู้มีเกียรตินับร้อยปรบมือก้องสนั่นไปทั้งโถงโรงแรม ให้กับบ่าวสาวที่คล้องคอจุมพิตกันอย่างดูดดื่ม
ป๊าของภามม์ จัดงานที่สวนพฤกษาข้างแม่น้ำเจ้าพระยา และท่านใจดีให้แขกที่มาพักไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างชาติมาร่วมพิธี ดื่มกินได้ฟรี โดยไม่ต้องมีบัตรเชิญ นั่นทำให้งานที่ควรจะเล็กๆ กลายเป็นต้องเปิดพื้นที่เพิ่มเพื่อรองรับแขกอีกเท่าตัว
“ฮืออออ เพื่อนฉันแต่งงานแล้วววว”
เสียงห้องไห้โฮเหมือนเด็กของยัยหลินทำให้ฉันหลุดขำ น้ำตาเล็ดจนต้องซุกหน้าหลบในอกของเจ้าบ่าว
“เธอเขินคนอื่นหรอ”
“อืม”
“แต่เราเคยทำมากกว่านี้กันอีกนะ”
ภามม์สวมกอดฉันพลางเอนตัวไปมาตามจังหวะดนตรีคลาสสิกแสนหวาน บรรยากาศที่ตลบอบอวนไปด้วยความสุข เสียงพูดคุย เอ่ยคำยินดีตลอดทาง
เจฟยืนปรบมือให้ด้วยใบหน้าเรียบเช่นเคย ข้างกายเขามีเด็กสาวน่าตาจิ้มลิ้มแต่นมสะบึ้มอยู่ด้วย ถัดไปไม่ไกลมีพี่ทัณณ์และภรรยาเขาที่อุ้มเด็กน้อยวัย 1 ขวบ ปรบมือแปะๆ ยิ้มโชว์ฟันที่ขึ้นแค่สองซี่เหมือนกระต่ายให้ฉัน
พวกเราทุกคนผ่านความเจ็บปวดมาด้วยกันทั้งนั้น ทั้งเป็นผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ แต่สุดท้ายทุกคนก็มีวันที่ฟ้าสดใส ได้พบกับทางสว่างของตัวเอง เช่นเดียวกับฉันในวันนี้
เพียงเสี้ยววินาทีที่ฉันหันมองพ่อ ฉันตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตา พ่อยิ้มและก้มใบหน้าลงดั่งกลับกลัวว่าจะมีคนเห็นมุมอ่อนโยนของเขา ที่ละสายตาไม่ได้คงเป็นเจ้าบ่าว ที่กุมมือฉันไว้ตลอดเวลา และกระซิบคำๆ นึงอยู่เสมอ
“ฉันรักเธอนะ ปิ่นมุก”
ฉันยิ้มรับและพยักหน้าลงให้รู้ว่าฉันก็มีคำตอบแบบเดียวกัน กระชับมือเพื่อส่งสัญญาณให้เปิด VTR เซอร์ไพร์สแขกปิดท้าย
พรึ้บ
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก......
“นั่นมัน ...อะ อะไรน่ะ” เสียงยัยเมี่ยงดังดึงความสนใจคนทั้งงานไปทิศทางเดียวกัน โปรเจคเตอร์หลังบ่าวสาวกำลังฉาย VDO อัลตราซาวน์อยู่
“กรี้ดดดดด ยัยปิ่น แกท้องหรอ” เสียงหลินพูดเสริมแล้วทุบไหล่ภวินรัวๆ
“ฉันว่าแล้ว ปิ่นมุกมันดูอ้วนแปลกๆ” ภวินพูด แล้วยิ้มเหมือนเดาทางถูก
“ฮ่าๆๆ ลูกอั้วมันเชื้อแรงเหมือนอั้วจริงๆ เอ้า งานฉลองคืนนี้อั้วเป็นเจ้าภาพ เหล้ายาปลาปิ้งไม่อั้น!”
วิ้วววววววววว
แปะ แปะ แปะ
ช่วงเวลาแห่งความสุขที่แท้จริงกำลังเริ่มต้นขึ้น เขาลูบเบาๆ ที่ท้องของฉันเป็นการบ่งบอกต่อแขกว่านี่คือเรื่องจริง หัวใจอีกดวงที่เต้นอยู่ในท้องน้อยนี้ ฉันหันมองหน้าภามม์ สามีของฉัน พ่อของลูกฉัน ก่อนที่เราจะสวมกอดและจูบกันท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอีกครั้ง
“พ่อเธอร้องไห้อยู่นะ เห็นรึยัง”
“รู้แล้ว ถึงไม่มองไง เดี๋ยวท่านจะเขิน”
“ฮ่าๆ อย่าว่าแต่พ่อเธอเลย โน้นป๊าฉัน กระโดดดีใจจนเข่าเสื่อมแล้วมั้ง”
เพี้ยะ!
“นายนี่นะ….ชอบแซวคนอื่นไปทั่วซะจริง”
ความเจ็บปวดที่ฉันเคยเผชิญและได้รับจากเขามันหายสิ้นไปจนหมด เพราะความรักที่เขาพิสูจน์ให้เห็นมันมากจนแทนที่สิ่งนั้น ในที่สุดภาพที่ฉันเคยแอบวาดฝันตอนนอนมองแผ่นหลังของเขาก็เป็นจริง
เขาในชุดเจ้าบ่าว ฉันในชุดเจ้าสาว ผู้คนมากมายมาแสดงความยินดี เจ้าตัวเล็กที่กำลังเต้นตุบๆ ในท้องฉัน และทุกเช้าเราจะตื่นมาพูดมอนิ่งให้กัน ทุกคืนก่อนนอนเราจะบอกกู๊ดไนท์ในอ้อมแขนของกันและกัน
ขอบคุณทุกความเจ็บปวด… ที่สอนให้ฉันรู้ว่า ความสุข มันรู้สึกยังไง
จบบริบูรณ์
นามปากกา LNari