สองปีผ่านไปอย่างเงียบงัน
หยานเฉินไคยืนอยู่กลางลานหิน ร่างเล็กสงบนิ่ง พลังปราณภายในไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบ ระดับการฝึกฝนก้าวขึ้นสู่กลั่นลมปราณขั้นที่เก้าโดยไร้สิ่งติดขัด ราวกับทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่ต้น
โจวหยางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาลึกสงบ เขาไม่รู้วันเกิดของเด็กน้อย แต่เขาจำได้ชัดเจน วันที่พบกันคือวันที่สิบ มิถุนายน
วันนั้น…เขาเรียกหยานเฉินไคเข้ามา“อี้เอ๋อร์”เสียงเรียบดังขึ้น
หยานเฉินไคก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน ยืนตรงหน้าโดยไม่เอ่ยคำ
ในมือของโจวหยาง ปรากฏกระบี่ไม้เล่มหนึ่ง ไม้สีอ่อนเนื้อแน่น ด้ามจับถูกแกะสลักเป็ัเลื้อยพัน รายละเอียดคมชัดราวกับมีชีวิต
เขายื่นมันออกไป
“ของเ้า”หยานเฉินไครับกระบี่ไม้นั้นไว้ ฝ่ามือเล็กจับแน่นเล็กน้อย ดวงตานิ่งแต่ลึกขึ้นกว่าที่เคย
โจวหยางมองเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันตัว“ต่อไป ฝึกสิ่งนี้”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ขลุ่ยจีนโบราณปรากฏขึ้นในมือ เป็ไม้สีเข้ม ผิวเรียบเนียน มีร่องนิ้วเรียงอย่างประณีต“เสียง…ก็เป็คมได้”
หยานเฉินไครับขลุ่ยนั้นมาอย่างเงียบงัน
วันแรก เขาเพียงยกขึ้นแนบริมฝีปาก
เสียงที่ออกมาแ่ เบา และไม่เสถียร ลมที่เป่าออกไม่สม่ำเสมอ ท่วงทำนองไม่เกิดขึ้น มีเพียงเสียงขาด ๆ หาย ๆ
โจวหยางไม่สอน ไม่แก้ไข เพียงยืนฟัง
วันที่สอง เสียงเริ่มยาวขึ้นเล็กน้อย
วันที่สาม จังหวะเริ่มต่อเนื่อง
หยานเฉินไคฝึกซ้ำไปเรื่อย ๆ
จากเสียงที่แตกพร่า ค่อย ๆ กลายเป็เสียงที่นิ่งขึ้น ความถี่ของลมเริ่มคงที่ การควบคุมปราณผสานเข้ากับการเป่าทีละน้อย
ไม่นาน เสียงขลุ่ยเริ่มมี “รูป”
ไม่ใช่แค่เสียง
แต่เป็คลื่นที่แผ่ออกไป
ฤดูร้อน เสียงขลุ่ยแทรกผ่านอากาศร้อน แ่แต่ยาวไกล คลื่นความร้อนสั่นไหวตามจังหวะเสียง
ฤดูฝน เสียงขลุ่ยดังก้องกลางสายฝน หยดน้ำสั่นะเื บางส่วนเบี่ยงทิศตามคลื่นเสียง
ฤดูหนาว เสียงต่ำลึกแผ่กระจาย หิมะที่โปรยลงมาถูกกระทบจนแตกเป็ละอองละเอียด
ฤดูใบไม้ผลิ เสียงนุ่มนวล ลอยไปพร้อมสายลม กลีบดอกไม้หมุนวนรอบตัวเขาอย่างแ่เบา
เวลาผ่านไปอีกสองปี
บนยอดเขาทั้งห้า เสียงขลุ่ยดังขึ้นในยามเช้า
ก้อง ยาว และลึก
มันไม่ใช่เพียงเสียงดนตรี แต่เป็พลังที่แผ่ออกไปอย่างเป็ระเบียบ คลื่นเสียงไหลผ่านหุบเขา ปะทะผนังผาแล้วสะท้อนกลับ ราวกับูเาทั้งห้ากำลังตอบรับ
สัตว์ป่าเงียบลง
สายลมหยุดชั่วขณะ
หยานเฉินไคยืนอยู่บนขอบผา ขลุ่ยในมือแนบริมฝีปาก ดวงตาปิดสนิท เสียงที่เป่าออกมา…นิ่งและสมบูรณ์
โจวหยางยืนอยู่ด้านหลัง ฟังอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเสียงสุดท้ายจางหาย เขาจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “พอใช้ได้”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังยอดเขาที่เรียงราย“จากนี้ เสียงของเ้า…สามารถฆ่าได้แล้ว”
ลมพัดผ่านอีกครั้ง
หยานเฉินไคลดขลุ่ยลงช้า ๆ เส้นทางการฝึกฝนของเขา…ก้าวไปอีกขั้นแล้ว
เมื่อถึงวันที่สิบ มิถุนายน เวลาก็หมุนครบรอบอีกครั้ง
ห้าปีแล้วนับจากวันที่โจวหยางพบเด็กน้อย
เช้าวันนั้น ลมบนยอดเขาพัดเอื่อย แสงแดดอ่อนสาดลงบนลานหิน บัลลังก์ไม้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผายังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม้เก่าแก่สีเข้มถูกแกะสลักเป็ัห้ากรงเล็บเลื้อยพันอย่างวิจิตร กลิ่นอายของกาลเวลาหนักแน่นราวกับกดทับอากาศโดยรอบ
โจวหยางนั่งอยู่บนนั้นมานานหลายร้อยปีและวันนี้ เขาลุกขึ้น“อี้เอ๋อร์ มานี่”เสียงเรียบดังขึ้น
หยานเฉินไคก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน ยืนตรงหน้า ดวงตานิ่งสงบเหมือนเดิม แต่ลึกลงไปมีประกายบางอย่างที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
โจวหยางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวถอยออกจากบัลลังก์พื้นที่ว่าง…ถูกปล่อยทิ้งไว้“นั่ง”คำสั้น ๆ ถูกเอ่ยออกมา
หยานเฉินไคไม่ถาม เขาก้าวขึ้นไปช้า ๆ ก่อนจะนั่งลงบนบัลลังก์นั้น
ทันทีที่ร่างเล็กแตะลงบนไม้เก่าแก่ ความรู้สึกบางอย่างไหลผ่านร่างเขา มันไม่ใช่พลังปราณ ไม่ใช่แรงกดดัน แต่เป็บางสิ่งที่ลึกกว่านั้น คล้ายร่องรอยของกาลเวลา คล้ายเงาของผู้ที่เคยนั่งอยู่ตรงนี้
เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ดวงตาที่นิ่งสงบนั้น…สั่นไหวเพียงเล็กน้อย ลึกลงไปในแววตา ปรากฏอารมณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความสุขที่แ่เบา ความคาดหวังที่เพิ่งก่อตัวและความขอบคุณที่ไม่อาจเอ่ยเป็คำ
ทั้งหมดผสมกันอยู่ภายในแต่ใบหน้าของเขา…ยังคงเรียบสนิทเหมือนเดิม
โจวหยางมองภาพนั้นเงียบ ๆ
เขาไม่ได้อธิบาย ไม่ได้บอกความหมายของบัลลังก์ ไม่ได้กล่าวว่ามันคือสิ่งใด แต่ในความเงียบนั้น นิกายทั้งนิกาย…ได้ถูกส่งต่อไปแล้ว
โดยที่แม้แต่เ้าของใหม่ก็ยังไม่รู้ตัว
ลมพัดผ่านหน้าผา แสงแดดค่อย ๆ เคลื่อน
โจวหยางหันหลัง เดินออกไปช้า ๆ โดยไม่หันกลับมาอีก ไม่มีคำลาไม่มีคำสั่ง มีเพียงความเงียบที่ยาวนาน
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบและเมื่อรุ่งเช้ามาถึง
โจวหยาง…หายไปแล้ว ไม่มีร่องรอย ไม่มีพลังปราณหลงเหลือราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้
หยานเฉินไคยืนอยู่หน้าศาลา สายตานิ่งมองไปยังที่ว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น ร่างเล็กก็เคลื่อนไหว เขาพุ่งออกไปทันที
ผ่านลานหิน ข้ามป่า ะโขึ้นสู่ยอดไม้ ความเร็วพุ่งถึงขีดสุดที่เขามี เขาค้นหาจากยอดเขาหนึ่งสู่อีกยอดเขาหนึ่ง
จากหน้าผาสู่วิถีลม
จากเงาไม้สู่ความว่างเปล่า
เสียงขลุ่ยไม่ถูกเป่า
ดาบไม่ถูกยก
มีเพียงการวิ่ง
เร็วขึ้น
ไกลขึ้น
พลังปราณถูกผลักดันจนถึงขีดจำกัด ร่างเล็กพุ่งทะยานข้ามหุบเหว วิ่งผ่านูเาอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด
หนึ่งวัน
สองวัน
ระยะทางที่เขาค้นหาแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
ห้าสิบกิโลเมตร
แปดสิบกิโลเมตร
จนถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตร
และ…หยุดลงไม่ใช่เพราะเขา้าหยุด แต่เพราะเขาไปต่อไม่ได้ พลังปราณไม่อาจพาเขาไปไกลกว่านี้
ขีดจำกัดของเขา…อยู่ตรงนี้
หยานเฉินไคยืนอยู่บนยอดเขาอีกแห่งหนึ่ง สายลมพัดแรงเสื้อผ้าสั่นไหว ดวงตาของเขามองออกไปไกล…ไกลจนสุดขอบฟ้า
แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ความว่างเปล่าปกคลุมทุกทิศทาง
เขาไม่พูด ไม่ร้อง เพียงยืนนิ่ง ลึกลงไปในดวงตานั้น อารมณ์เดิมยังคงอยู่ ความสุขที่เคยได้รับ ความคาดหวังที่ยังไม่ทันเติบโต
และความขอบคุณที่ยังไม่ทันส่งออกไป ทั้งหมด…ยังคงอยู่แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือความเงียบที่ลึกกว่าเดิม
ลมพัดผ่านอีกครั้ง
หยานเฉินไคหันกลับก้าวแรก…หนักแน่นเหมือนวันแรกที่เขาเริ่มเดิน
และเขากลับไปยังยอดเขาทั้งห้า โดยที่บัลลังก์ัยังคงรออยู่รอเ้าของ…ที่เพิ่งเข้าใจการ “สูญเสีย” เป็ครั้งแรก
หลายวันผ่านไปโดยไร้ร่องรอยของโจวหยาง หยานเฉินไคยังคงออกค้นหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากยอดเขาหนึ่งสู่อีกยอดเขาหนึ่ง เส้นทางเดิมถูกเหยียบย้ำจนคุ้นเคย แต่ผลลัพธ์ไม่เคยเปลี่ยน ความว่างเปล่ายังคงเป็คำตอบเดียว
ในที่สุด วันที่เขาหยุดวิ่งก็มาถึง
ร่างของเขายืนอยู่กลางลานหินเดิม สายลมพัดผ่านช้า ๆ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบ บัดนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปเล็กน้อย รอยอารมณ์บางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ความเศร้า…เกิดขึ้นเป็ครั้งแรก
มันไม่รุนแรง แต่ลึกพอให้รับรู้ ความเหงาค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบงัน อยู่ในลานหิน อยู่ในศาลา อยู่ในบัลลังก์ัที่ว่างเปล่า ทุกสิ่งยังเหมือนเดิม ยกเว้นคนที่หายไป
เวลาไม่เคยหยุดเดิน และเขา…เลือกจะเดินต่อ
หยานเฉินไคนั่งลงกลางลาน ปิดตา พลังปราณภายในที่เคยสมบูรณ์ถูกดันขึ้นจนถึงขีดสุด ก่อนจะพังทลายลงในพริบตา ตันเถียนที่เคยเป็ศูนย์กลางถูกทำลายอย่างไม่ลังเล
ไม่มีความกลัว ไม่มีความลังเล เหลือเพียงความว่างเปล่าภายใน
จากวันนั้น เขาเริ่มค้นหาใหม่ ปีแล้วปีเล่า เขานั่งสมาธิ สำรวจร่างกายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีพลังปราณ ไม่มีการไหลเวียน มีเพียงความเงียบที่ลึกลงเรื่อย ๆ
สิบปีผ่านไป
จากเด็กน้อย…กลายเป็วัยรุ่น เมื่ออายุได้สิบหกปี ในคืนหนึ่งที่เงียบสนิท ขณะที่เขานั่งสมาธิ จิตใจเข้าสู่ความนิ่งอย่างสมบูรณ์ ในความว่างนั้น เขาพบบางสิ่ง
ลึกลงไปในร่างกายอันว่างเปล่า มี “พื้นที่” ปรากฏขึ้น
มันเป็ความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับห้องขังที่แยกออกจากทุกสิ่ง จิตของหยานเฉินไคค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในนั้น เขายืนอยู่กลางความมืด ไม่มีแสง ไม่มีเสียง แต่การรับรู้ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย
ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาโดยไม่ทราบที่มา
พื้นที่ทะเลปราณ เขาไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไร แต่เขามั่นใจว่านี่คือสิ่งที่เขาตามหา หยานเฉินไคก้าวเดินไปข้างหน้า พื้นใต้เท้าเรียบสนิทแม้มองไม่เห็น เขาเดินอย่างช้า ๆ จนกระทั่งหยุดลง
เบื้องหน้ามีบางสิ่งขวางอยู่ เขายกมือขึ้นััอากาศตรงหน้า แม้มองไม่เห็น แต่มีแรงต้านชัดเจน ราวกับกำแพงโปร่งใสที่ปิดกั้นไว้
เขาเคลื่อนไปด้านข้าง แล้วพบกำแพงอีกด้าน จากนั้นจึงเริ่มเดินสำรวจอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานเขาก็เข้าใจ พื้นที่นี้ไม่ใช่ไร้ขอบเขต
แต่มันถูกจำกัดไว้ เป็กรอบสี่เหลี่ยม กว้างหนึ่งร้อยเมตร ยาวหนึ่งร้อยเมตร ทุกด้านถูกล้อมด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ราวกับกระจกใสที่แยกเขาออกจากสิ่งที่อยู่ภายนอก
หยานเฉินไคยืนอยู่กลางพื้นที่นั้น ดวงตานิ่งสงบ เขายกมือขึ้นแตะกำแพงอีกครั้ง แรงต้านยังคงนิ่ง แน่น และไม่สั่นไหว
เขาไม่พยายามทำลาย ไม่รีบร้อน
เพียงยืนมอง และทำความเข้าใจ ความมืดยังคงเงียบงัน แต่ภายในนั้น เส้นทางใหม่ได้เปิดออกแล้วและครั้งนี้ ไม่มีใครนำทางเขาอีกต่อไป
ภายในพื้นที่ทะเลปราณที่ถูกจำกัดไว้ หยานเฉินไคยืนอยู่กลางความมืดอย่างนิ่งสงบ การรับรู้ของเขาคมชัดกว่าที่เคย พื้นที่หนึ่งร้อยเมตรนั้นไม่ใช่กรงขังสำหรับเขาอีกต่อไป แต่เป็ “รากฐาน” ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นใหม่
ด้วยพร์ที่เหนือขีดจำกัด เขาเริ่มรวบรวมพลังจากความว่างเปล่า
หนึ่งวัน
เพียงหนึ่งวันเท่านั้น
จากความว่างที่ไร้การไหลเวียน พลังปราณก่อกำเนิดขึ้นใหม่ภายในพื้นที่ทะเลปราณนั้น มันไม่ใช่กระแสที่ไหลผ่านตันเถียนแบบเดิม แต่เป็การก่อตัวจากภายในพื้นที่เอง ราวกับโลกเล็ก ๆ ที่เริ่มมีชีวิต
พลังเริ่มรวมตัว ควบแน่นและหยั่งราก เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ระดับการฝึกฝนได้ก้าวข้ามจากกลั่นลมปราณ…สู่ระดับสร้างรากฐาน
มั่นคง แน่น และบริสุทธิ์กว่าที่เคยเป็มา คืนนั้น ใต้แสงจันทร์ที่สาดลงบนยอดเขา หยานเฉินไคยืนอยู่ลำพัง
กระบี่ไม้ที่โจวหยางมอบให้ยังคงอยู่ในมือ เขายกมันขึ้นช้า ๆไม่มีเสียงคำสอน ไม่มีผู้ชี้นำ มีเพียงความทรงจำ…และการเข้าใจด้วยตนเอง
เขาฟันลง ลมรอบตัวสั่นไหวทันที
กระบี่ลม แรงลมถูกรวบรวมเข้ากับคมดาบที่มองไม่เห็น การฟันแต่ละครั้งไม่ได้เพียงตัดอากาศ แต่ดึงเอาการเคลื่อนไหวของลมมาเป็ส่วนหนึ่งของคมกระบี่ กระแสลมพุ่งออกไปเป็เส้นตรง กวาดผ่านใบไม้จนขาดสะบั้น
เขาหมุนตัวอีกครั้ง อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างชัดเจน
กระบี่น้ำแข็ง พลังหยินค่อย ๆ ก่อตัวตามแนวการเคลื่อนไหวของดาบไม้ อากาศที่ถูกตัดผ่านกลายเป็เกล็ดน้ำแข็งละเอียด ลอยค้างอยู่ชั่วขณะก่อนจะแตกสลายเป็ฝุ่นเย็น
พื้นหินบางส่วนถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งบาง ๆ จากนั้น เขาหยุดนิ่งเพียงชั่วลมหายใจที่ไม่มีอยู่ แล้วฟันลงอีกครั้ง
ความร้อนปะทุขึ้นทันที
กระบี่เพลิงกัลป์ เปลวเพลิงสีแดงเข้มปรากฏขึ้นตามแนวฟัน ราวกับดึงพลังจากตะวันมารวมไว้ในคมดาบ ความร้อนแผ่กระจายจนทำให้อากาศบิดเบี้ยว เปลวไฟพุ่งออกไปเป็เส้นยาว เผาผลาญทุกสิ่งที่ัั
แต่การเคลื่อนไหวยังไม่หยุด เขาก้าวเท้าอีกครั้ง ลม ความเย็น และความร้อน…เริ่มผสานกัน
กระบี่เพลิงน้ำแข็ง พลังสองขั้วที่ขัดแย้งกันถูกควบคุมให้อยู่ร่วมกันในแนวเดียวกัน คมกระบี่ที่ฟันออกไปทิ้งร่องรอยทั้งความเย็นเยียบและความร้อนแผดเผาในเวลาเดียวกัน อากาศรอบตัวแตกออกเป็ชั้น ๆ ก่อนจะสลายหายไป
ความนิ่งกลับมาอีกครั้ง
หยานเฉินไคยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ กระบี่ไม้ในมือยังคงนิ่ง ดวงตาของเขาค่อย ๆ เปิดขึ้น
สีแดงเข้มภายในม่านตา…เปล่งประกายชัดเจนกว่าเดิม
ดวงตาวิเศษได้เปิดขึ้นแล้ว แม้จะเป็เพียงระดับแรก แต่แรงกดดันที่แฝงอยู่ภายในนั้นไม่อาจมองข้ามได้ การมองเห็นของเขาไม่ใช่เพียงภาพภายนอกอีกต่อไป แต่สามารถรับรู้ถึงการไหลเวียน การเปลี่ยนแปลง และโครงสร้างของพลังรอบตัว
ลมที่เคลื่อน พลังที่ไหล แม้แต่ความนิ่ง…ก็มีรูปแบบของมัน
หยานเฉินไคลดกระบี่ลงช้า ๆ บนยอดเขาที่เงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน
การฝึกฝนยังคงดำเนินต่อไป
และครั้งนี้ เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่รอการชี้นำอีกแล้วแต่เป็ผู้ที่เริ่ม “สร้างเส้นทาง” ของตัวเองขึ้นมา