HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 3 พ่ออัศวินยิ้มหวาน

    3 | พ่ออัศวินยิ้มหวาน
    บรรยากาศของสวนสาธารณะหลังตลาดเปรมไทยในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างนี้ช่างอบอุ่นและผ่อนคลาย ผู้คนต่างพากันมาเดินเล่น พักผ่อน และสัมผัสกับธรรมชาติที่หาได้ยากในเมืองหลวง บ้างก็ปูเสื่อนั่งใต้ร่มไม้ บ้างก็ปั่นจักรยานเที่ยวชมสวน บางคนมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ มีอีกสารพัดกิจกรรมของคนรักธรรมชาติ และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นวันนี้แสงสวยจัง ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบเจ้ากล้อง DSLR คู่ใจออกมาบันทึกภาพธรรมชาติงาม ๆ สักหน่อย ฉันเป็นช่างภาพอิสระ รับงานถ่ายภาพทั้งในและนอกสถานที่ มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง มีหนังสือท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหลายฉบับมาจ้างฉันบ้าง อย่างเช่นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือแนวพ็อกเกตบุ๊กบทความท่องเที่ยวก็เป็นญาติห่าง ๆ ของฉันเอง เมื่อต้องการภาพถ่ายแนวไหนไปลงหนังสือก็จะโทร. มาสั่ง ๆ แล้วหลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องเก็บภาพตามคำสั่ง นำไปส่งให้คัดเลือกกันอีกที ค่าตอบแทนไม่ได้สูงมากนักหรอกค่ะ เรียกว่าทำเพราะใจรักซะมากกว่าแสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ ส่องลอดกลุ่มใบไม้ลงมาเป็นลำ น้ำใส ๆ ในสระต้องแสงอาทิตย์ระยิบระยับจับตาราวกับถูกแต่งแต้มด้วยกากเพชร ฉันอดจะยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ และก็ต้องยิ้มกว้างเข้าไปใหญ่เมื่อเหลือบไปเห็นเนินหญ้าอีกฝั่งของสระมีดอกหญ้าเล็ก ๆ มากมายหลายสีขึ้นเรียงรายกันเป็นพรมดอกหญ้าต้องแสงอาทิตย์ยามเย็นดูเรืองรองอ่อนนุ่มและอ่อนหวานในคราวเดียวกัน บางช่อก็สูงเด่นขึ้นมาเชิญชวนให้เหล่าผีเสื้อบินวนเข้าไปใกล้ แวะทักทายอย่างเพลิดเพลิน ฉันไม่รอช้าสาวเท้าเข้าไปใกล้ หวังจะเก็บภาพผีเสื้อบนพรมดอกหญ้าไปฝากแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานในเพจส่วนตัวของฉัน เลือกถ่ายมุมโน้น มุมนี้ จนพอใจ แล้วก็ไปสะดุดตาเข้ากับดอกไม้สีแดงสดกอใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปกลีบดอกสีแดงสดเข้ากับเกสรสีส้มอ่อน รองรับด้วยใบเลี้ยงสีเขียวเข้มขึ้นรวมอยู่เป็นกอ และด้วยก้านดอกที่สูงชะลูดจึงทำให้เจ้าดอกหญ้ากอนี้โดดเด่นกว่ากออื่น ฉันเลือกได้ดอกที่สวยที่สุด แต่จะถ่ายมันยังไงดีล่ะ เพราะดอกหญ้าเจ้ากรรมดอกนั้นดันอยู่ตรงทางลาดลงเนินฉันมองลงเนินพลางคิดหนัก สูงเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าพลัดกลิ้งลงไปละก็คงจะไปเบรกกับรั้วเหล็กเตี้ย ๆ ริมสระน้ำเป็นแน่ ไม่จุกก็หน้าเขียวละคราวนี้ เอาไงดี... หันซ้ายแลขวา เดินหน้าถอยหลังอยู่นานก็หามุมไม่ได้สักที หรือจะต้องลงไปนอนราบกับเนิน ไม่ดีมั้ง? ท่าทางมดจะดุ ไหนจะหิน กรวดอีกเยอะแยะ ง่า... อยากได้ภาพนั้นนี่นาเอาวะ! สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจยึดเสาไฟสนามเป็นที่พึ่ง เริ่มจัดท่าจัดทาง ใช้มือซ้ายจับเสาไฟไว้ให้มั่น ย่อตัวนั่งยอง เหยียดขาขวาออกไปยันก้อนหินใหญ่ไว้เพื่อทรงตัว ถือกล้องด้วยมือขวายืดแขนออกไปจนเกือบสุด จึงพอจะเข้าใกล้เจ้าดอกหญ้าแดงเพลิงที่หมายตาไว้ได้ พอมั่นใจว่าน่าจะได้มุมตามที่ต้องการก็กดชัตเตอร์ครึ่งเดียวเพื่อโฟกัส แต่แล้วในวินาทีที่กำลังจะกดถ่ายภาพ ก้อนหินเจ้ากรรมดันรับน้ำหนักไม่ไหว ถอนจากพื้น กลิ้งลงไปตามเนินโอ๊ะ!เมื่อขาหลุดจากการทรงตัว ฉันก็ตกใจและไม่ทันระวังทำให้กล้องกำลังจะหลุดจากมือ และด้วยความกลัวว่ากล้องคู่ใจจะได้รับอันตราย สัญชาตญาณจึงสั่งให้ปล่อยมือข้างซ้ายจากเสาไฟเพื่อประคองกล้องไว้ และแล้ว...“ระวัง!”ได้ยินเสียงเตือนแว่ว ๆ แต่มันไม่ทันแล้วละ ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังทิ้งดิ่งลงไปทางขวาจึงหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ถึงแรงกระแทกจากทางด้านซ้าย อึดอัดเหมือนถูกรัด แล้วกลิ้งขลุก ๆ ลงไปตามเนินอยู่หลายตลบ ก่อนจะรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ขาและข้อเท้าอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็กระแทกกับอะไรบางอย่างเข้าอย่างจังแล้วทุกอย่างก็หยุดลงฉันค่อย ๆ ลืมตา ยันตัวขึ้นสำรวจตัวเองก็พบว่า ฉันนอนทับใครบางคนอยู่ หน้าฉันซบอยู่กับอกของเขาเต็มเปา“เฮ้ย! ใครเนี่ย” ฉันเด้งขึ้นนั่ง รู้สึกเจ็บแปล๊บ ๆ ที่ข้อเท้าขวาจึงกุมข้อเท้าไว้“อูย...” มีเสียงครวญครางตอบรับกลับมา“คุณ ๆ ลุกไหวไหม” ฉันเขย่าแขนผู้ชายคนนั้นเพื่อเรียกสติกลับมา“เอ่อ ไหวครับ แต่...คุณช่วยดึงผมหน่อยได้ไหมครับ” เขาผงกหัวขึ้นมาตอบ“ได้ค่ะ ๆ” ฉันเอื้อมมือไปจับแขนเขา ออกแรงดึงให้ผู้ชายตัวโตคนนี้ลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ เขาสะบัดหัวไล่ความมึนงงสองสามที แล้วหันมามองฉันเมื่อฉันตั้งสติได้จึงสังเกตสภาพผู้ชายคนนี้ได้ชัดเจน ใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนาเรียงสวย ดวงตาเรียวกับนัยน์ตาสีดำสนิท จมูกโด่งเป็นสัน ปากบางรับกับโครงหน้า แม้ตอนนี้หน้าเขาจะเปรอะเปื้อนฝุ่นดินและสีเขียวของใบหญ้า แต่ฉันก็พูดได้เต็มปากว่า หล่อ...คำเดียวเลยเขาสวมเสื้อเชิ้ตมียี่ห้อสีขาวแขนยาวแต่ถูกพับไว้ถึงข้อศอกที่เปื้อนคราบดิน กางเกงสแล็กผ้าดีสีเทาเข้มเป็นรอยไถลไปกับพื้น ผมสีดำรกรุงรังไปด้วยเศษใบไม้ แสดงว่าเขาต้องไถลครูดไปกับต้นหญ้าบนเนินแน่ ๆ ต่างกับสภาพของฉันที่ไม่สะบักสะบอมเท่า เป็นแค่รอยขีดข่วนตามขา และเจ็บข้อเท้าขวาเท่านั้น และที่สำคัญกล้องตัวเก่งยังคงอยู่ดีในอ้อมกอด แสดงว่าเขามาช่วยฉันไว้ก่อนที่จะกลิ้งลงมา เขากอดฉันและใช้ตัวเองกำบังไม่ให้ได้รับแรงกระแทกมากเขาปัดเศษพวกนั้นออกจากผมและตามเสื้อผ้า แล้วจึงใช้แขนเสื้อเชิ้ตเช็ดตามหน้าตา“อุ๊ย! ที่แขนคุณมีแผลถลอกด้วยค่ะ” ฉันทักเมื่อสังเกตเห็นว่ามีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อยที่แขนขวา อาจเพราะครูดกับเศษหิน“ขอฉันดูหน่อยนะคะ” พูดขอแล้วจึงถือวิสาสะยกแขนเขาขึ้นมาดูใกล้ ๆ“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ แค่แสบนิดหน่อย คุณล่ะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามกลับและยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับจากผู้ชายทุกคน ถ้าตั้งสติไม่ทัน อาจจะเคลิ้มไปกับรอยยิ้มนั้นจนหัวทิ่ม“เอ่อ ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ว่าแต่คุณเถอะ เจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่าคะ ฉันว่าเมื่อกี้นี้คุณต้องกระแทกกับรั้วแน่ ๆ เลย” ฉันเพิ่งนึกออกว่าเราสองคนหยุดกลิ้งเพราะเบรกเข้ากับรั้วริมสระนั้น จึงถามด้วยความเป็นห่วง“ไม่ครับ ไม่เจ็บมาก ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ” อีกแล้ว ยิ้มอีกแล้ว พ่ออัศวินหน้าหล่อของฉัน ขยันยิ้มหวาน ๆ ส่งมาให้ซะเหลือเกิน“ฉันว่าไปทำแผลก่อนดีกว่าค่ะ ใกล้ ๆ นี่เอง เดี๋ยวฉันพาไป” พูดจบฉันจะลุกขึ้น แต่ก็ต้องทรุดฮวบลงมานั่งหน้านิ่วเพราะเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่ข้อเท้าขวาทันทีที่ทิ้งน้ำหนักตัวลงไป“คุณ...เจ็บข้อเท้าเหรอครับ” พ่ออัศวินถลาเข้ามาหา สีหน้าและแววตาฉายให้เห็นถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน“นิดหน่อยน่ะค่ะ คงจะพลิกตอนที่กลิ้งลงมา”“ค่อย ๆ ลุกนะครับ ผมช่วย” ฉันยันตัวเองให้ลุกขึ้นโดยอาศัยแขนของเขาเป็นที่ยึด เขาช่วยประคองฉันเดินจนไปถึงรถมอเตอร์ไซค์เกียร์อัตโนมัติของฉันที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถของสวนสาธารณะ“คงต้องแว้นมอเตอร์ไซค์ไปนะคะ แต่ไม่ไกลหรอกค่ะ คุณทนไหวนะคะ”“คุณจะขี่ไหวเหรอครับ ให้ผมขี่เองดีกว่า”“ไม่เป็นไรค่ะ สบายมาก”ฉันปลดกล้องคู่ใจที่ห้อยคออยู่เก็บใส่กระเป๋าเรียบร้อย ค่อย ๆ โขยกเขยกขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ แล้วจึงหันมาตบที่เบาะคนซ้อนเบา ๆ“ไปกันเลยค่ะ แว้บเดียวถึง”เขายิ้มขำน้อย ๆ แล้วขึ้นมานั่งซ้อนหลัง
    ฉันบึ่งรถเข้าทางหลังตลาด ลัดเลาะจนทะลุออกทางหน้าตลาด เลี้ยวซ้ายตรงไปอีกไม่ถึงร้อยเมตรก็มาถึงร้านดอกไม้ร้านเดียวหน้าตลาดเปรมไทย ‘Sun Flower’“ร้านน่ารักจังเลยนะครับ” เขามองไปรอบ ๆ หน้าร้านอย่างชื่นชม“ร้านของแม่ฉันน่ะค่ะ เข้าไปทำแผลกันดีกว่าค่ะ” พอจอดรถเสร็จแล้ว เขาก็เข้ามาช่วยพยุงฉันเข้าไปด้วยกันข้างในร้าน แม่กำลังง่วนอยู่กับการจัดช่อดอกไม้ ฉันเอ่ยเรียกเบา ๆ “แม่คะ”“อ้าว! ซัน ตายละ นั่นไปทำอะไรมาน่ะลูก” แม่วางมือจากงาน รีบเข้ามาประคองฉันให้นั่งลงบนโซฟา “นี่ไปถ่ายรูปอีท่าไหนล่ะลูก ถึงเป็นแบบนี้”“ก็...ฮี่ ๆ” ฉันกอดหมับที่เอวแม่และซุกหน้ากับอก อ้อนเปิดทางไว้ก่อนเพราะกลัวว่าจะโดนดุมากกว่านี้“ซันอยากถ่ายรูปดอกหญ้าดอกหนึ่งม้ากมากค่ะแม่ แต่มันอยู่ตรงทางลาดลงเนินก็เลยกลิ้งตกลงมา แต่...คุณคนนี้เข้ามาช่วยไว้ทัน ซันเลยไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่ข้อเท้าแพลงนิดหน่อย”“ถ่ายยังไงถึงได้กลิ้งลงมาได้ล่ะลูก” แม่ปั้นหน้านิ่ง ถามเสียงดุ“ท่าพิเรนทร์นิดหน่อยน่ะครับ คุณน้า” พ่ออัศวินเอาซะแล้ว เผากันเห็น ๆ ฉันหันขวับไปมองจนพ่อคนหล่อสะดุ้งแล้วเสมองไปทางอื่น ร้ายนะเนี่ย เห็นเงียบ ๆ คิดว่ายิ้มเป็นอย่างเดียว“ตายจริง ลูกคนนี้นี่” แม่ตีแขนแล้วตาเขียวใส่ ก่อนจะหันไปถามเขา “แล้วคุณเป็นอะไรมากไหมจ๊ะเนี่ย”“เวรกรรม ลืมไปเลยค่ะ” ฉันสะดุ้งเพราะเพิ่งนึกได้ว่าตั้งใจพาเขามาทำแผลที่แขน “ฉันขอโทษนะคุณ ลืมไปเลยว่าคุณมีแผลเลือดออก”พอแม่ได้ยินก็ตกใจไปด้วย “อุ๊ย ตายแล้ว ยัยซัน ทำไมเป็นคนแบบนี้เนี่ย ไม่ไหวเลย มาค่ะคุณ น้าจะทำแผลให้นะจ๊ะ”พูดจบแม่ก็หันไปสั่งเด็กช่วยงานในร้านให้เอาชุดปฐมพยาบาลมาให้ เขาไม่พูดอะไร เอาแต่ยิ้มหวาน หลังจากทำแผลเสร็จ แม่ก็เข้าไปเก็บของที่หลังร้าน ฉันก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อเขาเลย และยังไม่ได้ขอบคุณเขาด้วยซ้ำ“ฉันต้องขอบคุณมากเลยนะคะ คุณ เอ่อ...”“ผม ภาคิณ ครับ” แนะนำตัวจบก็ส่งรอยยิ้มมาปิดท้าย ฉันยิ้มรับ“ค่ะ ฉัน ซัน นะคะคุณภาคิณ ยินดีที่ได้รู้จัก และต้องขอบคุณมาก ๆ อีกครั้งนะคะ ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ป่านนี้ฉันคงนอนจุกจนหน้าเขียว แอ้งแม้งอยู่ตรงนั้น ลุกไปไหนไม่ไหวแน่ค่ะ”คุณภาคิณยิ้มขำจนตาหยี น่ารักไปอีกแบบ สาว ๆ คนไหนที่ได้อยู่ใกล้เขานาน ๆ นี่คงจะอดใจไม่ให้กระโดดฟัดไม่ไหวแน่ ๆ“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเต็มใจช่วย แต่คราวหลังผมว่าคุณใช้ตัวแสดงแทนหรือใช้สลิงช่วยดีกว่านะครับ”ฉันหลุดขำพรืดออกมา ตัวคนพูดเองก็หัวเราะ แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของคุณภาคิณก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะพอดี ได้ยินเขาพูดเพียงสั้น ๆ ว่าอยู่ที่นี่ราวกับว่ากำลังจะมีใครมารับ แล้วก็วางสายไป“ผมคงต้องไปก่อนนะครับคุณซัน”แม่เดินออกมาจากหลังร้านพอดี ฉันเลยถือโอกาสแนะนำให้แม่รู้จักคุณภาคิณ“จะกลับแล้วหรือจ๊ะคุณภาคิณ คราวหลังแวะมาอีกนะ แม่จะได้เลี้ยงข้าวตอบแทนที่ช่วยยัยซันไว้น่ะจ้ะ”“ขอบคุณครับคุณน้า วันนี้ผมลาก่อนนะครับ”เขายกมือไหว้ลาแม่ หันมาบอกลาฉันแล้วยิ้มหวานปิดท้ายอีกชุด ฉันตามออกไปส่งก็เห็นว่ามีรถเบนซ์สีดำเงาจนแทบจะสะท้อนแสงได้จอดอยู่ริมถนน คนขับรถก้าวลงมาเปิดประตูหลังรออยู่ก่อนแล้ว ฉันยิ้มและโบกมือส่งท้าย มองตามจนเบนซ์สีดำเงาเคลื่อนพ้นสายตาไป ท่าทางเพื่อนใหม่ของฉันคนนี้จะรวยไม่ใช่เล่น
    เช้าวันนี้ ฉันตื่นมาพร้อมกับข้อเท้าขวาที่ระบมหนึบ ๆ จนต้องร้องขอยาแก้ปวดจากแม่ กลายเป็นยัยเป๋เสียแล้วอย่างนี้คงเข้าสตูดิโอไม่ไหว หรือถึงจะเข้าไหวก็คงทำงานไม่ได้มากอยู่ดี ฉันจึงโทร. บอกน้อง ๆ ที่สตูดิโอว่าจะลาป่วยหนึ่งวันแล้วมานั่งเล่นอยู่กับแม่จันทร์ที่ร้านดอกไม้แก้เซ็งเสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้น ฉันหันไปมองก็เห็นว่า คุณภาคิณกำลังผลักประตูเข้ามา“อ้าว... มาแต่เช้าเลยนะจ๊ะ นั่งก่อนสิ”ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะที่พูดเชื้อเชิญจนออกนอกหน้า เป็นคุณนายจันทร์ต่างหาก ตั้งแต่เมื่อวานเย็นแม่พูดถึงคุณภาคิณไม่หยุด จนเช้าวันนี้ก็ยังหลุดปากบ่นหา แล้วไม่น่าเชื่อ คุณภาคิณก็มาจริง ๆ ราวกับถูกดลจิตดลใจยังไงยังงั้น“คุณมีธุระแถวนี้เหรอคะ ถึงแวะมา” ฉันเอ่ยถามเป็นครั้งแรก เขายิ้มรับและส่ายศีรษะ“เปล่าครับ” เขาว่าแล้วยื่นแขนข้างขวามาให้ดู “ผมยังไม่ได้เปลี่ยนผ้าปิดแผลเลย”“ตายจริง! คุณยังไม่เปลี่ยนผ้าปิดแผลอีกหรือเนี่ย เดี๋ยวได้ติดเชื้อกันพอดี” แม่ร้องเสียจนฉันตกใจ หันไปสั่งให้เด็กในร้านไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาให้ แล้วหันมาบอกฉันว่า “เดี๋ยวซันเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้คุณเขาหน่อยนะลูก แม่มีงานค้างอยู่”อ้าวแม่! เห็นเป็นห่วงเขาจะแย่ แล้วไหงถึงมาใช้ซันล่ะคะ บู่ววว... ซันไม่ถนัดงานแบบนี้สักหน่อยสุดท้ายฉันก็ต้องจำยอมเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้คุณภาคิณอย่างทุลักทุเล แต่ก็พอปิดได้แหละ เขาพูดขอบคุณและยิ้มให้ก่อนจะถามถึงข้อเท้าของฉันว่าเป็นยังไงบ้าง“ไม่เป็นไรมากแล้วค่ะ แต่ยังไม่อยากเดินมากเลยได้โอกาสอู้งานซะเลย”เขาหัวเราะขำคำพูดของฉันแม่ชวนคุณภาคิณอยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกัน เขาจึงอยู่ที่นี่ยาว กลายเป็นลูกมือจัดดอกไม้คนใหม่ของแม่ซะแล้ว ตกช่วงบ่ายป้าอำไพก็พาหนูเกลมาฝากไว้ที่ร้าน เพราะป้าแกต้องออกไปซื้อของเข้าครัว หนูเกลเลยได้รู้จักกับคุณภาคิณเป็นครั้งแรก แต่แค่ครั้งแรกเท่านั้นก็ติดกันแจ กลายเป็นคู่หูลุงหลานคู่ใหม่“คุณลุงภาคิณ กินอะไรถึงหล๊อ...หล่อคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามขณะที่นั่งบนตักของคุณลุง ฉันสะดุ้งกับคำถามและอดยิ้มไม่ได้ แหม...ตัวแค่นี้รู้จักคนหล่อซะด้วย ร้ายจริง ๆ“แล้วหนูเกลกินอะไรถึงขี้สงสัยจังคะ” คุณภาคิณหยอกกลับพร้อมกับบีบจมูกยัยตัวแสบด้วยความเอ็นดู“คุณครูบอกว่าสงสัยอะไรก็ให้ถาม จะได้หายสงสัยแล้วก็ฉลาดด้วยค่ะ เด็กฉลาด ชาติเจริญนะค้า” หนูเกลชูไม้ชูมือตอบ ช่างน่ารักน่ากอดเสียจริงแล้วสองลุงหลานก็เล่นกัน หัวเราะคิกคักอย่างสนิทสนม ถ้าไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าเป็นพ่อลูกกันแน่ ๆ ฉันช่วยแม่จัดดอกไม้พลางนั่งมองคู่ซี้ลุงหลานเพลินตา พอหันกลับมาก็สบตาแม่ แม่จันทร์ยิ้มขำ ก้มลงจัดช่อต่อ ไม่ได้ว่าอะไร“แม่ยิ้มอะไรน่ะคะ”“หือ...ยิ้มอะไรลูก แม่เห็นแต่หนูนั่นแหละยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด” แม่ลอยหน้าลอยตาตอบอย่างมีเลศนัย“ไม่จริงหรอกค่ะ ซันเห็นนะ แม่มองซันแล้วก็ยิ้ม นั่นแน่...คิดอะไรอยู่น้าคุณนายจันทร์” ฉันแกล้งแซวแม่จนโดนก้านดอกไม้ตีที่แขนเบาๆ“อย่ามาแซวแม่หน่อยเลย เราน่ะตัวแสบ แสบกว่าหนูเกลอีก” แม่เฉไฉไม่ยอมตอบ แถมยังไล่ให้ไปหาขนมมาให้คุณภาคิณกับหนูเกลกินเล่นกัน ฉันเลยต้องยอมเดินออกมา แต่ยังไม่วายทำหน้าตาแซวแม่ จนเกือบจะโดนก้านดอกไม้พิฆาตอีกทีหลังจากวันนั้นคุณภาคิณก็แวะมาที่ร้านทุกวัน บางวันซื้ออาหารมากินด้วยกัน บางวันก็พาฉันกับหนูเกลออกไปกินไอศกรีมข้างนอก บางครั้งก็อุดหนุนช่อดอกไม้ช่อใหญ่ไปฝากลูกค้าสำคัญ ถ้าวันไหนไม่ได้มาทั้งยายและหลานต่างพากันบ่นถึง คุณภาคิณนี่ไม่เบา มัดใจทั้งสาวน้อยสาวไม่น้อยจนอยู่หมัดเสน่ห์แรงแบบนี้จะไม่ให้สาว ๆ ติดได้ยังไงกัน พ่ออัศวินยิ้มหวาน

           ****************************************************************

            ฝากผลงานจ้า...

            Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง)


            #E-Book

            พร้อมให้ดาวน์โหลดที่ MEB ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา

            #หนังสือเล่ม

            สั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishing

            หรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ