บทที่ 30 น้ำแกงหัวปลา
ลู่จินโม่ได้ยินว่าซ่งเส้าเส้าบาดเจ็บก็ตกใจ รีบวิ่งกลับไปที่ห้องเพื่อหายามารักษาแผล
"อดทนหน่อยนะเจ้าคะ อาจจะเจ็บสักหน่อย"
ซ่งเส้าเส้าเห็นท่าทางของลู่จินโม่ก็ลืมไปชั่วขณะว่าอีกฝ่ายคือคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เส้าชิงหยวนจะแต่งงานด้วยในอนาคต
เพื่อให้ลู่จินโม่สบายใจ ซ่งเส้าเส้าจึงพยายามอดทนกับความเจ็บปวด ฝืนยิ้มออกมา
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เจ็บเลย"
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาลู่เฉินโม่ สาวน้อยคนนี้แม้ดูอ่อนแอบอบบาง แต่เรื่องพลังใจ ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
"โชคดีที่แค่แผลถลอก ไม่ได้ลึกมาก ช่วงนี้อย่าให้โดนน้ำ พอแผลตกสะเก็ดก็ไม่เป็นไรแล้ว อ้อ ที่สำคัญอย่าลืมทายาตัวนี้ทุกวันนะเจ้าคะ"
ลู่จินโม่วางขวดยาที่ประณีตงดงามลงบนมือของซ่งเส้าเส้า
"ที่จริงไม่ต้องถึงขั้นมอบยาให้ข้าก็ได้เจ้าค่ะ แผลเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้"
"ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? หากติดเชื้อจะเป็นปัญหาใหญ่นะเจ้าคะ"
ซ่งเส้าเส้า "..."
"อันที่จริงที่ข้าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ต้องขอบคุณคุณชายลู่กับคุณชายเหยียนเจ้าค่ะ"
"ใช่ ใช่ ถ้าไม่มีข้ากับเฉินโม่ สาวน้อยคงไม่จบแค่อาการบาดเจ็บเท่านี้"
พอได้ยินเหยียนหลีลั่วพูดถึงเรื่องนี้ ซ่งเส้าเส้าก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้อนเกินไปที่ไปมีเรื่องกับเถ้าแก่โจว ปกติแล้วนางไม่ใช่คนที่ชอบใช้กำลัง เหตุใดถึงได้ตัดสินใจเช่นนั้นกันนะ?
หรือว่านี่คือพรหมลิขิต มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อปูทางให้นางได้พบกับลู่เฉินโม่และเหยียนหลีลั่ว?
"ว่าแต่คุณชายเหยียน เหตุใดท่านกับคุณชายลู่ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นที่โรงเตี๊ยมถงฝูแบบนั้นหรือเจ้าคะ"
เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าใช่พรหมลิขิตจริงหรือไม่ ซ่งเส้าเส้าจึงถามลองเชิง แล้วก็แอบมองลู่เฉินโม่
ลู่เฉินโม่เงียบมาตลอดตั้งแต่ที่เข้ามาในห้อง นอกจากบอกให้ลู่จินโม่รักษาแผลให้นางแล้วก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว ซ่งเส้าเส้าจึงพยายามชวนคุย เพราะว่าดูเหมือนว่าเขาจะโกรธจริงๆ
เหยียนหลีลั่วได้ยินคำถามของซ่งเส้าเส้าก็ถอนหายใจ "เรื่องนี้มันยาวน่ะ"
ซ่งเส้าเส้ากับลู่จินโม่มองเหยียนหลีลั่วด้วยสายตาออดอ้อนต้องการคำตอบ
ยาวถึงขั้นเล่าไม่ได้เชียวหรือ?
"เอาล่ะๆ ข้ายอมเล่าก็ได้ คือเมื่อวานเฉินโม่ไปแถวๆโรงเตี๊ยมถงฝูใช่ไหม และบังเอิญเขาไปเจอซางชงเข้า วันนี้พวกเราจึงไปที่โรงเตี๊ยมถงฝูเพื่อหาเบาะแส"
"เช่นนั้นซางชง..."
ซ่งเส้าเส้าถามอย่างกล้าๆกลัวๆ เอาจริงๆนางคาดหวังว่าซางชงจะถูกจับให้หมดเรื่องหมดราวไป
"ซางชงพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมถงฝูจริงๆ ตอนที่พวกเรากำลังจะเข้าไปจับเขา ก็เจอกับเจ้า ข้าและเฉินโม่จึงมาช่วยเจ้า แล้วสั่งให้คนอื่นไปตามจับเขาแทน"
"แล้วจับได้หรือไม่เจ้าคะ"
เหยียนหลีลั่วส่ายหน้า "ซางชงเจ้าเล่ห์มาก เขาเลยหนีรอดไปได้"
พอได้ยินว่าซางชงรอด ซ่งเส้าเส้าก็รู้สึกผิดที่ทำให้ซางชงหนีไปได้
"ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก พวกเรากำลังจะไปจับเถ้าแก่โจวอยู่แล้ว เขากับซางชงต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกันแน่ๆ"
ลู่เฉินโม่ที่เงียบมาตลอดเห็นซ่งเส้าเส้ามีท่าทีสำนึกผิดจึงพูดขึ้นมา
ซ่งเส้าเส้ารู้ว่าลู่เฉินโม่กำลังปลอบนาง ในใจเกิดความปั่นป่วน ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา
"ในเมื่อรักษาบาดแผลแล้วและฟ้าก็เริ่มมืด สาวน้อย เจ้าอยู่กินข้าวเย็นที่นี่ก่อนดีหรือไม่?"
"ใช่ ใช่ ช่างตัดเสื้อตัวน้อย อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนเถอะนะ"
เหยียนหลีลั่วกับลู่จินโม่สังเกตเห็นบรรยากาศที่ไม่ปกติระหว่างทั้งสองคนจึงรีบพูด
ซ่งเส้าเส้าพอได้ยินว่าตนต้องอยู่กินข้าวเย็นที่คฤหาสน์ตระกูลลู่ก็ตกใจ รีบเดินไปคว้าตะกร้าของตัวเอง ตั้งท่าออกจากคฤหาสน์ตระกูลลู่
"ไม่...ไม่...ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
ซ่งเส้าเส้าปฏิเสธอย่างตะกุกตะกัก พลางหยิบตะกร้า
แต่พยายามดึงเท่าไหร่ ตะกร้าก็ยังไม่ขยับ
ซ่งเส้าเส้ามองไปก็เห็นว่าลู่เฉินโม่กำลังจับตะกร้าของนางไว้แน่น สายตาของเขาจ้องมองนางอย่างไม่ละสายตา
"กินข้าวเย็นที่นี่ก่อนเถิด คฤหาสน์ตระกูลลู่ไม่มีธรรมเนียมให้แขกกลับไปโดยไม่กินข้าว"
คำพูดของลู่เฉินโม่สั้นและเด็ดขาด ทำให้ซ่งเส้าเส้าพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร
ลู่จินโม่เห็นแบบนั้นก็เหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่าช่างตัดเสื้อตัวน้อยคนนี้จะไม่เหมือนคนอื่นในสายตาของพี่ชายนาง
"ใช่เจ้าค่ะ ช่างตัดเสื้อตัวน้อย อย่าทำลายธรรมเนียมของคฤหาสน์ตระกูลลู่สิเจ้าคะ"
ซ่งเส้าเส้า"..."
ธรรมเนียมบ้าบออะไรกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามีธรรมเนียมเช่นนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ซ่งเส้าเส้าไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ตกลง ลู่จินโม่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจแล้วก็รีบสั่งให้คนในครัวทำอาหารสดใหม่
ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกก็คือ ในห้องนี้มีแค่ซ่งเส้าเส้าเท่านั้นที่ไม่ดีใจ
ที่เป็นแบบนี้เพราะซ่งเส้าเส้าคิดว่าในเมื่อรู้จุดจบของตัวเองแล้วก็ควรจะอยู่ห่างๆจากคนพวกนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะพลิกผันมาลงเอยเช่นนี้ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าพลังของตัวเอก!
ยังไงก็ตาม ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ ซ่งเส้าเส้าจึงทำใจนั่งดื่มชากินขนมอยู่ในห้องโถงกับลู่จินโม่ พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ใช้ชีวิตแบบนี้ นับตั้งแต่ที่นางข้ามเวลามา นางก็โหยหาชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด
ส่วนลู่เฉินโม่กับเหยียนหลีลั่วก็ไปที่ห้องหนังสือเพื่อหารือเรื่องของซางชง
"หมอยาตัวน้อย ข้าอยากไปดูครัวเจ้าค่ะ" ในฐานะบล็อกเกอร์สายอาหาร นางรู้สึกสนใจครัวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะครัวของตระกูลที่ร่ำรวย
"ไปครัวหรือเจ้าคะ ที่นั่นกลิ่นควันค่อนข้างแรงนะเจ้าคะ"
ลู่จินโม่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี จึงไม่ค่อยชอบครัว
"ข้าแค่อยากจะไปดูเจ้าค่ะ แค่บอกข้าก็ได้ว่าครัวอยู่ทางไหน ข้าไปเองได้เจ้าค่ะ"
"ไม่ได้หรอก จะปล่อยให้แขกไปเองได้อย่างไร ข้าไปกับเจ้าก็แล้วกัน"
ถึงแม้ว่าลู่จินโม่จะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่ก็ไม่เรื่องมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของเส้าชิงหยวน ที่วันใดวันหนึ่งต้องชักนำปัญหามาแน่นอน เส้าเส้าก็อยากจะเป็นสหายกับนางจริงๆ
เมื่อมาถึงครัว บรรดาสาวใช้ที่มีอายุในครัวซึ่งกำลังยุ่งอยู่พอเห็นลู่จินโม่ก็ตกใจ
"คุณหนู?"
"คุณหนู?"
"..."
"พวกเจ้าทำงานของตัวเองไปเถอะ ข้าแค่มาดูเฉยๆ"
"เจ้าค่ะ"
"..."
ในครัวกำลังยุ่ง ซ่งเส้าเส้าจึงไม่เข้าไปข้างใน ได้แต่ยืนมองอยู่หน้าประตู
"ช้าก่อน!"
ป้าแม่ครัวคนหนึ่งกำลังจะโยนหัวปลาทิ้ง ซ่งเส้าเส้าก็ตะโกนขึ้นมากะทันหัน
"มีอันใดหรือ... ?"
"หัวปลานี้อ้วนท้วนนัก ข้าขอนำมันไปใช้ทำอาหารได้หรือไม่?"
ป้าแม่ครัวสองจิตสองใจไม่กล้ารับปาก พวกนางมองไปทางลู่จินโม่ พอเห็นคุณหนูพยักหน้าก็ตอบตกลง
ซ่งเส้าเส้ารับหัวปลามา ล้างทำความสะอาดมัน สับเป็นชิ้นใหญ่ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ระหว่างนั้นหั่นขิง แล้วใช้ขิงที่เพิ่งฝานทาก้นกระทะก่อนใส่น้ำมันลงไปเพื่อไม่ให้หัวปลาติดก้นกระทะ อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยดับกลิ่นคาว
นางใส่หัวปลาลงในกระทะ แล้วก็ให้ท่านป้าแม่ครัวหาเหล้าขาว(白酒 หรืออาจหมายถึงยาจีนที่หมักจากสมุนไพร) มาเทลงไป ทอดหัวปลาสักสองสามนาทีเพื่อดับกลิ่นคาว ทำแบบนี้ นอกจากดับกลิ่นคาวแล้ว ยังช่วยให้น้ำแกงมีสีขุ่นขาว
หลังจากที่ทอดหัวปลาเสร็จ ก็เปลี่ยนไปใส่มันลงในหม้อดิน ต้มน้ำสองสามชามโดยกะปริมาณให้ท่วมหัวปลา รอให้เดือด
จากนั้นก็เทน้ำเดือดใส่หม้อดินที่มีหัวปลาอยู่ ตามด้วยใส่ปักคี้ (สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงปอด บำรุงม้าม และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน) และพุทราจีน (ผลไม้แห้งที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย) ลงไปเล็กน้อย
สมกับเป็นตระกูลใหญ่ ครัวของคฤหาสน์ตระกูลลู่มีเครื่องปรุงครบทุกอย่าง
จากนั้นเส้าเส้าก็ต้มด้วยไฟร้อนปานกลางเป็นเวลาหนึ่งเค่อ น้ำแกงหัวปลาสีขุ่นขาวส่งกลิ่นหอม สุดท้ายเทลงในหม้อใบเล็กแล้วก็ปรุงรสด้วยเกลือ