ฉู่ไฉเหลียงยังไม่ตอบในทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจิบแต่พอจิบแล้วในปากกลับเต็มไปด้วยกากใบชา จึงขมวดคิ้วกล่าว “นี่ชาอะไรหรือ”
จื่อเยียนรีบตอบเสียงแผ่ว“เรียนนายท่านเป็นชาชั้นดีที่อนุหวังส่งมาให้เจ้าค่ะ”
ฉู่ไฉเหลียงรู้กลอุบายของอนุหวังดีทั้งยังรู้ว่าฉู่เมิ่งอิ๋งมักจะแย่งของเล็กๆ น้อยๆ ของฉู่จวินหลันบ่อยครั้งแต่เดิมเขาเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ทว่าพอได้ลิ้มรสชาด้วยตัวเองเขาก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้
เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะพูดในวันนี้ฉู่ไฉเหลียงก็ลดน้ำเสียงลง พูดอย่างอ่อนโยนว่า “ข้ามีชาปี้หลัวชุนชั้นเลิศเหลืออยู่สี่ตำลึงไว้จะให้คนเอามาส่งให้ เจ้ากำลังจะเป็นชายาซื่อจื่อกงติ้งอ๋องแล้วควรได้ลิ้มรสชาดีๆ พอเข้าจวนกงติ้งอ๋องไปจะได้ไม่รู้สึกอับอาย”
“ขอบคุณท่านพ่อมากเจ้าค่ะ” ฉู่จวินหลันยิ้มขอบคุณอย่างสุภาพ
“หลันเจี่ยร์เจ้าก็เห็นแล้วว่าวันนี้จวนเรามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น พี่สาวของเจ้าก่อเรื่องหากไม่ยอมควักเงินแปดพันตำลึงให้จวนเหวินชางปั๋ว คงต้องขึ้นศาลแน่ หากเป็นเช่นนั้นตระกูลเราคงถูกคนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะ และชื่อเสียงของข้าก็จะเสื่อมเสีย”
“ลูกเข้าใจเจ้าค่ะหากชื่อเสียงของท่านพ่อพังทลาย เส้นทางในราชสำนักของท่านย่อมติดขัดและยังส่งผลกระทบต่ออนาคตของพี่น้องในตระกูล”
ฉู่ไฉเหลียงพยักหน้าอย่างพอใจพลางลูบเคราสั้นเบาๆ “ตอนนี้จวนเราสภาพการเงินตึงมือ คนในตระกูลก็เยอะทั้งย่าและอาของเจ้าล้วนอยู่ที่นี่ ไหนจะค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเรือนหลังที่ไฟไหม้ไหนจะเงินสินเดิมของเจ้าอีก ข้าเป็นขุนนางสุจริตจะให้ควักเงินแปดพันตำลึงมาจากไหนได้ง่ายๆจึงตัดสินใจจะนำของหมั้นจากจวนกงติ้งอ๋องมาใช้ เลยมาบอกเจ้าไว้ก่อน”
เขาพูดราวกับแค่แจ้งให้ทราบไม่ได้มาขอความเห็นใดๆ จากนาง
ฉู่ไฉเหลียงพูดต่อว่า “อีกหน่อยเจ้าจะแต่งเข้าจวนกงติ้งอ๋องสามีของเจ้าเป็นคนไม่สมประกอบ ย่อมพึ่งพาอาศัยไม่ได้ หากจะอยู่อย่างมั่นคงต้องมีตระกูลฝ่ายหญิงที่แข็งแกร่งหนุนหลังหากตระกูลเราพังพินาศเจ้าย่อมลำบากไปด้วย หากวันหน้าข้าได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นตำแหน่งของเจ้าก็จะมั่นคงขึ้นเช่นกัน อีกอย่างของหมั้นก็เป็นเหมือนค่าตอบแทนของพ่อแม่ไม่เคยมีธรรมเนียมใดที่เอาของหมั้นติดตัวไปจวนเจ้าบ่าว ข้าทำเช่นนี้ไม่นับว่าเกินไปกระมัง”
ครานี้เขาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่เล็กน้อย
ฉู่จวินหลันหัวเราะเยาะในใจ
พ่อคนนี้ช่างทุ่มเทเพื่อตระกูลโดยแท้
แม้ชายากงติ้งอ๋องจะไม่ชอบเซียวซวี่แต่ต่อหน้าคนอื่นก็ยังต้องทำท่าทีว่ามีเมตตา เพื่อหาภรรยาให้บุตรชายที่ ‘โง่เขลา’ ถึงกับให้สินสอดเป็นเงินห้าพันตำลึงพร้อมของล้ำค่าอีกมากมายมูลค่ารวมหนึ่งหมื่นตำลึง
ตามธรรมเนียมแล้วเชื้อพระวงศ์ทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้สินสอดมากมายทว่าผู้ที่จะแต่งกับซื่อจื่อกลับเหมือนถูก ‘ซื้อ’ มาย่อมต้องใช้ทรัพย์สินล่อใจมากเป็นพิเศษแม้จะสูงถึงหนึ่งหมื่นตำลึงก็ใช่ว่าจะหาสตรีที่ยอมแต่งด้วยได้ง่ายๆดังนั้นเมื่อถึงเวลาให้สินสอด ชายากงติ้งอ๋องจึงได้รับคำชมไม่น้อย
เดิมสินสอดมูลค่ามหาศาลเช่นนี้อยู่ในการดูแลของอนุหวังคนทั้งจวนล้วนอิจฉานางไม่น้อย
ตอนนี้ฉู่ไฉเหลียงกำลังคิดจะรื้อฝาเรือนตะวันออกไปโปะฝาเรือนตะวันตกแล้ว
“ท่านพ่อเป็นเจ้าของจวนจะตัดสินใจอย่างไรย่อมได้เจ้าค่ะ”ฉู่จวินหลันพยักหน้าอย่างเต็มใจ ไม่มีวี่แววไม่พอใจแม้แต่น้อย
ฉู่ไฉเหลียงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเพราะเมื่อครู่เขาบอกให้อนุหวังเตรียมเงินห้าพันตำลึงและของมีค่าทั้งหมดออกมาอีกฝ่ายกลับโวยวายลั่นเสียอย่างนั้น เขาเกรงอนุหวังจะเอาเรื่องนี้ไปพูดให้เสียหายและรู้ดีว่าฉู่จวินหลันเริ่มมีเส้นสายในแวดวงสังคมจึงรีบมาพูดกับนางโดยใช้อำนาจของผู้เป็นบิดามากดไว้แต่ไม่คิดเลยว่านางจะยอมรับง่ายดายถึงเพียงนี้
“ดี ดียิ่งนักเจ้าช่างรู้ความ รักเจ้าไม่เสียเปล่าจริงๆ” ฉู่ไฉเหลียงพยักหน้ายิ้มๆพลางกล่าวชมฉู่จวินหลันอีกหลายประโยคอย่างพอใจ ก่อนจะจากไปอย่างอารมณ์ดี
พอเขาออกจากห้องไปจื่อเยียนก็เดินเข้ามา พูดเสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้ “คุณหนู พวกเขารังแกท่านเกินไปแล้ว”
พอเห็นอีกฝ่ายกำลังจะร้องไห้ฉู่จวินหลันก็หัวเราะออกมา “ร้องทำไมกัน เงินก้อนนั้นก็ใช่ว่าจะถึงมือข้าอยู่แล้ว เขาเอาไปเช่นนี้คนที่ร้อนใจยิ่งกว่าข้าคือคนผู้นั้นต่างหาก”
จื่อเยียนชะงักไปเล็กน้อยแล้วก็เหมือนจะนึกอะไรออก นางทุบกำปั้นบนฝ่ามือเบาๆ “จริงด้วย!อนุหวังเคยกุมของมีค่าทั้งหมดนั่น พอเสียสิทธิ์ดูแลจวนไปเงินก้อนนี้ก็หลุดมือไปด้วยเช่นกัน คนที่กระวนกระวายที่สุดย่อมต้องเป็นนาง”
“ใช่แล้วฉะนั้นเจ้าจะเสียใจไปทำไมกัน” ฉู่จวินหลันเอ่ยสั่งเสียงเบา “ไปเฝ้าหน้าประตูเถิด อย่าให้ใครเข้ามาอีก”
จื่อเยียนพยักหน้าเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
ฉู่จวินหลันกลับเข้าห้องด้านในเปิดประตูห้องน้ำแล้วชะโงกตัวเข้าไปครึ่งหนึ่งเห็นเซียวซวี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหลังอ่างไม้ ด้วยเปลื้องอาภรณ์ท่อนบนจึงเผยให้เห็นลำคอยาวกระดูกไหปลาร้าได้รูป ไหล่และแผ่นอกกำยำเส้นผมยาวดำขลับสยายบนผิวกายสุขภาพดีราวลำธารสายเล็ก
เซียวซวี่เงยหน้ามองมา “ถอนเข็มหรือ”
“อืม ถึงเวลาแล้ว” ฉู่จวินหลันเดินเข้าไปถอนเข็มออกให้อย่างคล่องแคล่ว
เซียวซวี่มองเพดานนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยรอจนฉู่จวินหลันถอนเข็มหมดแล้วจึงรีบคว้าอาภรณ์มาสวม
ฉู่จวินหลันไม่รบกวนเดินออกไปนั่งด้านนอกแล้วรินชาที่เต็มไปด้วยเศษใบชาดื่ม
“เจ้าเด็กนี่” นางพึมพำเสียงเบา
เซียวซวี่ที่เดินออกมากลับมาเป็นบุรุษผู้งามสง่าเย็นชาอีกครั้งชุดผ้าบางพลิ้วไหวตามฝีเท้าขณะเดินมานั่งตรงหน้านาง
“ชานี่ไม่อร่อยเลยขมยิ่งนัก ทั้งยังมีแต่เศษใบชา ท่านดื่มน้ำเปล่าดีกว่า”ฉู่จวินหลันรินน้ำอุ่นให้เขา
เซียวซวี่พยักหน้าดื่มตามที่นางว่าโดยไม่ขัดข้อง เงยหน้ามองใบหน้าหวานน่าเอ็นดูของนางอย่างลังเลก่อนกระแอมเบาๆ “เจ้าพูดถูก”
“อะไรหรือ” ฉู่จวินหลันเอียงคอถาม
“สินสอดนั่น...ให้พวกเขาเอาไปก็ได้”
“อ้อหมายถึงเรื่องนั้น” ฉู่จวินหลันยิ้มกล่าวต่อ “แม้ข้าจะรักเงิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาหมด ไหนๆ เงินนั่นก็ไม่ใช่ของข้าข้าจะไปยึดติดทำไมกัน”
“แต่ไม่มีสินสอดย่อมถอนหมั้นไม่ได้”
“โอ้” ฉู่จวินหลันลากเสียงยาวพลางเบิกตาโตนิ้วเรียวจิ้มไหล่เขาทีหนึ่งก่อนจะกล่าว “เซียวซวี่เอ๋ยเซียวซวี่ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้! พอตระกูลข้าใช้เงินสินสอดของท่านจนหมดข้าไม่มีเงินคืน ย่อมถอนหมั้นไม่ได้ ท่านจึงกลัวว่าข้าจะเปลี่ยนใจไม่อยากร่วมมือกับท่านแล้วใช่หรือไม่”
เซียวซวี่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ไม่ใช่แบบนั้น”
“แล้วหมายความว่าอย่างไรเล่า”
ใบหน้าเซียวซวี่แดงก่ำทันทีรีบลุกพรวดก้าวเดินฉับๆ ไปทางหน้าต่าง
ฉู่จวินหลันหัวเราะพลางไล่ตาม“เซียวซวี่ท่านจะหนีอีกแล้วหรือ”
เซียวซวี่ชะงัก
ฉู่จวินหลันคิดว่าเขาคงจะโกรธจนจะลงมือแล้วทว่าเขากลับหันมา ควักถุงหอมเล็กๆ ออกจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้นางก่อนจะหันหลังจากไป
ฉู่จวินหลันอึ้งเปิดถุงสีงาช้างแล้วเทของข้างในบนมือ ก็เห็นว่าเป็นต่างหูไข่มุกคู่งามเรียบหรู
ในขณะเดียวกันนั้นอนุซุนก็กำลังเค้นถามฉู่อวิ๋นเจียวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “วันนั้นที่เจ้าเอากล่องชาดไปให้ฉู่จวินหลันพวกเจ้าทำอะไร แล้วนางพูดอะไรบ้าง”