"หลิงเก้อเก้อ(พี่ชายหลิง) อิงผ่อผล่อยหลับไปแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ" ผิงผิงเดินมานั่งข้างๆ ก่อนกล่าวเสียงเบาไม่ให้รบกวนท่านยายอิง นั่นถึงทำให้หลานหลิงได้สติขึ้นมาแม้ว่าหลายคนในหมู่บ้านจะไม่ค่อยชอบเขานักแต่ผิงผิงก็ยังใช้คำเรียกหาเขาอย่างสนิทสนมและให้เกียรติทั้งไม่ยอมที่จะยืนพูดคุยค้ำศีรษะของเขาซึ่งในความคิดของผิงผิงถือเป็การกระทำที่ไม่สมควรอีกด้วย
ใกล้ชาดเปื้อนแดงใกล้หมึกเปรอะดำ [1] หลานหลิงที่ทั้งแปลกแยกทั้งเฉยชากับผู้าุโทั้งหลายก็กลายเป็สุภาพเรียบร้อยขึ้นมาเมื่อเขาอยู่ในสายตาของเสี่ยวผิงผิงเขาถึงกับเป็กังวลว่าท่าทางสะบัดก้นลุกขึ้นเดินออกประตูไปจะดูไร้อารยะในสายตาของนางอีกด้วยมารดาของเขาถึงกับเอ่ยกับนางครั้งหนึ่งว่า 'หากไม่มีผิงผิงอยู่ใกล้หลิงเอ๋อก็เหมือนกับคนป่าเถื่อนดี ๆ นี่เอง'
บ้าจริงหลานหลิงเ้าอายุเท่าไหร่แล้วจะมาเหนียมอายอะไรกับเด็กสาวตัวเท่านี้
ก้าวเดินออกมาจากลานบ้านหลานหลิงหยุดรอเสี่ยวผิงผิงอยู่ที่รั้วจนนางปิดประตูเรียบร้อยเมื่อเห็นว่าหลานหลิงรออยู่นางก็ประหลาดใจเล็กน้อยจึงเดินเข้ามาถาม
"หลิงเก้อเก้อจะไปที่ไหนหรือเ้าคะ" ผิงผิงกล่าว
หลานหลิงกะพริบตาสองสามทีเพราะรู้สึกว่าการมองดวงตาไร้เดียงสาของเสี่ยวผิงผิงมันเจิดจ้าเกินไปเขากระแอมให้คอโล่งมองไปทางอื่นก่อนจะตอบ "ใกล้มืดค่ำข้าคิดจะกลับบ้านแล้วผิงผิงเล่าจะกลับเลยหรือไม่"
"อื้ม"ผิงผิงยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้า
"เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะข้าไปส่ง"หลานหลิงเสนอ
"เช่นนั้นผิงผิงคงต้องรบกวนหลิงเก้อเก้อแล้ว"เสี่ยวผิงผิงย่อเข่าคำนับเขาเล็กน้อยไม่ถือว่ามากไปหรือน้อยไปสำหรับคนอายุไล่เลี่ยกัน
"อืม"หลานหลิงพยักหน้าจากนั้นเสริมว่า"ยืมโคมไฟอิงผ่อไปด้วยเถอะจะได้ไม่สะดุดล้ม"หลานหลิงถือวิสาสะเข้าไปหยิบโคมไฟของอิงผ่อมาใช้โดยไม่ได้ขอ
อย่าเห็นว่าหลานหลิงฉวยโอกาสหรืออะไรแต่ในที่ที่หลานหลิงอาศัยอยู่นี้ตอนกลางคืนนั้นมืดสนิทจริง ๆมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่พึ่งพาได้ หากเดินสะดุดอะไรล้มไปก็แย่แล้วยิ่งผิงผิงมีชายชุดคลุมที่ยาวปิดข้อเท้าด้วยแล้วยังไม่นับเื่สัตว์ป่าที่หากินตอนกลางคืนเข้าไปความรู้สึกที่เรามองมันไม่เห็นแต่มันเห็นเรานั้นไม่ใช่เื่ตลกเลยแม้แต่น้อย
กล่าวถึงแสงจันทร์หลานหลิงก็อดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเย็นไม่ได้ที่ขอบฟ้าไกลเขาเห็นดวงจันทร์สีเหลืองนวลกำลังเปล่งประกายสู้แสงอ่อน ๆของอาทิตย์อัสดงเป็ปกติอย่างที่เห็นทั่วไป
หากแต่ใต้หล้าแห่งนี้มีอะไรที่แตกต่างออกไปจันทร์สีขาวนวลนั้นเป็เพียงหนึ่งในสามของจันทร์บริวารในใต้หล้าแห่งนี้เท่านั้นหลานหลิงเหลือบมองไปทางเมฆหนาทึบที่เขารู้ว่ากำลังบดบังจันทร์สีเืและจันทร์สีครามเอาไว้อยู่
หลานหลิงมิอาจเข้าใจถึงความเป็มาและเป็ไปของจันทร์สามดวงในใต้หล้าแห่งนี้ได้แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างดูเหมือนแสงจันทร์จะสัมพันธ์กับพฤติกรรมของสัตว์ป่าบนเกาะแห่งนี้
ณที่ที่หลานหลิงอาศัยมีสัตว์ป่าทั่วไปและสัตว์อสูรที่หลานหลิงไม่เข้าใจทั้งดุร้ายและน่าหวาดกลัว เขายังไม่เคยเจอมันตรง ๆมาก่อนบางทีบางครั้งเขาจะเห็นดวงตาสีแดงเืนกน่ากลัวหรือบางสิ่งเคลื่อนไหวในความมืดรอบหมู่บ้านอยู่บ้างแต่เขาอาจจะตาฝาดไปมองผิดไปก็เป็ได้
แต่สิ่งที่ทำให้หลานหลิงมั่นใจว่าสัตว์อสูรนั้นมีอยู่จริงก็คือการที่คนในหมู่บ้านมักจะถูกฆ่าตายอยู่เนืองๆ เฉลี่ยดูแล้วเดือนละหนึ่งคนเมื่อเดือนก่อนเด็กหมู่บ้านห่างออกไปสองคนอายุเพียงสี่ขวบและหกขวบปีก็ตกเป็เหยื่อของอสูรร้ายเหล่านีั
ด้วยเหตุผลบางอย่างคำกล่าวที่ว่าแสงจันทร์จะช่วยพวกเราได้ของหัวหน้าหมู่บ้านกลับกลายเป็ความจริง'ตราบใดที่อยู่ในที่ที่แสงจันทร์ส่องไปถึงสัตว์ร้ายพวกนั้นก็จะไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้'แม้หลานหลิงจะไม่เข้าใจแต่ก็ซาบซึ้งใจที่มันเป็ความจริงตัวเขานั้นหวาดกลัวความเ็ปและความตายเป็ที่สุดแล้ว
ดวงอาทิตย์กำลังตกดินหลานหลิงเดินนำผิงผิงเดินตามมาเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยแม้เขาจะอยากให้นางเดินเคียงข้างไปเสียมากกว่าแต่ก็คร้านจะเอ่ยปากออกมาขนบธรรมเนียมที่รับรู้และปฏิบัติสืบทอดกันมามิใช่ว่าแค่เอ่ยปากคำสองคำแล้วจะเปลี่ยนเแปลงอะไรได้ที่หลานหลิงทำได้คือก้าวย่างอย่างเชื่องช้าให้เข้ากับจังหวะก้าวสั้น ๆ ของผิงผิง
"หลินเก้อเก้อท่านเชื่อเื่ัที่อิงผ่อเล่าให้ฟังหรือไม่"อาจเพราะเห็นว่าการเดินทางดูจะเงียบเชียบเกินไปจนผิงผิงเกรงว่าจะอึดอัดจึงเอ่ยปากถามขึ้นมา
หลานหลิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ"เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง"
ผิงผิงหันมามองด้วยความประหลาดใจ"ทำไมล่ะเ้าคะ"
หลานหลิงไม่ได้ตอบในทันทีเขาใช้ความคิดกลอกตาไปมาแต่สุดท้ายก็ตอบไปตามตรง
"พูดเื่ทำไมถึงไม่เชื่อก่อนก็แล้วกันที่ข้าไม่เชื่อเพราะบางที...หรือจริง ๆก็ส่วนใหญ่พวกผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมักจะไม่สอนอะไรเราตรง ๆเพราะเด็กอย่างเราอาจจะไม่ยอมเชื่อฟังดังนั้นพวกเขาจึงคิดค้นวิธีการเพื่อสอดแทรกคำสอนไว้ในเื่เล่า สำนวนบทเพลงหรือบทกลอนเพื่อให้เด็กอย่างพวกเรารับฟังโดยไม่ต่อต้านมากนัก"
"คำสอนอันใดหรืออิงผ่อเพียงแค่เล่าเื่จากหนังสือที่ผู้ใหญ่บ้านนำมาให้พวกเราฟังเองนี่เ้าคะ"ผิงผิงถามด้วยแววตาใสซื่อ
"อืมก็อย่างเช่น เื่ัอะไรนั่นข้าคิดว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพราะอยากให้เด็กอย่างพวกเราเชื่อฟังเป็เด็กที่ทำตัวดีเหมือนผู้ใหญ่บ้านคาดหวังกระมังแท้จริงแล้วอาจจะมีหรือไม่มีัเลยก็เป็ได้"
"เอ๋แล้วเป็เด็กดี มันไม่ดีตรงไหนหรือเ้าคะ" ผิงผิงถามด้วยความประหลาดใจ
มีประกายวาบขึ้นในดวงตาของหลานหลิงชั่วเสี้ยวลมหายใจเขากล่าวตอบว่า "คำว่า เด็กดี ก็มีหลายความหมาย สามารถหมายถึงเด็กที่ประพฤติตนดีก็ได้สามารถหมายถึงเด็กที่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ก็ได้ สามารถหมายถึงเด็กที่ควบคุมง่ายก็ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?"
ผิงผิงมองหลานหลิงด้วยความสงสัยไม่รู้ทำไมเวลาคุยกับหลิงเก้อเก้อถึงได้รู้สึกว่าตนเองได้เปิดมุมมองใหม่แต่ก็รู้สึกถึงพลังด้านลบในใจของหลิงเก้อเก้อด้วยเหมือนกัน"ดังนั้นหลิงเก้อเก้อมิเชื่อว่าัมีอยู่จริงเป็เพียงเื่เล่าที่ชักจูงพวกเราให้ทำตัวดีหรือหลิงเก้อเก้อไม่กลัวเทพัในเื่เล่าจะพิโรธลงทัณฑ์หรือ"
จู่ ๆหลานหลิงก็หยุดเดินกะทันหันจนทำให้ผิงผิงชนเข้ากับแผ่นหลังของหลานหลิงนางก้มหน้าลงด้วยความเขินอายรีบถอยกลับไปที่เดิมรักษาระยะห่างอย่างที่ควรทันทีไม่บิดพลิ้ว
"จะเป็เทพัหรืองูดินก็ไม่มีใครมาสนใจคำพูดไร้สาระของพวกเราหรอกถ้าเทพัมีจริงวันหน้าข้าจะพาเ้าขี่ัขึ้นไปชมจันทร์บนฟ้าเลยดีหรือไม่"
หลานหลิงพูดออกไปก็อับอายในคำพูดตัวเองแต่ท่ามกลางแสงอัสดงสีแดงฉาน ใบหน้าน่ารักและงดงามของผิงผิงกลับเป็ซีดเผือดขึ้นมา
"หลิงเก้อเก้ออย่าได้พูดอะไรน่ากลัวแล้วสรรพสิ่งในธรรมชาติมีเทพเ้าสิงสถิตเราพูดอะไรทำอะไรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนได้ยินได้ฟังทั้งสิ้น"
หลานหลิงยิ้มเล็กน้อย"อาจบางทีัมีอยู่จริงก็ได้แต่ผาเหล็กดำคงมิอาจรองรับัโตเต็มวัยตัวหนึ่งได้กระมังหากัมีอยู่จริงคงอยู่ภายนอกเกาะแห่งนี้มากกว่าไว้สักวันเราออกไปดูก็รู้แล้ว"
"ัตัวใหญ่ถึงเพียงนั้น"ผิงผิงใ จากนั้นเหมือนนางคิดอะไรได้จึงรีบกล่าว "มิถูกต้องผู้ใหญ่บ้านห้ามมิให้พวกเราออกไปเพราะนอกเกาะอันตรายเกินไปหากมิใช่คนที่ผู้ใหญ่บ้านเลือกเอาไว้ก็ไม่สามารถออกไปได้"
"ผิงผิงเชื่อฟังคำสั่งสอนขนาดนี้ผู้ใหญ่บ้านย่อมต้องเลือกเ้าอยู่แล้ว"หลานหลิงอดหยอกล้อผิงผิงไม่ได้
ผิงผิงแอบดีใจที่สามารถเปลี่ยนเื่คุยได้ดูเหมือนการคุยกับพี่ชายหลิงท่านนี้ดูจะหนีไม่พ้นการละเมิดกฎเกณฑ์หมู่บ้านในทุกข้อที่ผู้ใหญ่บ้านคิดออก"หลิงเก้อเก้ออย่าได้กล่าวแล้วสตรีแต่ละคนที่ผู้ใหญ่บ้านเลือกล้วนแล้วแต่แก่ชราถึงตอนนั้นผิงผิงคงไม่อยากออกไปไหนแล้ว"
ได้ยินดังนั้นหลานหลิงที่ไม่ชอบสบตากับใครจนเป็เื่ที่คนในหมู่บ้านซุบซิบนินทากันว่ามันถูกภูตผีิญญาสิงสู่หรือไม่ยังหันกลับไปมองผิงผิงตรงๆ พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าห่วงใย
"ผิงผิงสิ่งที่มีค่าที่สุดในใต้หล้าคือเวลา นอกผาเหล็กดำมีสิ่งต่าง ๆมากมายให้พบเจอแต่เวลาของพวกเรามีน้อยยิ่งนัก"
ผิงผิงกะพริบตาอย่างประหลาดใจรู้สึกเหมือนถ้อยคำนี้มีน้ำหนักหนักหน่วงสลักลึกลงไปในจิตใจ"หลิงเก้อเก้อ รู้ได้อย่างไรว่านอกเกาะมีอะไรบ้างผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเรามิอาจออกไปจากอ่าวได้คลื่นลมฟ้าฝนรอบเกาะช่างอันตรายนัก"
หลานหลิงเอามือลูบจมูกมิกล้าพูดอะไรอีกโชคดีที่มาถึงบ้านผิงผิงพอดี นางคำนับขอบคุณก่อนจะก้าวเข้าบ้านไปด้วยสีหน้างุนงงในใจคิดว่าพี่ชายแซ่หลานคนนี้ช่างประหลาดนัก
หลานหลิงเด็กประหลาด
คำคำนี้ไม่ใช่คำที่ผิงผิงพึ่งคิดออกมาเด็กประหลาดแห่งผาเหล็กดำ เป็คำที่คนใช้เรียกหลานหลิงมานานแล้วเื่ราวถ้าให้เล่าต้องย้อนกลับไปไกลทีเดียว
ย้อนกลับไปในตอนที่หลานหลิงถือกำเนิดมาเขาเป็ทารกตัวอวบอิ่มน่ารักน่าชังเหมือนเด็กทั่วไปแต่เมื่อเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ร่างกายและสมองของหลานหลิงเริ่มพัฒนาแต่สิ่งที่ตามมาคือความทรงจำมากมายเริ่มถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยแรกเริ่มเด็กตัวน้อยยังคงสับสนมึนงงจนในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ
นั่นเป็วันที่มารดาของเขาระลึกได้ว่าเด็กคนนี้ร้องไห้หนักที่สุดั้แ่เขาถือกำเนิดมาหลังจากนั้นเด็กคนนี้ก็แทบไม่ร้องไห้อีกเลยเพียงแต่การร้องไห้ครั้งนี้จะเป็เพราะความดีใจหรือเสียใจหลานหลิงก็มิอาจบอกได้อย่างชัดเจน
ในวันนั้นเขาระลึกได้เขาเคยผ่านมันมาก่อน? เขาเคยฝึกพูด ฝึกเดิน ฝึกวิ่ง เรียนหนังสือ ฝึกมวยฝึกดาบมาก่อน เขาเคยมีครอบครัว ดูแลพ่อแม่ ดูแลคนรักแต่ทว่ากลับไม่ใช่ครอบครัวนี้บ้านหลังนี้ นั่นหมายความว่าอย่างไร
หมายความว่าเขาจำอดีตชาติได้งั้นหรือ?
บางทีการร้องไห้ครั้งนั้นอาจเป็เพราะความดีใจที่เขาได้รับโอกาสใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งหรือมันเป็การร้องไห้เพราะชีวิตใหม่อาจหมายถึงความมืดมนตรอมตรมครั้งใหม่ก็เป็ได้
เพราะชีวิตคือการเดินทางผ่านทะเลแห่งความทุกข์
ชีวิตใหม่จะเป็ของขวัญล้ำค่าหรือคำสาปหลานหลิงก็ยากจะตอบได้ในตอนนี้
เชิงอรรถ
1. ^หมายถึงคนเรามักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบตัวเหมือนเอาผ้าขาวไปวางใกล้สีแดงก็เปื้อนแดงวางใกล้หมึกก็เปื้อนดำ