พอถึงเวลาอาหาร บนโต๊ะก็จะมีแต่ผัดเซ่งจี๊กรุบกรอบ หรือไม่ก็ซุปตัวเดียวอันเดียววัวกลิ่นฉุน แล้วไป๋เหลียนฮวายังบังคับให้เขากินมันเกือบหมดอีก
แต่ก่อนถ้าฟู่ซินหลางได้กินเนื้อสัตว์ทุกวัน คงดีใจจนนอนไม่หลับไปแล้ว แต่ตอนนี้ที่แต่งงานกับไป๋เหลียนฮวา แล้วได้กินเนื้อสัตว์ทุกวัน ฝันที่เคยวาดไว้ก็เป็นจริงขึ้นมา แต่การที่ต้องกินไตกับซุปตัวเดียวอันเดียววัวทุกวัน ใครบ้างจะทนไหว
ฟู่ซินหลางคิดฟุ้งซ่านไปไกล ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
หลิวไห่ไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เขาบอกด้วยความตื่นเต้นต่อว่า “นายเคยได้ยินเรื่องต๋าจี๋ [1] ที่ทำให้ราชวงศ์ล่มสลายไหม? เรื่องที่จักรพรรดิให้ม้าเร็ววิ่งจนฝุ่นแดงตลบเพื่อนำลิ้นจี่ไปมอบให้นมจนนางยิ้มออกมา [2] พวกนั่นน่ะ
ฉันจะบอกให้นะว่าทำไมผู้ชายที่มีอำนาจสูงสุดถึงทำแบบนั้น เป็นเพราะรูปโฉมของผู้หญิงพวกนี้นี่แหละ มันเป็นเคล็ดลับที่ทำให้พวกเขายังคงแข็งแกร่งและดูอ่อนเยาว์
เพื่อเอาใจสาวงามเหล่านี้ พวกเขายอมทุ่มเททุกอย่าง เพราะงั้นฉันคิดว่าอำนาจกับหญิงงามเป็นของคู่กัน
ไม่มีอำนาจก็ไม่มีหญิงงาม แต่หากมีแต่อำนาจโดยไม่มีหญิงงาม แล้วจะมีประโยชน์อะไร? ชีวิตคนเราก็มีแต่ความว่างเปล่าและความเหงาเท่านั้น!
ชีวิตในอุดมคติของฉันก็คือ ‘หัวเราะเยาะอำนาจใต้หล้า เอนกายลงบนตักอันงดงาม’ [3] ”
หลิวไห่ไม่รู้ว่าตนเองถูกรูปโฉมของคังอิงสะกดเอาไว้หรือเปล่า พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็พูดไม่หยุด น้ำลายกระเด็นไปทั่ว ประกอบกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้เขาพล่ามไปเรื่อยจนเกือบจะสารภาพความในใจออกมาทั้งหมด
ฟู่ซินหลางถูกบังคับให้ฟังแต่ฟังคำพูดพล่ามไปเรื่อยของหลิวไห่ แถมผู้หญิงในฝันของคนตรงหน้ายังเป็นอดีตภรรยาของเขาอีก ทำให้ในใจเขาเกิดหลากหลายความรู้สึก เขารู้สึกว่าตนเองเดินหมากผิด ปล่อยให้ผู้หญิงดีๆ อย่างคังอิงหลุดมือไปได้
จู่ๆ ฟู่ซินหลางก็นึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆ แล้วก่อนที่จะหย่าร้าง คังอิงก็ดูแลเขาอย่างดี
ตลอดสามปี เธอทำงานหนัก ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว หาเงินให้เขาใช้ หากบอกว่าคังอิงไม่รักเขา เธอคงไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ
หรือเป็นเพราะคังอิงรักเขามาก พอรู้เรื่องเขากับอู๋ฮวนจึงทำให้เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ จนสุดท้ายขอหย่าร้างกับเขา
นิยายรักของฉงเหยา ไม่ใช่ว่ายิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดมากหรือ? ยิ่งคังอิงเกลียดเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเธอรักเขามากเท่านั้นใช่ไหม?
จู่ๆ ฟู่ซินหลางก็รู้สึกเหมือนปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจได้ เขารู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมา จนเผลอทำสีหน้าตกตะลึง เขาคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะตามคังอิงกลับมา
แน่นอน อุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดในตอนนี้ก็คือไป๋เหลียนฮวา ใครใช้ให้เขาไม่อาจทนความเหนื่อยยากในการดูแลมารดาของตนเองจนคิดอะไรไม่ออก แล้วแต่งงานกับไป๋เหลียนฮวาแบบนั้นล่ะ
แต่เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาครั้งหนึ่ง ฟู่ซินหลางคิดในใจว่า ขอแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเดิมๆ กับไป๋เหลียนฮวา เขาก็หย่าร้างกับหล่อนได้
ฟู่ซินหลางเริ่มคิดแผนการแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ เขาก็แค่คิดทดเอาไว้ในใจเท่านั้น
ถึงคังอิงจะสวยมากแค่ไหน แต่การแต่งงานของเขากับไป๋เหลียนฮวายังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือไป๋เหลียนฮวาเป็นคนรวย เวลาให้เงินเขานั้น เธอค่อนข้างใจกว้าง พอคิดแบบนี้แล้ว ฟู่ซินหลางก็รู้สึกขาดกำลังใจอยู่บ้าง
หลิวไห่พูดไม่หยุด พอเขาดื่มเบียร์หมดขวดก็ชักเริ่มรู้สึกมึนงง เขาเดินโซเซไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็ตรงไปนอนหลับที่เตียงในหอพัก
ในใจฟู่ซินหลางร้อนรุ่มราวกับมีไฟลุกโชน แม้ว่าเขาจะดื่มเบียร์เย็นๆ ลงไปในท้อง แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผา เขาไม่มีทางนอนหลับได้แน่
ฟู่ซินหลางหาเตียงว่างๆ แล้วทิ้งตัวลงนอน ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องของคังอิง เขานอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง ตามหลักการแล้ว ช่วงบ่ายเขาควรจะนอนพักกลางวัน แต่เขากลับนอนไม่หลับ
พอหลิวไห่ตื่นขึ้นมา เห็นฟู่ซินหลางนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงด้วยใบหน้าแดงก่ำ ก็ตกใจถามขึ้นว่า
“ซินหลาง นายเป็นอะไร? หรือว่าในห้องนี้ร้อนเกินไป? นอนไม่ชินเหรอ?”
ฟู่ซินหลางจะไปบอกว่าที่เขานอนไม่หลับพลิกไปพลิกมาบนเตียง ก็เพราะเขากำลังคิดถึงอดีตภรรยาได้อย่างไรกัน
“เปล่า ไม่มีอะไร ฉันแค่...นอนบนเตียงใหม่ มันนอนไม่ค่อยสบายน่ะ” ฟู่ซินหลางตอบ
“เรื่องปกติน่า นอนไปสักสองสามวันก็ชินแล้ว” หลิวไห่บอกยิ้มๆ
เขาและฟู่ซินหลางเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อนแบบนี้ แค่ทักทายกันธรรมดาก็พอแล้ว ส่วนใหญ่ก็เอาแต่มุ่งหน้าอ่านหนังสือ ไม่ได้รู้จักภูมิหลังของกันและกันอย่างละเอียดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ฟู่ซินหลางยังจงใจสร้างภาพลักษณ์ที่ยังไม่ได้แต่งงานต่อหน้าคนอื่น เพราะฉะนั้นหลิวไห่จึงไม่รู้ว่า แต่ก่อนฟู่ซินหลางเคยแต่งงานกับคังอิง
หลิวไห่เหงื่อออกท่วมตัว เขาหยิบผ้าขนหนูของตนเองออกมาจากราวตากผ้าในหอพัก แล้วหยิบกะละมังขึ้นมา พลางบอกกับฟู่ซินหลางว่า
“ฉันจะไปเช็ดตัวที่ห้องน้ำ เดี๋ยวเราค่อยออกไปลาดตระเวนรอบๆ โรงเรียนกันต่อ”
“ไม่ใช่บอกว่าต้องออกไปลาดตระเวนตอนหกโมงเย็นหรอกเหรอ? ทำไมต้องออกไปลาดตระเวนอีก?” ฟู่ซินหลางไม่เข้าใจ เขารู้สึกว่าหลิวไห่ขยันเกินไป
หลิวไห่ยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่าเพิ่งพูดไป ตอนนี้โรงเรียนมีคนนอกเข้ามา เราก็ต้องออกไปลาดตระเวนบ่อยๆ หน่อย เพื่อเพิ่มความระมัดระวังไม่ใช่เหรอ?”
ฟู่ซินหลางก็ไม่ใช่คนโง่ เขาเห็นหลิวไห่ถอดเสื้อออก แล้วเดินไปทางห้องน้ำที่อยู่สุดทางเดินด้วยร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าก็พลันเข้าใจ ที่แท้หลิวไห่ต้องการไปแอบมองคังอิงบ่อยๆ นี่เอง
ไม่อย่างนั้นแล้ว ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะอยู่แต่ในห้องทั้งนั้น ทำไมเขาต้องขยันแบบนี้?
ในใจฟู่ซินหลางรู้สึกทั้งเปรี้ยว เผ็ด และขม ความรู้สึกนานาชนิดผสมปนเปกัน ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนเองทำพลาดจนสูญเสียสมบัติล้ำค่าไป
พอคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาสามปี เขากลับทำตัวบริสุทธิ์ราวกับหลิวเซี่ยฮุ่ย ไม่เคยสัมผัสร่างกายของคังอิงเลย ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาจนเผลอตบหน้าตัวเองเบาๆ
คิดไม่ถึงเลยว่า ตอนที่เขาตบหน้าตัวเอง หลิวไห่จะเดินเข้ามาพอดี พอเห็นท่าทางของฟู่ซินหลาง เขาก็เอ่ยถามอย่างตกใจ
“ซินหลาง วันนี้นายเป็นอะไรไป? ดูท่าทางแปลกๆ นะ ทำไมถึงได้ตบหน้าตัวเองล่ะ?”
ฟู่ซินหลางยิ้มอย่างเขินๆ พลางกล่าวแก้ตัวว่า “ก็...มียุงบินมาเกาะที่หน้าน่ะ”
“อ้อ ใช่แล้วล่ะ แถวนี้ยุงเยอะมาก เดี๋ยวนายไปซื้อยาจุดกันยุงที่ร้านขายของชำนะ พอตกกลางคืนก็จุดมันไว้ข้างๆ ที่นอน ไม่งั้นเดี๋ยวยุงกัด จะยิ่งนอนไม่หลับเข้าไปใหญ่” หลิวไห่กล่าว
ฟู่ซินหลางยิ้มอย่างอึดอัดแล้วพยักหน้ารับ เห็นหลิวไห่ทำท่าจะพูดอะไรอีก แต่เขาไม่มีอารมณ์จะคุยด้วย จึงหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาเช็ดหน้า
ตอนเที่ยงเขาไม่ได้นอนพักกลางวัน รู้สึกมึนหัวอยู่แล้ว พอคิดถึงรอยยิ้มอันงดงามและรูปร่างอันเพรียวบางของคังอิง ในใจฟู่ซินหลางก็พลันรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมา อยากจะไปแอบมองคังอิงสองสามครั้งเหมือนกับหลิวไห่
‘คู่สามีภรรยาแม้จะอยู่ด้วยกันเพียงวันเดียว ก็ยังมีบุญคุณต่อกันร้อยวัน’ [4] ถึงเขาและคังอิงจะไม่ได้ใช้ชีวิตแบบสามีภรรยากันจริงๆ แต่ก็มีสถานะเป็นสามีภรรยา คังอิงคงไม่ใจร้ายกับเขาขนาดนั้นหรอก?
ตอนนั้นเขาโง่จริงๆ หากเขาเล่าเรื่องที่เลิกกับอู๋ฮวนให้คังอิงฟัง หรือไม่ก็สร้างภาพว่าตนเองยังคงอาลัยอาวรณ์ความรักในอดีต ยอมเลิกกับอู๋ฮวนเพื่อเธอ แบบนี้คังอิงอาจจะรู้สึกซาบซึ้งจนถึงขั้นเปลี่ยนใจกลับมาหาเขาไหมนะ?
พอคิดถึงคังอิงที่เคยถูกเขาละทิ้ง ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นที่หมายปองของคนมากมาย แม้แต่หลิวไห่ที่เป็นถึงกรรมการนักเรียนก็ยังมาตามตอแยเธอ ในใจฟู่ซินหลางก็พลันร้อนรนขึ้นมาทันที
ไม่ได้แล้ว เขาต้องรีบบอกความในใจให้คังอิงฟัง ไม่เช่นนั้น...หลิวไห่เป็นถึงกรรมการนักเรียน แถมยังมีอนาคตที่สดใส และยังเป็นโสด อยากจะจีบใครก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดทางสังคม ส่วนเขาแต่งงานไปแล้ว อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ
เขาจะต้องตามคังอิงกลับมาให้ได้ พอคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่ซินหลางก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขากวาดความหดหู่บนใบหน้าให้สลายหายไป
เชิงอรรถ
[1] ต๋าจี๋ สนมเอกของกษัตริย์โจ้วหวัง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง เป็นหญิงงามที่มีเสน่ห์เย้ายวน แต่ก็โหดร้ายและชั่วร้าย
[2] กล่าวกันว่าถังเสวียนจง จักรพรรดิองค์ที่เจ็ดแห่งราชวงศ์ถัง ต้องการเอาใจสนมรักอย่างหยางกุ้ยเฟย เมื่อรู้ว่าทรงโปรดปรานลิ้นจี่เป็นอย่างมาก ก็ให้ทหารขี่ม้าเร็วจนเกิดเป็นฝุ่นแดงตลบ เพื่อนำลิ้นจี่จากทางใต้ขึ้นมาให้นางได้กิน เมื่อหยางกุ้ยเฟยเห็นฝุ่นแดงมาแต่ไกลก็รู้ว่าจะได้กินลิ้นจี่ ถึงกับแย้มยิ้มออกมาด้วยความยินดี
[3] คำกล่าวนี้เป็นการเปรียบเปรยถึง ความสุขสบายของบุรุษที่มีทั้งอำนาจและหญิงงาม
[4] คำกล่าวนี้หมายความว่า ถึงแม้คู่สามีภรรยาจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพียงวันเดียว ก็ยังคงมีบุญคุณต่อกันถึงร้อยวัน