“ป้าโจว บ้านป้ายังมีหมูรมควันอยู่นี่นา...” ซุ่ยซุ่ยน้อยกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อก่อนนางเป็เด็กปัญญาอ่อน ใคร ๆ ต่างก็ไม่ระวังตัวต่อหน้านาง ความลับสิบส่วนในหมู่บ้านนางจึงล่วงรู้ไปเสียแปดเก้าส่วน
“พูดจาเหลวไหล! บ้านข้าจะมีหมูรมควันได้ยังไงกัน! ตอนนี้บ้านข้าจนจนจะไม่มีข้าวจะกินอยู่แล้ว!” สะใภ้โจวโบกไม้โบกมือพัลวัน สีหน้าเริ่มแข็งค้าง ใน่มหาภัยแล้งสามปีเช่นนี้ ใครจะกล้าป่าวประกาศว่าบ้านตนมีเสบียง หากเื่แดงออกไปคงได้ขวัญหนีดีฝ่อกันหมด
ซุ่ยซุ่ยส่งเสียงหึในใจ เมื่อก่อนนางเคยแอบฟังคนคุยกันตามหัวมุมกำแพงอยู่บ่อยครั้ง มักจะได้ยินป้าโจวคนนี้อิจฉาท่านแม่ของนาง และชอบพูดจาให้ร้ายท่านแม่ลับหลัง ตลอดหลายปีที่ท่านแม่ไม่สามารถเข้ากับกลุ่มสตรีในหมู่บ้านได้ ก็ล้วนมีสาเหตุมาจากสตรีผู้นี้ทั้งสิ้น
ซุ่ยซุ่ยน้อยแสร้งทำหน้าตาน่ากลัว มือข้างหนึ่งค้ำเอว อีกนิ้วก็ชี้ไปมา เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่แล้วพูดว่า “พวกเราต้องซ่อนเสบียงให้ดีนะ เดี๋ยวพวกผีหิวโซจะมาเห็นเข้า ขุดหลุมใต้เตียงเอาหมูรมควันซ่อนไว้ข้างใน แล้วโบกปูนปิดทับซะ พวกเราจะได้เก็บไว้ค่อย ๆ กิน
ใต้โอ่งน้ำก็ขุดหลุมซ่อนข้าวสารไว้อีกสองร้อยชั่ง แล้วก็ปล่อยให้ตาแก่ยายแก่สองคนนั่นอดตายไปก่อนเถอะ จะได้ไม่เปลืองข้าวปลา เกิดต้องหนีภัยแล้งขึ้นมาจะได้ไม่เป็ตัวถ่วงด้วย...”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดจาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้น่ารัก ใบหน้ายังเยาว์วัยดูไร้เดียงสา ทว่าท่าทางเลียนแบบคำนินทาเ่าั้กลับดูตลกปนขบขันอย่างยิ่ง
แต่คำพูดนี้กลับทำให้คนทั้งลานบ้านตกตะลึง สะใภ้โจวที่เดิมทีตั้งใจจะมาดูเื่ตลกของบ้านเหยียนและหวังจะฉวยโอกาสเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับหน้าซีดเผือดราวกับถูกฟ้าผ่า นาง... นางรู้ละเอียดขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?!
“โอ้โห บ้านตระกูลโจว พวกเ้าซ่อนหมูรมควันไว้จริง ๆ รึ? ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเ้าเพิ่งจะงดส่งข้าวให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไม่ใช่รึไง?”
ชาวบ้านต่างพากันเยาะเย้ย สามีของนางถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายสิบปี มีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าภรรยาตนเองกำลังร้อนตัว
“นังตัวดี ขายหน้าชาวบ้านเขาจริง ๆ รีบไสหัวกลับบ้านไปเถอะ!” ชายผู้นั้นตวาดด้วยความโกรธจัด พ่อแม่ของเขาหิวโซจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่นังผู้หญิงจิตใจอมหิตคนนี้กลับซ่อนเสบียงไว้มากมายขนาดนี้!
“เ้าอย่าไปฟังเด็กนั่นพูดจาเหลวไหล นางจะไปรู้อะไรนางแค่พูดส่งเดชไปงั้นเอง” สะใภ้โจวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายทั้งโกรธทั้งอาย
“เอาละ นางเป็แค่เด็กสามขวบจะไปรู้จักการโกหกได้ยังไง? นางจะไปรู้ได้ยังไงว่าเสบียงกับเนื้อบ้านเ้าอยู่ที่ไหน? รีบกลับไปซะ อย่ามาขวางการขวางงานพวกผู้ชายเขา!” หัวหน้าหมู่บ้านตำหนิเข้าให้ สะใภ้โจวจึงรีบปิดหน้าวิ่งร้องไห้หนีไป
หลินซื่อลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในใจนึกประหลาดใจ นางรู้ว่าโจวซื่อคอยกีดกันนางมาั้แ่ตอนที่แต่งเข้าหมู่บ้านนี้แล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าซุ่ยซุ่ยวัยสามขวบของนางจะรู้จักปกป้องแม่แล้ว ความรู้สึกนี้ช่างทำให้นางตื้นตันใจเสียจริง
“ในเมื่อทุกคนมาเชิญ เช่นนั้นข้าจะไปดูที่ทุ่งนาพร้อมกับพวกท่านเสียหน่อย เพียงแต่การทำนานั้นต้องพึ่งพาฟ้าดิน หากไม่สำเร็จขึ้นมา ทุกท่านอย่าได้ตำหนิฮั่นเซิงเลยนะ” เหยียนฮั่นเซิงตกลงทันทีโดยไม่รีรอ และไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์เหมือนคนในบ้านเก่า
เขาตามทุกคนออกจากบ้านไปทั้งที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้า ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล “วางใจเถอะเหยียนฮั่นเซิง พวกเราล้วนเป็คนมีเหตุผล เ้าอุตส่าห์ยอมไปดูให้ก็นับว่าเป็เมตตาอันยิ่งใหญ่แล้ว”
“นั่นสิ พวกบ้านเก่าหน้าไม่อายพวกนั้น ยังกล้าหลอกเอาเสบียงพวกเราอีก เดี๋ยวค่อยไปคิดบัญชีกับพวกนั้นกัน!”
กลุ่มคนขบวนใหญ่ห้อมล้อมเหยียนฮั่นเซิงเดินไปตามคันนา และก็เป็จริงตามนั้น มีเพียงที่นาสามหมู่ของบ้านเหยียนเท่านั้นที่ยังเขียวขจี ต้นกล้าเติบโตงอกงามดีนัก หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าเริ่มออกรวงแล้วด้วยซ้ำ
จริงด้วย... ซุ่ยซุ่ยของเขาคือ 'ตัวนำโชค' ตัวน้อยจริง ๆ เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่มีบุญได้เป็ท่านพ่อของซุ่ยซุ่ย! ครอบครัวที่ทอดทิ้งซุ่ยซุ่ยไปนั้นช่างตาถั่วยิ่งนัก หากพวกเขารู้เข้า คงได้เสียใจจนไส้กิ่วเป็แน่
“ไอ้คนใจหมา! มีใครแอบมาปล่อยน้ำในนาข้าออกไปรึเปล่า? ทำไมข้ามคืนเดียวมันถึงเหลืองไปหมด เหลืองไปทั้งทุ่งเลย!” เมื่อเดินไปถึงก็ได้ยินเหยียนเหล่าเอ้อนั่งร้องไห้โวยวายอยู่ที่นา ใบหน้ายังมีรอยเขียวช้ำจากการถูกรุมประชาทัณฑ์เื่หลอกเอาเสบียง
“พี่ใหญ่ ท่านทำอะไรลงไปกันแน่! เมื่อวานต้นกล้ายังเขียวชอุ่มอยู่เลย มาวันนี้กลับเหลืองเหี่ยวไปหมด แต่ที่นาบ้านท่านกลับเขียวขจี! ท่านแอบปล่อยน้ำออกไปใช่หรือไม่? หรือท่านผูกใจเจ็บที่ท่านพ่อให้แลกที่นา เลยจงใจแก้แค้นพวกเรา!”
เหยียนเหล่าเอ้อะโด่าทอพี่ชายท่ามกลางกลุ่มคนที่ห้อมล้อม เขาโมโหเหลือเกิน ั้แ่พี่ใหญ่แยกบ้านออกไปงานทุกอย่างในบ้านก็ตกมาอยู่ที่เขาคนเดียว ส่วนเ้าสามเป็ปัญญาชน ท่านแม่ไม่มีทางยอมให้เขาลงมาลำบากแน่
เหยียนฮั่นเซิง โกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด เขาไม่เคยคิดเลยว่าในสายตาของน้องชาย ตนเองจะเป็คนเช่นนี้... ใช่สิ วันที่แยกบ้านก็เช่นกัน อีกฝ่ายไม่ยอมแบ่งธัญญาหารให้เขาสักนิด ทั้งที่รู้ว่าในปีที่เกิดภัยพิบัติเช่นนี้ การถูกขับออกจากบ้านตัวเปล่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย พวกเขาไม่เคยเห็นเขาเป็พี่ชายเลยแม้แต่น้อย
“ที่นาผืนนั้นพวกเ้าเลือกเอง เป็เพราะพวกเ้าไม่มีวาสนาต่างหาก!” พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินจากไป ในใจคิดว่า... 'เมื่อพวกเ้าขับไล่ซุ่ยซุ่ยออกไป นั่นแหละคือการตัดวาสนาของพวกเ้าเอง'
ซุ่ยซุ่ย เดินตามหลังพวกพี่ชายอยู่ห่าง ๆ จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสระน้ำที่แห้งขอดแห่งหนึ่ง น้ำในสระแห้งเหือดไปหมดแล้ว เหลือเพียงดินโคลนที่ก้นสระ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดจนดินโคลนเ่าั้ร้อนระอุ
“พี่ชาย ซุ่ยซุ่ยอยากกินปลาไหลโคลน อยากกินปลาไหลนาด้วย...” เด็กน้อยนั่งยอง ๆ อยู่หน้าสระน้ำไม่ยอมขยับไปไหน
“เ้าคงกำลังฝันกลางวันอยู่กระมัง ในสระนี้จะมีปลาไหลเหลือได้ยังไง? พวกข้าขุดกันจนเกลี้ยงไปนานแล้ว” เด็กชายที่เอ่ยปากคือ 'หูเสี่ยวซาน' ลูกชายคนเดียวของพรานหู ร่างกายของเขากำยำและนิสัยเกเร เด็กในหมู่บ้านต่างก็หวาดกลัวเขา และเขาก็มักจะรวมกลุ่มรังแกพวกพี่ชายตระกูลเหยียนอยู่เสมอ
“นั่นสิ ถ้าเ้าหาเจอ ข้าจะยอมใช้นามสกุลเดียวกับเ้าเลย!” หูเสี่ยวซานเบ่งพุงพลางกลอกตา
“แต่ถ้าเ้าหาไม่เจอ ข้าจะกดหัวพวกเ้าลงไปในบ่อโคลนเสีย!” เขาเป็สหายสนิทกับ 'เหยียนหม่านชาง' ลูกชายของเหยียนเหล่าเอ้อ เหยียนหม่านชางปีนี้อายุสิบสองปี และมีน้องสาวชื่อ 'เหยียนจูจู' อายุหกขวบ ซึ่ง่นี้ไปอยู่บ้านท่านยายยังไม่กลับมา หม่านชางไม่ชอบเด็กบ้านใหญ่เป็ทุนเดิม เด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเพื่อเอาใจหูเสี่ยวซาน จึงมักจะช่วยกันรังแกพวกเขา
เหยียนิฉายแววหวาดกลัวในดวงตา เขาและพี่รองมักจะถูกเด็กกลุ่มนี้รุมตีอยู่บ่อย ๆ แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังยืนหยัดขวางหน้าน้องสาวตัวน้อยไว้อย่างมั่นคง ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องนางได้แม้แต่ปลายเล็บ
“น้องหญิงไม่ต้องกลัว เดี๋ยวถ้าพี่บอกให้วิ่ง เ้าต้องรีบวิ่งไปทันทีนะ อย่าหันหลังกลับมาเด็ดขาด ต่อให้ได้ยินเสียงพี่โดนตีก็ห้ามหันมามอง เข้าใจหรือไม่?” พี่รองเหยียนหล่างที่ร่างกายซูบผอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวเขาจ้องมองหูเสี่ยวซานที่ตัวสูงใหญ่กว่าโดยไม่มีความเกรงกลัว
“ข้าไม่อยากมีลูกชายตัวโตขนาดนี้หรอกนะ เดี๋ยวท่านแม่จะตีข้าเอา...” ซุ่ยซุ่ยทำหน้ายุ่งพลางโผล่ศีรษะกลม ๆ เล็ก ๆ ออกมาโต้ตอบ
“ใครอยากเป็ลูกเ้ากัน! ข้าจะยอมรับเ้าเป็บรรพบุรุษเลยเอ้า! ถ้าหาเจอจริง ๆ ต่อไปเ้าก็คือบรรพบุรุษของพวกข้า!!” หูเสี่ยวซานแค่นหัวเราะเยาะเย้ย
เด็กกะโปโลจะไปรู้อะไร เป็อย่างที่หม่านชางพูดจริง ๆ ว่าคนบ้านใหญ่ตระกูลเหยียนมันโง่กันทั้งบ้าน เดี๋ยวเขาจะกดหัวสามพี่น้องนี่ลงโคลนให้ดู!
ซุ่ยซุ่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง... เป็บรรพบุรุษของเด็กทั้งหมู่บ้าน ฟังดูเท่ไม่เบาเลยนะ “พี่รองลงไปขุดสิ พี่สาม ไปเอาถังไม้มาใส่เยอะ ๆ เลยนะ... ท่านแม่กำลังตั้งท้องต้องบำรุงร่างกาย” ซุ่ยซุ่ยชูหมัดน้อย ๆ เร่งเร้าพี่ชายทั้งสอง
โชคดีที่ตรงนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เหยียนิจึงรีบวิ่งกลับไปเอาถังไม้มาอย่างรวดเร็ว หูเสี่ยวซานและเด็กคนอื่น ๆ หัวเราะจนตัวงอ
“พวกเ้าเชื่อคำพูดเด็กปัญญาอ่อนนี่จริง ๆ หรือ?” พวกเขาหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง เพราะที่นี่ถูกขุดคุ้ยจนทั่วแล้ว จะไปมี...
“มีปลาไหลนาจริง ๆ ด้วย!” เหยียนหล่าง ร้องอุทานอย่างตกตะลึง ขณะดึงปลาไหลนาขนาดหนาสองนิ้วมือขึ้นมาจากรูโคลน ทั้งที่ตอนแรกเขาแค่ตั้งใจจะทำตามใจเพื่อปลอบน้องสาวเท่านั้น!!!