เมื่อเรียกว่าฮูหยิน มิใช่ฮูหยินรองหรืออนุภรรยา เช่นนั้นย่อมเป็นฮูหยินใหญ่ไม่ผิดแน่
รอคอยอยู่ราวครึ่งชั่วยามขณะที่หมิงเป่าจูเริ่มง่วงงุน พิงกายอยู่กับเสาหินหน้าจวน จู่ๆ ก็ปรากฏเกี้ยวเล็กงามวิจิตรขนาดสี่คนหามแขวนม่านแพรต่วน ฝังประดับไข่มุกที่มุมทั้งสี่ ออกมาจากอีกฝากหนึ่งของถนน
เกี้ยวหยุดลงที่หน้าประตูอย่างมั่นคงบ่าวชายที่ทำท่าดุร้ายอยู่เมื่อครู่ ก็กุลีกุจอเข้าไปเปิดม่านเกี้ยว
สาวใช้ติดตามเกี้ยวยื่นมือไปประคองคนที่อยู่ด้านในออกมา
เป็นสตรีวัยกลางคนอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปีทว่ายังคงเห็นเค้าความสง่างาม
“ฮูหยิน ท่านช้าลงหน่อยระวังขั้นบันไดด้วยขอรับ” บ่าวชายเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสอพลอเอาใจ
“ฮูหยินใหญ่!ข้าสามารถรักษาคุณชายใหญ่ได้!”
หมิงเป่าจูได้สติตื่นขึ้นมาก็รีบร้องตะโกนออกไปโดยไม่รอช้า ดึงดูดสายตาทุกคู่ในบริเวณนั้น
จี้ฟางสะดุ้งตกใจกับเสียงตะโกนกวาดสายตามองไปยังต้นเสียง
เด็กสาวแรกรุ่นคนหนึ่งผมยาวถูกมัดรวบอย่างง่ายๆ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ รองเท้าผ้าสีเทาบนหลังเหมือนจะสะพายตะกร้าไม้ไผ่ ดวงตากลมโตเป็นประกายจ้องมองมาที่นาง
“ไล่ไป” จี้ฟางเอ่ยปากเสียงเรียบ
ภายในใจแฝงไปด้วยความผิดหวังมีคนมากมายที่คิดจะมาหลอกลวง
ในอดีตไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพบเจอแม้แต่ผู้ที่แต่งกายหรูหรา สุดท้ายก็เพียงหวังค่าตรวจรักษาก้อนโตพอได้เงินแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่ง จะมีประสบการณ์เทียบเท่าหมอเทวดาที่รักษาโรคมานานหลายสิบปีได้อย่างไร
พวกเขาล้วนเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่ารักษาไม่ได้แล้วเหตุใดนางถึงยังมีความหวังลมๆ แล้งๆ เช่นนี้
บ่าวชายหันไปมองก็พบว่าเป็นเด็กสาวคนเดิม!
เมื่อได้รับคำสั่งจึงรีบตรงเข้าไปหาหมิงเป่าจู หากทำให้ฮูหยินไม่พอใจ เบี้ยหวัดเดือนนี้อย่าได้หวังว่าจะได้!
“นางเด็กบ้าเจ้าไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!” พอเข้าไปใกล้ก็ตวาดด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
“ฮูหยินใหญ่!ท่านจะยอมปล่อยมือจากบุตรชายของท่านเช่นนี้จริงๆ หรือแม้แต่ความหวังริบหรี่ก็ไม่คิดจะลองดูหรือ!” หมิงเป่าจูไม่สนใจบ่าวชายคนนั้น ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง
จี้ฟางที่กำลังยกเท้าขึ้นบันไดชะงักก่อนจะหันกลับมามองหมิงเป่าจู เด็กคนนี้...
“รีบไปซะ!ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!” บ่าวชายคนนั้นพูดจบก็ม้วนแขนเสื้อเตรียมจะลงมือ
ทันใดนั้นเองฮูหยินใหญ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “พานางมา”
มุมปากของหมิงเป่าจูกระตุกยิ้มอย่างสมใจแล้วยักคิ้วใส่บ่าวชายผู้นั้น บ่าวชายได้แต่ทำสีหน้างงงันเหตุใดฮูหยินถึงเปลี่ยนใจเร็วนัก?
ทว่าไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรก็ยังต้องพาหมิงเป่าจูไปพบฮูหยินใหญ่
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือฮูหยินใหญ่”
นางไม่เคยพบกับเด็กสาวคนนี้มาก่อนแล้วเหตุใดอีกฝ่ายถึงรู้ว่านางคือฮูหยินใหญ่ สามารถเอ่ยปากเรียกได้อย่างถูกต้อง
ฮูหยินใหญ่บุคลิกสง่างามแม้น้ำเสียงจะมิได้คาดคั้นเอาคำตอบแต่ก็แฝงไปด้วยอำนาจบารมีที่ผู้คนมิอาจเพิกเฉยได้หมิงเป่าจูจึงเพียงสบตากับนางอย่างสงบนิ่ง
“ทราบมาจากปากของบ่าวรับใช้ผู้นั้นว่าอีกประเดี๋ยวฮูหยินก็จะกลับมาแล้วดูจากเกี้ยวที่ท่านนั่งมามีความหรูหรางามวิจิตร ส่วนฮูหยินเองก็สุขุมงดงาม มีสง่าราศีเฉกเช่นคนตระกูลสูงศักดิ์อย่างที่คนธรรมดาทั่วไปมิอาจมี”
หมิงเป่าจูไม่ยอมรับว่านี่คือการประจบสอพลอทุกคำที่นางพูดล้วนมาจากน้ำใสใจจริง ยิ่งกว่านั้นนางก็ไม่แน่ใจว่าการเอ่ยถึงเรื่องของหลี่ต้าเหนียงเวลานี้จะเป็นการสมควรหรือไม่
จี้ฟางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบางๆ“เด็กคนนี้ช่างน่าสนใจ เจ้ารู้วิชาแพทย์หรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูตอบอย่างสงบนิ่ง ท่วงท่าที่มั่นใจทำให้จี้ฟางเกิดความเชื่อถือมากขึ้นอีกหลายส่วน
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าตามข้ามา” จี้ฟางพูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในจวน หมิงเป่าจูรีบเดินตามไปติดๆ
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องจี้ฟางนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วชี้ไปยังที่นั่งด้านข้างก่อนเอ่ยว่า “เจ้าก็นั่งเถอะ”
หมิงเป่าจูยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรฟังจากเสียงแล้ว ภายในห้องไม่มีผู้อื่น ยังนึกว่าจะได้ตรวจอาการของบุตรชายนางโดยตรงเสียอีกแต่เห็นทีจะไม่เป็นเช่นนั้น
“ฮูหยิน มิใช่ให้ข้าตรวจอาการคุณชายหรือเจ้าคะ”หมิงเป่าจูเอ่ยถาม
“ไม่รีบ เจ้าตรวจข้าก่อน”จี้ฟางโบกมือ หมิงเป่าจูเห็นสาวใช้เดินเข้ามาปิดประตู
จากนั้นก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่อง ก่อนวางลงบนโต๊ะ “เริ่มกันเลยเถอะ”
หมิงเป่าจูเข้าใจแล้วนี่คือการทดสอบทักษะการแพทย์ของนาง
จึงวางนิ้วลงบนข้อมือของฮูหยินโดยไม่เผยสีหน้าชีพจรเดี๋ยวแผ่วเดี๋ยวหนักไม่คงที่ เหมือนมีบางสิ่งติดขัด หมิงเป่าจูทราบสาเหตุชัดแจ้งแล้วค่อยรั้งมือกลับ
“ฮูหยินมีอาการระดูผิดปกติภายในติดขัด ระดูน่าจะไม่มาอย่างน้อยครึ่งปีแล้ว”
รูม่านตาของจี้ฟางหรี่วูบสิ่งที่นางพูดล้วนถูกต้อง ไม่ต่างจากหมอเทวดาที่นางเชิญมาจากเล่อชวนแม้แต่กระผีก!
ไม่แปลกที่นางจะประหลาดใจแม้ว่าเรื่องระดูผิดปกติจะเป็นสิ่งที่สตรีต้องพบเจอไม่มากก็น้อย
และมิใช่ว่าแพทย์ในอำเภอติ้งเหลียงไร้ฝีมือหมอส่วนใหญ่ต่างวินิจฉัยว่านางมีปัญหาเรื่องระดู ทว่าคนที่สามารถฟันธงได้ว่าเป็นมาแล้วกี่เดือนมีเพียงหมอเทวดาจากเล่อชวนและเด็กสาวที่แสนจะธรรมดาคนนี้เท่านั้น
“รักษาได้หรือไม่”
จี้ฟางยากจะเชื่อได้ว่าเด็กสาวอายุเพียงเท่านี้จะมีฝีมือเทียบเท่าหมอเทวดาที่อายุหลายสิบปี
“คาดว่าฮูหยินคงกินยาตามเทียบมาหลายเดือนแล้วแต่กลับไม่เห็นผล เช่นนั้นนำยาที่ใช้อยู่มาให้ข้าดูสักหน่อยข้าจะลองปรับเปลี่ยนให้ แล้วใช้ต่อไป ต้องเห็นผลอย่างแน่นอน”
ท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นนี้ทำให้จี้ฟางอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “ซิ่งเอ๋อร์ ไปนำเทียบยาท่านหมอหลี่มา”
สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆยอบกายรับคำสั่ง จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดึงลิ้นชักแล้วหยิบเทียบยาออกมา
เมื่อคลี่กระดาษออกหมิงเป่าจูเพียงกวาดมองแวบเดียวก็รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ใดจึงหยิบพู่กันที่สาวใช้เตรียมไว้ให้ เขียนลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานเทียบยาใหม่ก็ปรากฏสู่สายตา
“ฮูหยินให้คนไปจัดยาตามเทียบนี้ต้มนานสามชั่วยาม รับประทานหลังอาหารเช้าเย็นทุกวัน กากยานำมาแช่น้ำร้อนแล้วแช่เท้าก่อนนอนหนึ่งเค่อ ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันหนึ่งเดือนเชื่อว่าไม่เกินเทศกาลฉงหยาง[1]อาการของท่านต้องกลับมาเป็นปกติแน่นอน”
“จริงหรือ”
จี้ฟางรับใบสั่งยามาพิจารณาดูนางเพียงแค่เปลี่ยนยาสามอย่าง และตัดออกหนึ่งอย่างเหตุใดถึงได้กล่าวอย่างมั่นใจเช่นนั้น
“ข้ามิกล้าหลอกลวงฮูหยินหรอกเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของหมิงเป่าจูดูน่ารักและจริงใจจนทำให้คนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับบุตรชายของนางจี้ฟางจึงไม่อาจย่ามใจ
นางเงยหน้าขึ้นส่งสายตาหมิงเป่าจูเห็นสาวใช้ที่ชื่อซิ่งเอ๋อร์รับเทียบยาไป ทว่าไม่เอาไปวางที่เดิม แต่กลับพับเก็บอย่างดีแล้วเดินออกไป
คงกลัวว่านางจะเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวงปลอมตัวเป็นหมอเพื่อหลอกเก็บค่ารักษา จึงให้คนไปตรวจสอบสินะ
ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น สาวใช้รายงานว่า “ฮูหยิน บ่าวเองเจ้าค่ะ แล้วก็...ท่านหมอหลี่”
“เข้ามาเถิด”
จี้ฟางค่อนข้างประหลาดใจจริงอยู่ว่านางให้ซิ่งเอ๋อร์นำเทียบยาไปให้ท่านหมอหลี่ตรวจสอบแล้วเหตุใดเขาจึงมาที่นี่ด้วยตนเอง
“ขอเรียนถามจี้ฮูหยินผู้ใดเป็นคนแก้ไขเทียบยาของข้า ข้าอยากขอพบคนผู้นี้สักหน่อย!”
เมื่อประตูห้องเปิดออกชายชราไว้เคราแพะวัยห้าสิบถึงหกสิบปีก็เดินปรี่เข้ามาหาข้างกายฮูหยินใหญ่ด้วยท่าทางรีบร้อนมือที่ถือเทียบยาฉบับแก้ไขของหมิงเป่าจูยังสั่นระริก
“ข้าเป็นคนแก้ไขเอง”หมิงเป่าจูลุกขึ้นยืนแล้วตอบคำถาม
เหตุใดสีหน้าของคนผู้นี้ถึงชอบกลนักทั้งตื่นเต้น ประหลาดใจ ราวกับขุดพบสมบัติล้ำค่า
“เจ้านี่นะ?เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ นางหนูน้อยอย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย!”
[1] เทศกาลฉงหยาง(重阳)หรือเทศกาลเก้าคู่ (วันที่ 9 เดือน 9) คนจีนจะถือว่าวันนี้เป็นวันมงคลทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ ปัจจุบันยังเป็นเทศกาลวันสูงอายุของคนจีนอีกด้วย