“ทำไมเราไม่ไปถามผู้กองเกรียงเดชเองเลยล่ะว่าเขาทำอะไรอยู่ใน่นั้น” จู่ ๆ ธัญญ่าก็โพล่งถามขึ้นมา เธอรู้สึกอึดอัด ทุกอย่างมันมีแต่คำว่าสันนิษฐานเต็มไปหมด
“หัวขโมยมันจะยอมรับว่าตัวเองว่าเป็หัวขโมยไหมล่ะ?” ขุนปัถวีลงกรณ์ถามออกมาอย่างรำคาญ เขาไม่สนใจธัญญ่า เขาหันมองดารินแล้วพูด “เอาเป็ว่าระวัง ๆ ผู้กองเกรียงเดชไว้สักหน่อยก็ดี ถ้าเป็ไปได้ก็อย่าไปไหนมาไหนกับเขาจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้น่ะ”
“ค่ะ ทางเรารับรู้ถึงความหวังดีของท่านขุนแล้วค่ะ” พูดจบเธอหันไปสะกิดธัญญ่าแล้วพูด “ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเราขอตัวก่อนค่ะ”
ดารินกับธัญญ่าลุกขึ้นแล้วโค้งให้กับขุนปัถวีลงกรณ์ ก่อนที่เธอจะรีบลากธัญญ่าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้ขุนปัถวีลงกรณ์ได้พูดหรือรั้งตัวพวกเธอได้ทัน
เมื่อออกมาห่างจากห้องมาพอประมาณ ธัญญ่าเอ่ยถามดาริน “อาจารย์คิดว่าไงกับสิ่งที่ขุนอะไรนั่นพูด?”
ดารินตอบขณะเดินไปด้วย “เป็สิ่งที่พวกเราต้องค้นหาคำตอบเอาเอง และดูเหมือนคำตอบจะอยู่ในภารกิจหลักของพวกเรา”
ณ มุมมืดมุมหนึ่งที่ดารินกับธัญญ่าเพิ่งเดินผ่านไป มีชายหัวโล้นร่างั์กับชายผมสีน้ำเงินกำลังยืนกลืนไปกับความมืด
“ทั้งสองคนนั่นกำลังพูดถึงเื่อะไรกันอยู่? แล้วภารกิจหลักที่ว่าคืออะไร? นี่ยัยนั่นได้รับภารกิจมาไม่เหมือนกับเรางั้นหรือ?” ชายหัวโล้นพูดพร้อมครุ่นคิด
ชายผมสีน้ำเงินพูดตอบ “อาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่อาจารย์ดารินพยายามรีบเก็บเมื่อครั้งที่ผมแกล้งเปิดประตูห้องของพวกมัน”
“ไม่เห็นแกบอกเื่นี้กับฉันเลย” ชายหัวโล้นฉุนเฉียวขึ้นมา
ชายผมสีน้ำเงินสีโค้งให้กับชายหัวโล้นทันที “ขอโทษด้วยครับ จังหวะ่นั้นข้าศึกบุกโจมตีพอดี ผมเลยไม่ทันได้รายงานให้หัวหน้าทราบครับ”
หลังพูดจบชายผมสีน้ำเงินดูลังเลเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา ชายหัวโล้นสังเกตเห็นจึงถามออกไป “มีอะไรที่ยังไม่รายงานฉันอีกหรือไง? รีบพูดออกมาก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ”
ชายผมสีเงินหยุดลังเลแล้วพูดทันที “จดหมายที่ว่านั่น ผมไม่มั่นใจนักเพราะเห็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวก่อนจะถูกอาจารย์ดารินเก็บไป”
“ทำไมมีอะไรผิดปกติหรือยังไง?” ชายหัวโล้นถามอย่างเ็า
ชายผมสีน้ำเงินดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูด “ผมคิดว่าผมเห็นซองจดหมายนั่นเป็สีดำครับ”
“พวกมันมีภารกิจลับสุดยอดงั้นเหรอ?” ชายหัวโล้นตาลุกวาว
“แต่ผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ครับ เพราะผมเห็นมันเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น” ชายผมสีน้ำเงินพูดเหมือนอยู่ในลำคอ
“ไม่หรอก มีอาจารย์ดารินมาด้วยกับพวกมันแบบนี้ มีโอกาสสูงที่พวกมันจะได้รับภารกิจลับสุดยอดมาจริง ๆ” ชายหัวโล้นยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
ในขณะเดียวกันดารินและธัญญ่าที่กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังห้องรับรองหมายเลขสิบ พวกเธอสังเกตเห็นเหมือนมีใครบางคนกำลังยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่บริเวณหน้าประตูห้องรับรองหมายเลขสิบ
ในครั้งแรกพวกเธอเห็นเพียงชายที่ดูเหมือนหมีั์คนเดียวที่ดูแล้วน่าจะตัวโตกว่าปกรณ์ของพวกเธอเสียอีก อาจเป็เพราะเขาทั้งตัวใหญ่และหนาจึงทำให้ไม่เห็นอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ
อีกคนที่พวกเธอเห็นเป็หญิงสาวคนหนึ่ง พวกเขาทั้งสองสวมชุดสีน้ำเงินที่บ่งบอกว่าน่าจะมาจากธาราเหมือนกับพวกเธอ เพียงแต่เครื่องแบบที่ชายและหญิงคู่นั้นช่างแปลกตา ต้องบอกว่าทั้งสองคนใส่ชุดที่ไม่เหมือนกันเสียด้วยซ้ำราวกับมาจากคนละที่ก็ไม่ปาน แต่มันถือเป็การบ่งบอกว่า มันตรงกับความเข้าใจของพวกเธอว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็สายลับที่อาจจะมีเครื่องแบบที่ไม่แน่นอนอย่างพวกเธอก็เป็ได้
ตอนนี้ดารินค่อนข้างมั่นใจราว 80 - 90% ว่าทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้าประตูห้องน่าจะเป็สองสมาชิกที่เหลือที่ควรจะมาถึงได้แล้ว อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้ ดารินจึงเลือกทักทายแบบทั่วไปโดยไม่บอกว่าเธอเป็ใครไว้ก่อน
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าพวกคุณ...” ดารินเอ่ยทักทายด้วยความสุภาพ
“คุณคืออาจารย์ดารินใช่ไหมคะ?” หญิงสาวร้องทักตอบด้วยเสียงใส
“ใช่ ใช่ค่ะ” ในครั้งแรกที่ดารินเห็นหญิงสาวคนนี้ เธอก็พอจะเห็นเค้าเงาว่าจะต้องเป็คนที่สวยคนหนึ่ง แต่เมื่อเธอได้เจอเข้าใกล้ ๆ แม้แต่เธอที่เป็ผู้หญิงยังต้องอึ้งกับความสวยน่ารักของผู้หญิงคนนี้ ผิวพรรณที่ขาวผ่องตัดกับผมสีดำขลับยาวสลวย ตากลมโตกับคิ้วราวกับใช้มือวาดอย่างประณีต ปากและจมูกช่างเข้ารูปรับกับใบหน้า
“แล้วเธอเป็ใครกัน?” ธัญญ่าไม่ได้สนใจเื่หน้าตาของอีกฝ่าย เธอถามออกมาอย่างเ็า
“นี่เ้า พูดให้มันมีมารยาทหน่อยเวลาพูดกับ...” หนุ่มร่างั์คำรามออกมา แต่ก็หยุดกระทันราวกับใครบังคับให้เขาหยุดลง
ใช่แล้วคนที่บังคับให้หนุ่มร่างั์หยุดลงได้คือ หญิงสาวหน้าตาดีที่อยู่ข้าง ๆ นั่นเอง เธอรีบแอบเอาศอกกระแทกอีกฝ่ายเพื่อให้หยุดพูด
“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันชื่อปลายฝน” หญิงสาวแนะนำตัวเองก่อนที่จะผายมือแนะนำชายร่างั์ “ส่วนนี่พี่ชายฉันเอง ดิเรก”
แล้วเธอก็โค้งให้กับดารินและธัญญ่าโดยบังคับฝืนให้ดิเรกก้มด้วย
ดารินและธัญญ่าถึงกับไม่แน่ใจว่าพวกเธอเองฟังผิดไปหรือเปล่า ปลายฝนบอกว่าชายหุ่นหมีคนนี้ชื่อพี่ชายของเธอ? ทั้งรูปร่างและหน้าตาดูไม่ได้มีคำว่าใกล้เคียงกันเลย คนหนึ่งหน้าตาดีราวกับเทพธิดานางฟ้า ส่วนอีกคนหน้าตาเคร่งขรึมราวกับั์กับมาร ดูไม่มีส่วนใดบนใบหน้าของทั้งสองให้ความรู้สึกว่าเป็พี่น้องกันได้เลย แต่ทั้งสองก็เลือกปล่อยผ่านเื่นี้ไปก่อน
“พวกเธอคือสมาชิกอีกสองคนที่เหลือที่ผอ.ธาวิสส่งมาสินะ ไปกันเถอะ เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า” ดารินพูดเสร็จแล้วเคาะประตู
ในระหว่างที่ดารินรอให้ใครสักคนมาเปิดประตูให้หลังเธอเคาะประตูเรียก เธอกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ‘สองคนนี้มาจากที่ไหนน่ะ? ดูไม่คุ้นหน้าเลย แต่ผอ.ก็ไม่น่าจะเอาคนนอกโรงเรียนมาเข้าร่วมภารกิจนะ ไว้ลองติดต่อท่านผอ.ธาวิสอีกรอบเพื่อให้เขาช่วยยืนยันว่าใช่ปลายฝนตัวจริงหรือเปล่าแล้วกัน?’
ดูเหมือนธัญญ่าสงสัยเหมือนกับดาริน เพียงแต่เธอเลือกจะถามออกไปตรง ๆ แทน “แล้วพวกฉันจะรู้ยังไงว่าเธอคือปลายฝนที่พวกเรากำลังรออยู่ เครื่องแบบก็ดูแปลก ๆ เหมือนไม่ใช่นักเรียนทหารด้วยซ้ำ”
ดารินค่อนข้างใที่ธัญญ่าถามออกไปโต้ง ๆ แบบนั้น แต่เธอก็คิดว่าดีเหมือนกันที่ถามออกไปตรง ๆ อย่างนี้ ถ้าเกิดจับได้ก่อนว่าไม่ใช่ตัวจริงั้แ่เนิ่น ๆ พวกเธอจะได้ไม่หลุดพูดอะไรออกไปด้วย
“นี่เ้าบังอาจมากที่กล้ามาสง...” แล้วชายตัวั์ก็โดนหยิกเอวจากหญิงสาวเพื่อให้เงียบอีกครั้ง
หญิงสาวที่อ้างว่าตัวเองคือปลายฝนยิ้มให้ เธอดูไม่หวั่นไหวเลยขณะพูด “เื่เครื่องแบบต้องขอโทษด้วยพอดีพวกเรามีความจำเป็บางอย่างจึงไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหารของโรงเรียนมา ส่วนใช่ตัวจริงหรือไม่ ลองติดต่อกับผอ.ธาวิสเพื่อยืนยันตัวตนของฉันกับพี่ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันติดต่อหาผอ.ธาวิสแน่นอน” ธัญญ่าพูดอย่างเ็า ส่วนดารินนั้นพอใจกับคำตอบแล้ว คงไม่มีโจรที่ไหนกล้ายืนยันตัวกับคนที่จะจับตัวเองหรอก
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ในชั่วความคิดแรก ธัญญ่ากับดารินคิดว่าคนเปิดประตูคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเทพไท แต่พวกเธอคาดเดาผิด คนที่เปิดประตูกลับกลายเป็อานนท์ผู้ที่พยายามอยู่แบบไร้ตัวตนจนพวกเธอคิดว่าเขาหนีกลับโรงเรียนไปแล้ว
ในจังหวะที่ประตูเปิดออกและผู้หญิงมาใหม่ที่ชื่อปลายฝนมองไปที่ประตูที่เปิดออกมา ตาของอานนท์ผู้เปิดประตูก็มองมาทางเธอพอดิบพอดี ทั้งสองมองตากันและกันนิ่งค้างราวกับโลกทั้งใบตอนนี้มีกันเพียงแค่สองคน
ในหัวของอานนท์แล่นออกมาเพียงคำเดียว ‘ไอลีน?’