แสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องเข้ามากระทบใบหน้าของเอญ่าที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง เธอขยี้ตาเบาๆ แล้วลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ก่อนจะยิ้มให้กับบรรยากาศยามเช้าที่แสนสดใส
หลังจากนั้นเธอเดินตรงไปที่ห้องอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เอญ่าก็เดินออกมาที่ระเบียงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกับจิบกาแฟอเมริกาโน่รสโปรด ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามาได้ค่ะ” เอญ่าตอบ
ประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของสกายที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อผ้าบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลมเบาๆ คอเสื้อเปิดเล็กน้อยเผยให้เห็น่ลำคอที่ดูแข็งแรง กางเกงขายาวทรงสแล็คสีเบจเข้ารูปโชว์เรียวขาที่ดูแข็งแรงและกระฉับกระเฉง รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มสไตล์คาวบอยที่สวมอยู่ยิ่งขับให้ดูเป็หนุ่มไร่ชาที่พร้อมลุยงานได้ทุกเมื่อ แม้จะเป็ชุดที่ดูเรียบง่ายแต่กลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับภาพของชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งและอบอุ่น
“สวัสดีครับ” สกายทักทาย
“สวัสดีค่ะ มาช้ากว่าที่คิดนะคะ” เอญ่ายิ้มให้สกายเบาๆ
สกายถึงกับอึ้งไปเล็กน้อยที่เอญ่าตื่นเช้าและเตรียมตัวพร้อมที่จะทำงานแล้ว เขาคิดว่าเธอคงจะยังไม่ตื่นแน่ๆ
“เอ่อ... ผมคิดว่าคุณคงจะยังไม่ตื่น” สกายพูดตะกุกตะกัก
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นคะ” เอญ่าถามกลับด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
สกายได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะตอบอะไร
ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนคุยกันอยู่นั้น ธีร์ก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็กอีกหลังหนึ่ง
“สวัสดีครับ” ธีร์ทักทาย
“แกก็ตื่นเช้าอีกคนหรอ...” สกายตอบกลับไปแบบ งงๆกับการตื่นเช้าของธีร์
“อ้าว...ธีร์ยังไม่กลับไปทำงานที่ต่างประเทศเหรอคะ” เอญ่าถามด้วยความแปลกใจ
“ขอพักผ่อนที่นี่อีกสักเดือนครับ รู้สึกว่าที่นี่มันสงบดี” ธีร์ตอบ
“งั้นเหรอคะ” เอญ่ายิ้มให้ “ดีเลยค่ะ วันนี้...จะพาไปดูแปลงชาที่เราจะลงมือทำกันในวันนี้” สกายพูดขึ้นมาขัดจังหวะ
“แปลงชาเหรอคะ” เอญ่าถามด้วยความสนใจ
“ใช่แล้วครับ คุณลุงบอกว่าคุณสนใจอยากจะลองทำไร่ชา ผมเลยคิดว่าจะพาคุณไปดูสักหน่อย” สกายตอบ
เอญ่าพยักหน้ารับรู้ เธอรู้สึกตื่นเต้นกับกิจกรรมที่จะได้ทำในวันนี้
ระหว่างทางไปแปลงชา เอญ่าก็ได้คุยกับธีร์เกี่ยวกับเื่ต่างๆ นานา ธีร์เล่าให้เอญ่าฟังว่าเขาได้รู้จักกับสกายมาั้แ่เด็กแล้ว
“สกายเป็คนตรงต่อเวลาและเป็ระเบียบมากเลยล่ะครับ” ธีร์พูด
“ใช่ค่ะ” เอญ่ายิ้มให้ “แต่ก็ดูเหมือนจะใจร้อนไปหน่อย”
ธีร์หัวเราะออกมา “ก็จริงอย่างที่คุณว่าแหละครับ”
“ผมได้ยินนะครับ....” สกายพูดขึ้นมาลอย ก่อนจะอมยิ้ม
เมื่อถึงแปลงชา เอญ่าก็ได้เห็นแปลงชาที่เขียวขจีและกว้างใหญ่ เธอรู้สึกประทับใจกับความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า
“ที่นี่สวยจังเลยนะคะ” เอญ่าพูด
“ใช่ครับ ผมชอบที่นี่มาก” สกายตอบ
“แล้วเราจะเริ่มงานกันยังไงคะ” เอญ่าถาม
“เดี๋ยวผมจะสอนให้เองครับ” สกายตอบพร้อมกับยิ้มให้
“อ้าว... แล้วผมละครับพี่ ไม่สอนผมมั้งหรอ” ธีร์ถามสกายด้วยสายตาอ้อนวอน
“แกเป็หลานเ้าของไร่ชา ถ้าฉันต้องสอนแกอีก... ฉันจะบอกให้ลุงส่งแกกลับกรุงเทพซะ” สกายพูดด้วยโทนเสียงดุธีร์
“คร้าบบบบบ นายท่าน เอ๊ยท่านพี่” ธีร์ตอบกลับด้วยท่าทีกวนๆ เด็กที่แสนเศร้าค่อยๆ กลับมาร่าเริงอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง
เอญ่ารับรู้ถึงความสนุกที่กำลังจะมาถึง เธอรู้สึกตื่นเต้นกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไร่ชาแห่งนี้มาก
ขณะที่สกายกำลังพาเอญ่าและธีร์เดินสำรวจไร่ชา พวกเขาก็หยุดที่คนกลุ่มหนึ่งก่อนที่สกายจะแนะนำพวกเขากับเอญ่า
สกาย: "เอญ่า ผมจะแนะนำให้รู้จักกับทุกคนที่นี่"
เอญ่า: "ค่ะ" (ตอบรับด้วยรอยยิ้ม)
สกาย: "คนแรกเลย ท่านอาจารย์ธานินทร์ ท่านเป็เหมือนตำนานของไร่ชาที่นี่เลยล่ะ ท่านมีประสบการณ์มากมายในการปลูกชา หากคุณอยากรู้เื่อะไรถามอาจารย์ได้"
อาจารย์ธานินทร์: (ยิ้มให้เอญ่า) "สวัสดีครับคุณเอญ่า ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของเรานะครับ" อาจารย์ธานินทร์กล่าวทักทายเอญ่าด้วยคำพูดที่ชวนให้เอญ่าขนลุก
สกาย: "ต่อมา ขวัญ เธอเป็ผู้ช่วยอาจารย์ดูแลสวนชา เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับใบชาเช่นกันมีอะไรให้ขวัญช่วยเวลาคุณอยากสั่งของจากตัวเมืองเข้ามาก็บอกขวัญได้เพราะขวัญเขาจะเข้าไปในตัวเมืองบ่อยเพื่อซื้ออุปกรณ์ของใช้ในไร่แห่งนี้ทั้งหมด"
ขวัญ: "สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ" (ยิ้มให้เอญ่า)
สกาย: "แล้วนี่ก็ ก้องภพ เขาเป็คนรุ่นใหม่ชอบคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ให้กับไร่ชาอีกทั้งช่วยดูพวกระบบร้านค้าออนไลน์ ระบบหลังบ้านโปรโมทสินค้าให้กับไร่ของเรา"
ก้องภพ: "สวัสดีครับ ผมจะช่วยคุณเอญ่าทุกอย่างที่คุณ้าเลยครับ" (ยิ้มกว้าง)
สกาย: "ส่วนนี่ ณิชา ลูกสาวเ้าของไร่ชาคนก่อน เธอมีความรู้เื่ชาไม่แพ้ใครเลย"
ณิชา: (ยิ้มบางๆ) "สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก"
สกาย: "สุดท้าย พายุ เพื่อนร่วมงานของเรา พายุเนี่ย รู้จักนิสัยของต้นชาแต่ละต้นดีมากเลยนะ บางทีต้นชาที่ดูเหมือนจะไม่สบาย พายุก็สามารถดูแลให้กลับมาแข็งแรงได้อย่างรวดเร็วเลยล่ะ"
พายุ: (ยิ้ม) "สวัสดีครับ ผมจะพยายามช่วยงานคุณเอญ่าให้เต็มที่ครับ"
เอญ่า: (ยิ้ม) "ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ต้อนรับฉัน"
สกาย: "ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือเอญ่าเสมอ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้เลยนะ ส่วนเ้าเด็กี้เีด้านหลังฉันพวกนายรู้จักกันอยู่แล้วนะ" สกายพูดก่อนจะหันไปทางธีร์ก่อนที่นี้จะโบกมือยิ้มแห้ง
หลังจากนั้น่บ่าย สกายและเอญ่ายืนอยู่กลางแปลงชา สกายถือจอบและมีท่าทีขึงขัง ในขณะที่ธีร์กำลังแอบี้เีนั่งเม้ามอยกับณิชาและก้องภพใต้ต้นไม้ใหญ่
สกาย: "เอญ่า! มองนี่ให้ดี! การปลูกชาน่ะมันไม่ใช่แค่เอาเมล็ดไปปักดินแล้วรอให้มันโตนะ! มันต้องมีเทคนิค มีขั้นตอนแบบนี้เข้าใจไหม"
เอญ่า: (ทำท่าทางเหมือนจะตั้งใจฟัง) "ค่ะๆ อาจารย์สกายขา หนูฟังอยู่ค่ะ"
สกาย: (ยื่นจอบให้เอญ่า) "เอาล่ะ ลองขุดหลุมดูสิ ขุดให้ลึกพอประมาณนะ อย่าขุดตื้นไปล่ะเดี๋ยวรากมันจะไม่แข็งแรง"
เอญ่ารับจอบมาถือ "รู้แล้วน่า สกาย แล้วมันจะยากอะไรนักหนา" พูดจบก็ขุดดินลงไปแรงๆ ทำให้ดินกระเด็นใส่หน้าสกายเล็กน้อย
สกาย: (เช็ดหน้า) "โอ๊ย! เอญ่าเธอแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย! ขุดดินก็ไม่เป็! ต้องขุดแบบนี้สิ" สกายสาธิตการขุดดินอย่างเบามือแต่แม่นยำ
เอญ่า: (ทำหน้ายู่) "ก็ขุดแบบนี้มันจะช้าเกินไปเปล่า"
สกาย: "ช้าแต่ได้ผลดีกว่านะ! ถ้าขุดแรงไปแบบเธอเนี่ย รากชาจะขาดหมด แล้วมันจะโตได้ยังไง"
เอญ่า: "ก็แค่รากขาดไปหน่อยเดียวเองมั้ง..."
สกาย: (ทำหน้าดุ) "หน่อยเดียว! นี่เธอคิดว่าต้นชาเป็หญ้าข้างทางรึไง! มันบอบบางนะ"
เอญ่า: (หัวเราะเบาๆ) "ก็จริงของสกายนี่นา แต่เอญ่าว่าสกายก็บอบบางเหมือนกันนะ"
สกาย: (ทำหน้าเหวี่ยง) "อะไรนะ! ฉันเนี่ยนะบอบบาง! เอาจริงดิ?"
เอญ่า: "ก็ดูสิ หน้าแดงเป็ลูกตำลึงเลย"
คนงานที่อยู่ใกล้ๆ ต่างหัวเราะคิกคักกับการโต้ตอบของทั้งคู่
สกาย: (ทำท่าจะโกรธ แต่ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้) "นี่เธอมาอยู่ที่นี่ต่อเพื่อแกล้งฉันใช่ไหม! สารภาพมาดีๆ เลยนะ"
เอญ่า: (ทำหน้าทะเล้น) "เปล่านี่นา สกายก็รู้ว่าเอญ่าแค่หยอกเล่น"
สกาย: (เดินหนีไปทำหน้ามุ่ย) "ช่างเถอะ! งั้นทำคนเดียวไปเลย"
เอญ่า: (รีบวิ่งตามไปจับแขนสกาย) "โอ๋ๆ สกายอย่าโกรธนะ เดี๋ยวเอญ่าช่วยขุดให้ใหม่เอง"
สกาย: (หันมามองเอญ่าด้วยสายตาที่อ่อนลง) "แน่ใจ?"
เอญ่า: "แน่สิ แล้วสกายจะสอนเอญ่าปลูกชาต่อไหม"
สกาย: (ยิ้ม) "ก็ได้ๆ แต่คราวนี้ต้องตั้งใจฟังนะ"
เอญ่า: (พยักหน้า) "ค่ะๆ"
เอญ่า: "แค่นี้พอไหมคะ? หนูกลัวจะขุดลึกเกินไป รากมันจะขาดเอา" เอญ่าเปลี่ยนบริบทพูดให้ดูใกล้ชิดกับสกายมากขึ้นเพราะจริงๆแล้วเอญ่ากับสกายอายุห่างกัน 5 ปีนั้นเอง
สกาย: (ทำหน้ายุ่ง) "อะไรนะ! แค่นี้มันจะพอได้ยังไง! นี่มันแค่รอยขีดบนดิน! ขุดให้ลึกกว่านี้อีก!"
เอญ่า: (ทำหน้าทะเล้น) "แต่หนูกลัวว่าถ้าขุดลึกไป รากมันจะไปเจอสมบัติใต้ดิน แล้วหนูจะได้เป็เศรษฐีนะสิ"
สกาย: (หัวเราะเบาๆ) "สมบัติใต้ดินอะไรกันเล่า! นี่มันไร่ชาไม่ใช่เหมืองทอง! ยัยบื้อออเอ๊ยยย"
เอญ่า: (ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้) "ก็หนูแค่พูดเล่นนี่นา ทำไมต้องดุหนูด้วย"
สกาย: (ใจอ่อนลงเล็กน้อย) "ก็เธอมันชอบแกล้งฉันนี่นา"
เอญ่า: (ยิ้มกว้าง) "ก็สกายชอบแกล้งหนูก่อนนี่"
สกาย: (ส่ายหัว) "เอาล่ะๆ ไม่ทะเลาะกันแล้วนะ"
สกาย: (สอนต่อ) "หลังจากขุดหลุมเสร็จแล้ว เราก็จะใส่ปุ๋ย แล้วค่อยปลูกต้นกล้าลงไป..."
เอญ่า: (ขัดขึ้นมา) "ใส่ปุ๋ยเยอะๆ เลยนะคะ หนูอยากได้ต้นชาที่โตเร็วๆ จะได้เก็บใบชาไปชงดื่มเอง"
สกาย: (ทำหน้าเหวี่ยง) "เยอะไปก็ไม่ดี! มันจะทำให้ต้นชาโตเร็วเกินไป และอาจจะทำให้รากไม่แข็งแรงได้"
เอญ่า: (ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้) "หนูก็แค่ตื่นเต้นนี่นา" ก่อนที่เธอจะแอบยิ้มที่มุมปากกับท่าทีกวนประสาทสกาย
สกาย: (ใจอ่อนลงอีกครั้ง) "เอาล่ะๆ งั้นใส่ปุ๋ยตามที่ฉันบอกพอแล้วนะ"
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่นั้น คนงานในไร่ชาคนอื่นๆ ก็พากันมองมาที่ทั้งสองคนด้วยสายตาขำขัน บางคนก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเห็นว่าทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างน่ารัก
ขวัญ: "ดูสิคะ คุณสกายกับคุณเอญ่าทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ เลยนะอาจารย์ธานินทร์"
อาจารย์ธานินทร์: "จะว่าไปพวกเขาน่ารักดีครับ ดูแล้วสนุกดีทำให้ผมคิดถึงสมัยหนุ่มๆ ตอนจีบสาวเลยครับ"
สกายได้ยินเสียงพูดคุยของคนงานก็หันไปมองเอญ่าที่กำลังทำหน้าบึ้งตึง เขาอดที่จะยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของเธอ
สกาย: (คิดในใจ) "น่ารักจริงๆ ยัยตัวร้ายนิตั้งใจกวนประสาทเก่งจริง"
เอญ่า: (รู้สึกตัวว่าถูกสกายมอง) เธอเงยหน้าขึ้นมองสกายและทำหน้าขู่
เอญ่า: "สกาย! อย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะ เดียวเอญ่าหวั่นไหวนะคะ!"
สกายหัวเราะออกมาเสียงดัง เอญ่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็อดที่จะยิ้มตามสกายไม่ได้ กับการแสดงที่กวนประสาทของเธอที่มีต่อเขา
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ท่ามกลางทุ่งใบชาสีเขียวขจี เสียงหัวเราะคิกคักของคนงานดังก้องไปทั่ว เอญ่าและสกายกำลังช่วยกันตัดแต่งกิ่งชา โดยมีธีร์คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ พวกเขาทั้งสามดูสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกันมาหนึ่งสัปดาห์
“เอญ่า ดูสิ ต้นชานี่มันแข็งแรงขึ้นเยอะเลยนะ” สกายพูดขึ้นพลางชี้ไปยังแปลงชาที่พวกเขาเพิ่งดูแลเสร็จ
“ก็เพราะสกายเก่งนี่นา” เอญ่าตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
ธีร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย “แล้วผมล่ะ เอญ่า ธีร์ไม่เก่งแบบพี่เขามั้งหรอ น้อยใจชะมัด” ธีร์พูดก่อนจะมองค้อนไปที่เอญ่า ก่อนที่สกายจะปากิ่งไม้ไปที่ธีร์
“โอ้ย! พี่ผมเจ็บนะ ปามาทำไมเนี่ย” ธีร์ร้องลั่นก่อนจะมองค้อนไปทางสกาย
“อ้าวหรอ... ขอโทษทีว่ะเล็งผิดไปหน่อย”สกายตอบกลับแบบกวนๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น สายตาของเอญ่าก็เหลือบไปเห็นพายุที่กำลังรดน้ำต้นชาอยู่คนเดียว เขาเคลื่อนไหวช้าๆ และระมัดระวังเป็พิเศษ
เอญ่าสังเกตเห็นว่าพายุมีท่าทางผิดปกติบางอย่างมาหลายวันแล้ว ไม่ว่าจะเป็การเดินที่ดูขัดเขิน หรือการหลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้แรงมาก เธอเริ่มสงสัยว่าพายุอาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง
หลังจากทำงานเสร็จ เอญ่าเดินเข้าไปหาพายุที่กำลังเก็บอุปกรณ์
เอญ่า: "เหนื่อยไหมคะ พายุ"
พายุ: (ส่ายหัว) "ไม่ค่อยครับ ผมชินแล้ว"
เอญ่า: (สังเกตเห็นรอยแดงที่ข้อมือของพายุ) "นี่มันรอยอะไรเหรอคะ?"
พายุ: (รีบซ่อนมือไว้ด้านหลัง) "อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่โดนหนามบาดนิดหน่อย"
เอญ่า: (จับมือพายุเบาๆ) "ให้ดูหน่อยสิคะ"
พายุพยายามดึงมือกลับ แต่เอญ่าจับแน่น พายุถอนหายใจเบาๆ แล้วให้เอญ่าดูรอยแดงที่ข้อมือ
เอญ่า: "นี่มันไม่ใช่รอยโดนหนามนะ มันเหมือนรอยข้อต่อหลุดมากกว่า"
พายุเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
พายุ: "คุณรู้ได้ยังไง"
เอญ่า: "ฉันสังเกตคุณมาสักพักแล้วค่ะ พายุดูจะระวังตัวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมาก เวลาทำงานหนักๆ คุณก็จะดูเ็ป"
พายุเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะเล่าเื่ราวในอดีตของเขาให้เอญ่าฟัง
พายุ: "จริงๆ แล้วผมเป็โรคข้อต่ออ่อนแรงั้แ่เด็กๆ เวลาทำอะไรแรงๆ ข้อต่อก็จะหลุดง่าย ทำให้ผมต้องระวังตัวตลอดเวลา เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน"
เอญ่า: (จับมือพายุเบาๆ) "ฉันเข้าใจแล้วค่ะ แล้วทำไมคุณถึงไม่เคยบอกใครเลย"
พายุ: "ผมไม่อยากให้ใครมองว่าผมเป็คนอ่อนแอ หรือเป็ภาระของคนอื่น พอมาทำงานที่นี่ ผมก็เลยพยายามทำตัวให้เป็ปกติมากที่สุด"
พายุ: "จริงๆ แล้วผมเคยทำงานในเมืองมาก่อน แต่เพราะอาการเจ็บป่วยของผม ทำให้ผมทำงานได้ไม่เต็มที่ และถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียนอยู่บ่อยๆ ผมเลยตัดสินใจลาออกและมาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่เงียบสงบ และผมสามารถดูแลต้นชาได้อย่างเต็มที่นะครับ"
เอญ่า: "คุณเก่งมากเลยนะคะ ที่สามารถผ่าน่เวลานั้นมาได้"
พายุ: (ยิ้มเล็กน้อย) "ก็ต้องขอบคุณต้นชาเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกสงบและมีความสุข"
เอญ่ากำลังพูดคุยปลอบโยนพายุอยู่ใกล้ๆ โรงเก็บเครื่องมือ สกายที่เดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้าพอดี เขายืนนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาทั้งสองคน
"นี่พายุ... แกน่าจะบอกพวกเราตั้งนานแล้วนะที่แกป่วย ทุกคนที่นี่พร้อมจะเข้าใจนายนะ" สกายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พายุเงยหน้าขึ้นมองสกายด้วยแววตาขอบคุณ "ผม...ผมกลัวจะรบกวนทุกคนครับ"
สกายยิ้มให้พายุเบาๆ "รบกวนอะไรกันเล่า พวกเราเป็เพื่อนร่วมงานกัน ไม่ใช่เหรอ? ถ้าแกไม่บอกพวกเราจะได้ช่วยแกยังไงลืมไปแล้วหรอว่าพวกเราคือครอบครัวเดียวกันในไร่แห่งนี้นะ"
เอญ่าพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วล่ะ พายุ คุณไม่ต้องเก็บเื่แบบนี้ไว้คนเดียวอีกแล้วนะคะ"
"ผม...ขอบคุณพวกคุณมากครับ" พายุพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
สกายหันไปมองเอญ่าแล้วพูดต่อ "เอญ่า คุณคิดว่าเราจะปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง เพื่อให้พายุทำงานได้สะดวกสบายขึ้นกันดีครับ"
เอญ่าพยักหน้า "เราอาจจะแบ่งงานให้พายุทำในส่วนที่ไม่ต้องใช้แรงมาก หรือปรับปรุงเครื่องมือให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของพายุก็ได้ค่ะ"
สกายตบบ่าพายุเบาๆ "ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้แกเอง"
"แล้ว... แล้วผมจะยังคงมีประโยชน์กับไร่ชาอยู่ไหมครับ?" พายุถามด้วยความกังวล
"แน่นอนสิ!" สกายตอบทันที "ความรู้เื่ชาของแกเนี่ยแหละ มันมีค่ามากสำหรับเราทุกคนเลยนะ"
“ใช่แล้ว” เอญ่าเสริม “พายุคะ ฉันรู้ว่าโรคนี้มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยว แต่จริงๆ แล้วมีคนเป็โรคแบบนี้อีกเยอะเลยนะคะ แค่เราอาจจะไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง” เอญ่าพูดขึ้นพลางจับมือพายุเบาๆ
"จริงเหรอครับ?" พายุถามด้วยน้ำเสียงที่ดูประหลาดใจเล็กน้อย
"ค่ะ" เอญ่าพยักหน้า "โรคข้อต่ออ่อนแรงมันอาจจะไม่เป็ที่รู้จักแพร่หลายเท่าโรคอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็โรคที่น่ากลัวนะคะ"
เอญ่าเล่าให้พายุฟังถึงข้อมูลที่เธอเคยอ่านเกี่ยวกับโรคนี้ "ฉันเคยอ่านเจอว่าคนที่มีโรคนี้มักจะมีความละเอียดอ่อนและมีความสามารถพิเศษบางอย่าง เช่น การสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือมีความเข้าใจในธรรมชาติเป็อย่างดี"
พายุฟังเอญ่าพูดด้วยความสนใจ เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็คนแปลกแยกอีกต่อไป
"เหมือนกับคุณไงคะ พายุ คุณมีความรู้เกี่ยวกับต้นชาเป็อย่างดีมากเลยนะคะ" เอญ่าชมเชย
"ผมเหรอ..." พายุหน้าแดงเล็กน้อย "ก็แค่ชอบต้นชาเฉยๆ น่ะครับ"
"แต่ความชอบของคุณมันทำให้คุณมีความรู้และความสามารถที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ นะคะ" เอญ่าพูดต่อ "คุณสามารถดูแลต้นชาได้ดีกว่าใครๆ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คุณมีค่า"
"ขอบคุณครับ" พายุกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
"อย่าไปคิดมากเื่โรคนะคะ" เอญ่ากระตุ้น "เราจะหาทางรับมือกับมันไปด้วยกัน"
"ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจผม" พายุพูดพลางยิ้มให้เอญ่า
หลังจากนั้นทุกคนก็ต่างแยกย้ายกลับที่พักกันโดยก่อนกลับ “คุณเอญ่าค่ะ ขวัญได้สั่งคนเอาของที่คุณเอญ่าสั่งไว้ไปวางไว้ที่หน้าบ้านพักตามที่คุณเอญ่าสั่งแล้วนะคะ” ขวัญกล่าวก่อนจะแยกย้าย
“ขอบคุณมากจ้ะขวัญ เดียวเอญ่าให้สกายยกเข้าไปเก็บให้เองค่ะ” เอญ่ากล่าวขอบคุณก่อนจะเดินกลับบ้านพร้อมสกาย
"นี่เอญ่า... ผมว่าคุณเก่งนะ" สกายเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักหลังจากพูดคุยกับพายุเสร็จ
เอญ่าหันมามองสกายด้วยความสงสัย "เก่งอะไรกันล่ะคะ"
"ก็เื่ที่คุณเข้าใจคนอื่นน่ะสิ" สกายยิ้มให้เอญ่า "ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนที่ดูแข็งแกร่งและเฉียบคมอย่างคุณ จะอ่อนโยนและเข้าใจคนอื่นได้ขนาดนี้"
"ก็คนเรามันก็จะมีหลายด้านนี่คะ" เอญ่าหัวเราะเบาๆ "แค่บางทีก็อาจจะไม่ได้แสดงออกให้ทุกคนเห็น"
"จริงด้วย" สกายพยักหน้าเห็นด้วย "ผมก็เหมือนกันแหละ บางทีก็มีมุมที่อ่อนแอเหมือนกัน"
"ทุกคนก็มีมุมที่อ่อนแอทั้งนั้นแหละค่ะ แค่บางคนอาจจะไม่กล้าแสดงออก" เอญ่าพูด
"แล้วคุณล่ะ มีอะไรที่อยากจะบอกผมบ้างไหม?" สกายถามด้วยสายตาที่จริงใจ
เอญ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ก็... ฉันแค่ไม่อยากให้ใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนที่ฉันเคยรู้สึกตอนเด็กๆ"
สกายมองหน้าเอญ่าด้วยความประหลาดใจ "คุณเคยรู้สึกโดดเดี่ยวด้วยเหรอ?"
"ค่ะ ตอนเด็กๆ ฉันเป็เด็กที่ค่อนข้างเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท" เอญ่าเล่า "แต่พอโตขึ้นมา ฉันก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง"
"แล้วทำไมถึงอยากมาทำงานที่ไร่ชาล่ะ?" สกายถามต่อ
"ฉันอยากจะใช้ความรู้และประสบการณ์ของฉันมาช่วยเหลือคนอื่นๆ และที่สำคัญคือ ฉันอยากจะหาความสุขที่แท้จริง" เอญ่าตอบ
"ผมว่าคุณทำได้แล้วนะ" สกายพูดพร้อมกับยิ้มให้เอญ่า
"จริงหรอคะ ขอบคุณนะคะ" เอญ่าตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองเดินต่อโดยมีบรรยากาศที่อบอุ่น สกายรู้สึกประทับใจในตัวเอญ่ามากขึ้นเรื่อยๆ เขาค้นพบว่าเอญ่าเป็คนที่ซับซ้อนและน่าสนใจกว่าที่เขาเคยคิดไว้มาก
สกายเดินมาถึงบ้านพักของเอญ่า พอเห็นของที่วางอยู่หน้าบ้านก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“เฮ้ย! นี่มันอะไรเนี่ย” สกายร้องลั่น พร้อมกับชี้ไปยังกล่องเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่เต็มหน้าบ้าน
“อ๋อ นี่มัน...” เอญ่าทำท่าจะพูดแต่ก็ชะงักไป
สกายเดินเข้าไปตรวจสอบใกล้ๆ แล้วก็ต้องใยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่ามีทั้งไวน์หลายยี่ห้อรวมกันกว่ายี่สิบขวด เบียร์อีกสองลัง และเหล้าอีกสี่ขวด
“คุณจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านหรอเนี่ย!” สกายถามด้วยน้ำเสียงขำๆ
เอญ่าหัวเราะกลบเกลื่อน “เปล่าหรอก แค่ซื้อมาลองชิมเฉยๆ”
“ลองชิมเนี่ยนะ! ทั้งบ้านเลยหรอ” สกายล้อเลียน “เธอนี่มันนารีขี้เมาตัวจริงเสียงจริงเลยนะ”
เอญ่าทำหน้ายู่ “นี่นายอยากจะลองดีกับฉันใช่ไหม”
“ก็แค่ล้อเล่นน่า” สกายยิ้มให้เอญ่า
แต่แล้วรอยยิ้มของสกายก็ค่อยๆ จางหายไปเมื่อเห็นแววตาของเอญ่าที่ดูเศร้าสร้อย
“เอญ่า... มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” สกายถามด้วยความเป็ห่วง
เอญ่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ “เปล่าหรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อยนะ ปกติฉันชอบจิบชิวๆ ที่บ้านอยู่แล้วล่ะ”
สกายจับมือเอญ่าเบาๆ “ถ้ามีอะไรก็บอกฉันได้นะ”
เอญ่าพยักหน้าเบาๆ แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูก เธอเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ลึกๆ และพยายามทำเป็ไม่เป็ไร
"คืนนี้ฟ้าสวยดีนะ สกาย" เอญ่าพูดขึ้นเบาๆ ขณะมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว "อยากดื่มไวน์ที่บ้านสักแก้วไหมละ" เสียงของเธอดังนุ่มนวลราวกับสายลมพัดผ่าน
สกายมองหน้าเอญ่าด้วยแววตาที่สั่นไหว "ได้สิครับ..." เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม