ตอนที่7
หตุการณ์ที่ต้องเผชิญ
“คุณพ่อขาพี่เขาจะกลับมาเมื่อไรคะ” สาวน้อยหน้าตาสะอาดหมดจด ถามบิดาของตนทันทีเมื่อเธอเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ผู้เป็บิดา
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน”ผู้เป็บิดาตอบ
“ทำไมครั้งนี้ถึงไปนานจังเลยแล้วพี่เขาบอกหรือเปล่าคะว่า จะกลับมาเมื่อไร”
“ไม่ได้บอกไว้หรอกลูกแต่คงอีกไม่กี่วันก็คงจะกลับ” ผู้เป็บิดาบอก โดยสายตายังคงกวาดตัวอักษรในหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ในมือ
“คุณพ่อค่ะคุณพ่อได้คุยเื่นั้นกับพี่เขาหรือยังค่ะ” หญิงสาวถามด้วยหัวใจเต้นระทึก
ประพาสผู้เป็บิดาพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของเขา หันมามองหน้าบุตรสาวของตนเอง
“ว่าไงละคะคุณพ่อคุณพ่อได้คุยกับพี่เขาหรือยัง” บุตรสาวถามบิดาอย่างรบเร้า จ้องหน้าบิดาเขม็ง
“พ่อเคยคุยกับพี่เขาแล้วแต่เห็นพี่เขาเฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำเลย” ประพาสตอบบุตรสาวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ว้า!พี่เขาไม่พูดอะไรสักคำเลยหรือคะ”หญิงสาวพูดด้วยความรู้สึกผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ
ประพาสรับรู้ถึงความรู้สึกของบุตรสาวตนเองได้ดีจึงเอื้อมมือไปโอบไหล่บุตรสาวไว้เพื่อเป็การปลอบโยน
“พ่อว่าพี่เขาคงไม่ปฏิเสธลูกหรอกเพราะดูพี่เขาไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านอะไรเลย” คำพูดของประพาสพอที่จะทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาได้บ้าง แต่ก็ไม่เต็มที่เท่าใดนัก
“ปรางค์ว่าคุณพ่อน่าจะคุยให้รู้เื่เลยนะคะปรางค์นะใจร้อน อยากรู้คำตอบของพี่เขา ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยค่ะ”
“พ่อว่าปรางค์ควรจะใจเย็นๆ ดีกว่า รุกเร้าพี่เขามาก ๆ เดี๋ยวพี่เขาจะรำคาญเอานะ” ประพาสติงบุตรสาวเพราะในใจเขาคิดว่าบุตรสาวตัวเองทำเกินงามไปแล้ว แต่ด้วยความรักลูกจึงมิกล้าหักหาญน้ำใจออกไปตรงๆ
“แต่ปรางค์อยากรู้เร็วๆ นี่คะ นะคะคุณพ่อ นะนะ คุณพ่อถามให้รู้เื่เลยนะคะ นะคะ”ปรางค์สุรางจับแขนบิดาเขย่าแรง ๆเป็การกระตุ้นให้ประพาสรับปากว่าจะจัดการให้โดยเร็ว
“จ้ะ จ้ะพ่อจะจัดการให้เรียบร้อยเลย” ประพาสขัดการรบเร้าของบุตรสาวไม่ได้ จึงรับปากรับคำ
“ขอบคุณมากค่ะคุณพ่อ”ปรางค์สุรางสวมกอดบิดาด้วยความสมใจ ที่เธอรบเร้าบิดาจนยอมทำตามคำเรียกร้องของเธอก่อนจะเดินจากบิดาไปด้วยความพึงพอใจ
ประพาสมองดูบุตรสาวด้วยความรักความห่วงใยเขาตั้งใจจะฝากชีวิตของปรางค์สุรางไว้กับปัฐพี ถึงแม้นว่าเขาจะเป็เพียงแค่เด็กที่ตนเองเก็บมาเลี้ยงไว้ก็ตามที ชีวิตความเป็มาของปัฐพี จะมีความเป็มาอย่างไรไม่ใช่เื่สลักสำคัญสำหรับประพาส เขาก็ไม่เคยใส่ใจในเื่นี้เสียด้วยซ้ำและก็ไม่เคยสนใจด้วยว่าชาวบ้านจะพูดว่าอย่างไรระหว่างปัฐพีและปรางค์สุรางประพาสแน่ใจว่าเด็กที่เขาเลี้ยงไว้คนนี้ สามารถดูแลและปกป้องคุ้มครองบุตรสาวของตนเองได้อย่าง
แน่นอน ในยามที่เขาไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว
“กลับมาแล้วหรือไปเสียนานเลยนะคราวนี้ น้องคงดีใจแน่ ๆ ถ้ารู้ว่าปัฐกลับมาแล้ว”ประพาสกล่าวทักทายทันที เมื่อเห็นปัฐพีเดินเข้าประตูมาแล้วกำลังเดินตรงเข้ามาหา
ปัฐพีนั่งลงบนพื้นตรงด้านหน้าของประพาสที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น เมื่อเขานั่งเรียบร้อยแล้วจึงก้มกราบประพาสอย่างนอบน้อมและสำนึกถึงบุญคุณที่ประพาสมอบโอกาสดี ๆให้กับเขามาโดยตลอด
ประพาสเอามือลูบศีรษะของปัฐพีไปมาอย่างเบาๆ ถึงแม้นปัฐพีจะไม่ใช่ลูกใช่หลาน เป็เพียงเด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงก็ตามแต่ประพาสก็หวังจะฝากผีฝากไข้ในยามที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยและหวังจะให้เขาเป็ผู้ดูแลปรางค์สุรางต่อจากตัวเองซึ่งเื่นี้ตัวปัฐพีก็รู้ดีมาตลอด
“เที่ยวนี้ไปเสียนานเลยรู้ไหมมีคนเขาบ่นคิดถึงทุกวันเลย”
ปัฐพีไม่ได้พูดตอบโต้ออกไปได้แต่นั่งฟังยิ้ม ๆ ที่มุมปากแสดงการรับรู้ถึงคำบอกเล่าของประพาสเท่านั้น
“ไปพักผ่อนเสียก่อนเถอะกลับมาเหนื่อย ๆ เดี๋ยวน้องกลับมาจะได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
“ครับ”ปัฐพีรับคำสั้น ๆ แล้วลุกขึ้นเดินจากไป
“คุณพ่อขาคุณพ่อขา พี่ปัฐอยู่ไหนละคะ” เสียงปรางค์สุรางส่งเสียงดัง เจื้อยแจ้วมาแต่ไกลแล้ววิ่งพรวดเข้าไปหาบิดาของตนทันที
“ไหนละคะ คุณพ่อพี่ปัฐอยู่ไหนคะ”
“เบา ๆหน่อยซิลูก เอะอะเสียงดังไปได้ แล้วนี่รู้ได้อย่างไรละว่าพี่เขากลับมาแล้ว”ประพาสถามบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“ป้าศรีบอกคะ”
“นู้นไงเดินลงบันไดมาแล้ว”ประพาสชี้ให้บุตรสาวดู
ปรางค์สุรางวิ่งตื๋อเข้าไปเกาะแขนปัฐพีทันทีด้วยความดีอกดีใจจนออกนอกหน้านอกตา
“ครั้งนี้พี่ปัฐไปเสียนานเลยนะคะรู้ไหมปรางค์คิดถึงพี่ปัฐจังเลยค่ะ กลับมาเที่ยวนี้พี่ปัฐจะอยู่กี่วันค่ะ”ปรางค์สุรางถามเสียงอ่อนเสียงหวาน เยี่ยงคนมีจริตมารยา
ปัฐพีมิได้ตอบอะไรกลับไปได้แต่ระบายยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเครียด ๆ เล็กน้อยเท่านั้น
“ไปทานข้าวกันเถอะพ่อหิวข้าวแล้ว” ประพาสบอกกับคนทั้งสองเพราะประพาสเกรงว่าปรางค์สุรางจะรบกวนจิตใจปัฐพีมากจนเกินไป
“ไปเถอะค่ะพี่ปัฐเราไปทานข้าวกันดีกว่า นานแล้วที่เราไม่ได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเลย”
ระหว่างที่ทั้งสามคนนั่งทานข้าวกันอยู่ปรางค์สุรางคอยมองหน้าบิดาอยู่บ่อย ๆ เพื่อเป็สัญญาณให้ประพาสรับรู้ว่าวันนี้ยังไงก็ต้องคุยกับปัฐพีให้รู้เื่ ดูเหมือนประพาสจะรู้ใจบุตรสาวของตนเองดีจึงพยักหน้ารับรู้ว่าเขาจะจัดการให้รู้เื่ ทำให้ปรางค์สุรางอมยิ้มอ่อน ๆบนใบหน้าสะอาดสะอ้านของเธอ
“ปัฐเดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วพ่อขอคุยธุระหน่อยนะ”ประพาสเริ่มเอ่ยขึ้นก่อนที่ปัฐพีจะทานอาหารเสร็จ
ปัฐพีรู้ว่าเื่ที่ประพาสจะพูดกับเขาคือเื่อะไรปัฐพีเริ่มมีความรู้สึกอึดอัดใจแต่ก็ต้องนิ่งเฉยเอาไว้พยายามเก็บอาการอึดอัดใจเอาไว้ภายในหัวอก
“คุณพ่อครับผมขอไปจัดการธุระที่ได้รับมอบหมายมา ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนนะครับ”ปัฐพีเริ่มหาทางหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับประพาส
“ธุระอะไรคะพี่ปัฐ”ปรางค์สุรางถาม กระแทกเสียงเล็กน้อย ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย
“งานราชการ ครับพี่ได้รับมอบหมายมา ให้เป็คนจัดการให้เรียบร้อย” ปัฐพีพูดเน้นเสียงคำว่า ครับ ด้วยสำเนียงเจียมเนื้อเจียมตัวซึ่งต่างกับการใช้ ครับ กับนวล เขาลงน้ำหนักเสียงด้วยความรักความเสน่หาด้วยความเต็มใจและตั้งใจ
“เอาอีกแล้วนะคะพี่ปัฐพูด ครับ ด้วยน้ำเสียงแบบนี้กับปรางค์อีกแล้วปรางค์ไม่ชอบน้ำเสียงแบบนี้ของพี่ปัฐเลย ฟังดูแล้วมันช่างห่างเหินเสียเหลือเกิน”ปรางค์สุรางประท้วงหน้าเง้าหน้างอ
ปัฐพียังคงนั่งกินข้าวต่อไปเรื่อยๆ ราวกับว่าไม่ได้ยินคำพูดตัดพ้อของปรางค์สุรางเลย
“พี่ปัฐค่ะไม่ได้ยินปรางค์พูดหรืออย่างไรคะ” ปรางค์สุรางถามอย่างหงุดหงิดอารมณ์
“ได้ยินครับ เออ!........ ได้ยินจ้ะ” ปัฐพีตอบเลี่ยง ๆ เพื่อตัดความรำคาญของหญิงสาวเสีย
“พูดแบบนี้ค่อยฟังดูดีหน่อยค่ะดูไม่ห่างเหินแล้วทีหลังอย่าพูด ครับ กับปรางค์อีกนะคะ” ปรางค์สุรางสั่งกำชับแล้วยิ้มออกมาเต็มสีหน้า ราวกับว่าตัวเองได้รับชัยชนะ
“อิ่มแล้วหรือ”ประพาสถามเมื่อเห็นปัฐพีรวบช้อนเข้าหากัน
“ครับ”
“จะรีบไปงั้นซิ”ประพาสถามเหมือนรู้ว่า เขากำลังหาทางหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับเขา
“ครับผมขอตัวก่อนนะครับ” ปัฐพีกล่าวอย่างนอบน้อม แล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มก่อนที่จะลุกออกไปจากโต๊ะอาหาร
ปรางค์สุรางนั่งมองหน้าบิดาด้วยสีหน้าผิดหวัง
“ให้เวลาพี่เขาหน่อยซิลูกงานพี่เขาคงยุ่งจริง ๆ ใจเย็น ๆ นะลูก พ่อให้สัญญาว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไร พ่อจะจัดการให้ทันทีเชื่อใจพ่อเถอะ”ประพาสพยายามพูดปลอบใจบุตรสาว ทั้ง ๆ ภายในใจก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะสำเร็จไหม
เมื่อปัฐพีปลีกตัวจากสองพ่อลูกแล้วเขาขับไปเรื่อย ๆ จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้มีธุระอะไรด่วนเลย งานที่เขารับมอบหมายมาก็ไม่ใช่งานที่เกี่ยวกับราชการเลย เพียงแต่ว่าลูกน้องของเขาฝากของไปให้ภรรยาของเขาเท่านั้น ปัฐพีเพียงแค่หาเื่ออกจากบ้าน เพื่อจะหลีกเลี่ยงการคุยกับประพาสเขายังไม่พร้อมที่จะคุยเื่นี้ และเขาก็ไม่้าทำร้ายจิตใจผู้มีพระคุณเขาไม่กล้าพอที่จะทำให้ประพาส ผิดหวังในตัวของเขา เพราะเขารู้ว่าประพาสหวังในตัวของเขามากแค่ไหน เขาจึงไม่กล้าตัดสินใจบอกความในใจ ของเขาออกไปในตอนนี้ด้วยว่าประพาสนั้นมีบุญคุณล้นเหลือกับเขามาก แล้วนี่เขาจะทำอย่างไรดีถ้าเขากลับไปพักที่บ้านมีหวังหนีไม่พ้นกับเื่นี้แน่ ๆ เลย
“กลับมาเสียดึกเลยนะคะพี่ปัฐ”ปรางค์สุรางกล่าวทักทันที เมื่อปัฐพีก้าวพ้นผ่านประตูบ้านเข้ามา
“ดึกป่านนี้แล้วปรางค์ยังไม่นอกอีกหรือ”
“ก็รอพี่ปัฐนะซีคะ”
“รอพี่ทำไมละ” ปัฐพีถามด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ไร้ความรู้สึก
“ก็ปรางค์คิดถึงพี่นี่คะดูซิกลับมาเมื่อเช้านี้เอง ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันเลย พี่ปัฐก็ออกข้างนอกกลับเข้ามาอีกทีก็ดึกดื่นค่อนคืน” ปรางค์สุรางพูดขณะที่เดินเกาะแขนชายหนุ่ม
ปัฐพีรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกินนี่ถ้าปรางค์สุรางรู้ถึงความรู้สึก ที่แท้จริงของเขา ว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอเธอคงจะเสียใจมาก ปัฐพี้าจะหาทางออกที่ดีที่สุด ที่จะไม่ทำให้ทุกฝ่ายผิดหวังไม่ว่าจะเป็ตัวของประพาส ปรางค์สุราง และตัวของเขาเองแม้นกระทั่งตัวของนวลเองก็ตามที เขาจะพยายามทำให้ทุกคนเ็ปน้อยที่สุด
“คุณพ่อนอนแล้วหรือ”ปัฐพีเริ่มเปลี่ยนเื่คุย
“ค่ะคุณพ่อนอนั้แ่หัวค่ำแล้วค่ะ” ปรางค์สุรางตอบขณะที่ยังเดินเกาะแขนเดินเคียงคู่ไปกับปัฐพี
แล้วทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องนอนของปัฐพี
“ปรางค์เช้ามืดพี่ต้องกลับแล้ว เพราะพี่มีงานด่วนต้องทำ พี่ฝากกราบเรียนคุณพ่อแทนพี่ด้วย”
ปรางค์สุรางปล่อยมือจากการเกาะแขนปัฐพีทันที ยืนทำหน้าเง้าหน้างอ กระฟัดกระเฟียดใส่ปัฐพี
“อะไรนะคะพี่ปัฐเพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อเช้านี้เอง พี่ก็จะกลับเสียแล้ว”ปรางค์สุรางกระชากเสียงเขียวใส่อย่างไม่พอใจ
“เบา ๆ ซิปรางค์เดี๋ยวคุณพ่อก็ตื่นหรอก” ปัฐพีปราม
“ก็จริงนี่คะมาแค่วันเดียวเอง” ปรางค์สุราง ไม่วายที่จะต่อว่าต่อขานและรู้สึกน้อยใจอย่างที่สุด
“ก็พี่มีงานด่วนจริงๆ พี่เลยต้องรีบกลับ”
“อะไร ๆพี่ก็เอาเื่งานมาเป็ข้ออ้าง ปรางค์รู้นะว่าพี่ปัฐไม่อยากเจอหน้าปรางค์”ปรางค์สุรางตัดพ้อต่อว่า
“ปรางค์อย่าคิดอย่างนี่เลยพี่มีงานด่วนจริง ๆ พี่เองก็เพิ่งรู้ก็ตอนที่พี่ไปรายงานตัวที่กรม” ปัฐพีหาข้ออ้าง
“ปรางค์ไปนอนเถอะจ้ะดึกมากแล้ว” ปัฐพีอธิบายให้ปรางค์สุรางเข้าใจในตัวเขา
ปรางค์ยังคงยืนอิดออดสักประเดี๋ยวแล้วก็เดินลงส้นปึงปังอย่างไม่พอใจ เดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเองเธอเปิดประตูออกแล้วปิดประตูดังปังโดยไม่เกรงใจประพาสและปัฐพีเลยแต่ปรางค์สุรางก็ทำได้แค่นี้เพราะเธอไม่กล้าพอที่จะต่อว่าต่อขานปัฐพีด้วยถ้อยคำแรง ๆเธอกลัวปัฐพีโกรธแล้วทิ้งเธอกับบิดาไป
ปัฐพียืนมองจนปรางค์สุราง เดินหายเข้าไปในห้องเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหนักอกหนักใจ เขาจะต้องทำอย่างไรดีหนอช่างน่าปวดหัวเสียเหลือเกิน เขาก้มหน้ามองพื้นด้วยความกังวลสักครู่แล้วส่ายศีรษะไปมาเพื่อจะสลัดความคิดที่วุ่นวาย สับสนระคนปนเปกันอยู่ภายในสมองให้หมดไป หลังจากนั้นเขาจึงเปิดประตูเข้าห้องไป
ทั้งคู่หารู้ตัวไม่ว่าประพาสแอบดูแอบฟังทั้งสองคนสนทนากันประพาสไม่สบายใจเท่าไรนัก เมื่อเห็นปฏิกิริยาของปัฐพีและบุตรสาวของตัวเองเขารู้สึกหนักอกหนักใจเสียเหลือเกินเพราะท่าทางของปัฐพีไม่ได้มีใจรักใคร่เสน่หาในตัวของปรางค์สุรางแบบคู่รักเลย มีแต่ปรางค์สุรางฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีใจให้กับปัฐพีทั้งหัวใจ แล้วเขาจะต้องทำอย่างไรดีเพื่อที่จะให้บุตรสาวของตนสมหวัง จะบังคับใจของปัฐพีก็ดูไม่ดีดูจะเป็การยัดเยียดลูกสาวของตัวเองมากจนเกินไป แต่ถ้าไม่จัดการอะไรเลยปรางค์สุรางก็คงต้องผิดหวัง เพราะเขารู้ดีว่าลูกสาวของเขานั้นรักปัฐพีมากมายแค่ไหนถ้าเขาไม่จัดการให้เรียบร้อย เขาอาจจะต้องสูญเสียลูกสาวไปเพราะปรางค์สุรางเคยพูดขู่เอาไว้ ว่าถ้าไม่ได้ปัฐพีมาเป็คู่ครองก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อีกแล้ว เขาจะต้องแก้ปัญหาหรือหาทางออกอย่างไรดีถึงจะทำให้คนทั้งคู่ตกลงกันได้คนละครึ่งทางได้ แล้วเราจะต้องทำอย่างไรดีให้เื่นี้จบลงด้วยดี