เช้ามืดวันนั้น เสียงโทรศัพท์ที่แผดร้องปลุกเปรี้ยวขึ้นจากฝันหวาน กลายเป็ข่าวร้ายที่ทำให้โลกทั้งใบพังครืนลงมาในพริบตา
"แม่ประสบอุบัติเหตุสาหัส"
คำพูดนั้นทำให้มือไม้สั่นเทาจนโทรศัพท์ร่วงหล่น เธอรีบกวาดข้าวของใส่กระเป๋าด้วยใบหน้านองน้ำตา โดดขึ้นแท็กซี่มุ่งตรงสู่สถานีรถไฟโดยไม่ทันได้ส่งข่าวบอกใครแม้แต่คนเดียว
ฟ๐หนึ่งสัปดาห์เต็มที่เปรี้ยวจมอยู่กับความมืดมิดในโรงพยาบาลต่างจังหวัด แม่นอนสงบนิ่งอยู่ในห้อง ICU พร้อมสายระโยงระยาง
หมอบอกว่าอาการโคม่าโอกาสรอดริบหรี่ เปรี้ยวใช้ชีวิตอยู่บนเก้าอี้ไม้แข็งๆ หน้าห้องฉุกเฉิน กินข้าวกล่องประทังชีวิตด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่มี จนร่างกายซูบผอมและดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ไม่หยุด
จนกระทั่งบ่ายวันที่เจ็ด...
ขณะที่เปรี้ยวกำลังนั่งกุมมือแม่ที่เย็นชืด น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนผ้าปูเตียง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง
เปรี้ยวเงยหน้าขึ้นมองอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงกำยำของ ไกร ยืนอยู่ตรงนั้น
เขาอยู่ในชุดเชิ้ตที่ดูยับย่นเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มซูบลงและมีรอยคล้ำใต้ตาเหมือนคนไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน ในมือถือถุงพลาสติกใบใหญ่และกระเป๋าเป้ที่อัดแน่นไปด้วยของใช้
“พี่... พี่ไกร... มาได้ยังไงคะ?” เปรี้ยวสะอึกสะอื้นจนตัวโยน
ไกรไม่ตอบคำถามนั้น เขาเดินเข้ามา มือใหญ่ที่เคยหยาบกร้านเช็ดน้ำตาออกจากแก้มตอบของเธออย่างแ่เบาที่สุด
“พี่ถามหาที่อยู่มึงจากนิด... พี่เลยรีบบึ่งรถมาทันที มึงหายไปแบบนี้ ไม่บอกพี่สักคำเลยว่ะเปรี้ยว”
“แต่พี่ต้องเรียน... ต้องซ้อมวง...”
“เื่นั้นช่างมัน!” ไกรตัดบทเสียงหนักแน่น
“มึงสำคัญกว่าทุกอย่าง พี่ลาทุกอย่างมาเพื่ออยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ยอมให้มึงเผชิญหน้ากับเื่นี้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว”
เขาจัดการเปิดถุงอาหาร นำข้าวกล่องร้อนๆ และผลไม้มาวางตรงหน้า พยายามคะยั้นคะยอให้เธอทานเพื่อประทังแรง “กินก่อนนะเปรี้ยว... มึงต้องมีแรงอยู่เพื่อแม่นะ”
หลังจากวันนั้น ไกรก็กลายเป็ "หลักยึด" เดียวในชีวิตของเธอ เขาผลัดเฝ้าแม่กับเธออย่างไม่ย่อท้อ เช้ามืดเขาจะไปหาซื้อของดีๆ มาเตรียมไว้ให้เธอ
บางคืนเขาก็อาสานอนเฝ้าหน้าห้อง ICU บนเก้าอี้ยาวแทนเพื่อให้เปรี้ยวได้กลับไปงีบหลับพักสายตาบ้าง
ทุกครั้งที่เห็นเธอขัดสนเขาก็จะแอบยัดเงินใส่กระเป๋าให้พอดีใช้จ่าย โดยไม่ทำให้เธอรู้สึกอายหรือลำบากใจ
“พี่ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ค่ะ... หนูเกรงใจ” เปรี้ยวพูดพลางมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความซึ้งใจ
ไกรส่ายหน้าช้าๆ มือหนาลูบหัวเธอเบาๆ “พี่อยากทำ... เพราะพี่รักมึง พี่อยากให้มึงรู้ว่าคำว่า ‘จะอยู่ข้างๆ’ ของพี่ มันไม่ใช่แค่ลมปาก พี่จะอยู่ตรงนี้จนกว่าแม่มึงจะฟื้น แล้วเราจะกลับไปเริ่มต้นกันใหม่นะเปรี้ยว”
คำพูดที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นนั้นทำให้เขื่อนน้ำตาของเปรี้ยวพังทลายลงอีกครั้ง เธอโผเข้ากอดอกแกร่งของเขาแน่น ฝังหน้าลงกับไหล่กว้างที่บัดนี้กลายเป็กำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกสำหรับเธอ
“ขอบคุณค่ะพี่ไกร... ขอบคุณที่มาหาหนู”
ไกรโอบกอดร่างบางไว้แน่น ััได้ถึงแรงสั่นะเืจากการสะอื้น “ไม่ต้องขอบคุณ... พี่แค่ทำหน้าที่ของ ‘ผัว’ ที่ดีแค่นั้นเอง”
พายุร้ายผ่านพ้นไป แสงตะวันฉายฉาบลงมาที่หน้าห้อง ICU อีกครั้ง เมื่ออาการของแม่ดีขึ้นจนคุณหมออนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้
เปรี้ยวร้องไห้กอดแม่แน่นด้วยความดีใจที่หยั่งรากลึก ความเหนื่อยล้าตลอดหลายสัปดาห์มลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของบุพการี
เปรี้ยวกลับมาใช้ชีวิตนักศึกษาและนางรำวงดนตรีตามเดิม แต่ครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมกับพลังที่ล้นเหลือ ทุกจังหวะการโยกย้ายสะโพกบนเวทีดูพริ้วไหวและทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เหงื่อที่ไหลย้อยลงตามร่องอกพราวระยับล้อแสงไฟ ทว่าสายตาของเธอในตอนนี้ไม่ได้หลบเลี่ยงหรือหวาดกลัวอีกต่อไป
เธอมักจะส่งยิ้มจางๆ ไปให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกุมไมค์อยู่หน้าเวทีเสมอ
หลังซ้อมเสร็จในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เพื่อนร่วมวงกำลังวุ่นอยู่กับการเก็บสายไฟและอุปกรณ์ เปรี้ยวเดินหลบมุมไปหยิบกล่องข้าวพลาสติกที่เธอตั้งใจเตรียมมาั้แ่เช้ามืด มันคือ "แกงเขียวหวานไก่ใบมะกรูด" สูตรลับฉบับโบราณที่แม่สอนเธอมากับมือ พริกแกงที่โขลกเองจนหอมฟุ้ง เนื้อไก่ที่เคี่ยวจนนุ่มนวลชวนทาน ทุกอย่างถูกบรรจุไว้ด้วยหัวใจ
เปรี้ยวเดินตรงไปหาไกรที่กำลังเก็บสายแคนอยู่มุมสตูดิโอ เธอหยุดยืนตรงหน้าเขา ยื่นกล่องข้าวให้ด้วยมือที่สั่นเทาน้อยๆ ใบหน้าเนียนแดงระเรื่อ
“พี่ไกรคะ... อันนี้หนูทำมาให้พี่ค่ะ” เธอพูดเสียงแ่แต่ชัดเจน “แกงเขียวหวานสูตรที่บ้านหนูเอง... หนูตั้งใจทำมาขอบคุณพี่ที่ช่วยดูแลหนูกับแม่มาตลอด พี่ทำให้หนูไม่ต้องลำบากคนเดียว... ขอบคุณจริงๆ นะคะ”
ไกรชะงักไปครู่ใหญ่ เขาวางสายแคนลงแล้วมองกล่องข้าวในมือเธอสลับกับใบหน้าหวาน ดวงตาที่เคยแดงก่ำดุดันบัดนี้กลับประกายความประทับใจจนปิดไม่มิด
“...ทำมาให้พี่เหรอ?” เสียงเขาห้าวต่ำแต่สั่นเครือด้วยความตื้นตัน
ไกรรับกล่องข้าวมาถือไว้ราวกับมันเป็สมบัติล้ำค่า ทันทีที่เปิดฝาออก กลิ่นหอมกรุ่นของกะทิและสมุนไพรก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เขาหลับตาสูดดมกลิ่นนั้นอย่างหลงใหลก่อนจะเงยหน้ามายิ้มกว้าง... รอยยิ้มที่เปรี้ยวไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือรอยยิ้มของความสุขที่แท้จริง
“หอมชิบหายเลยว่ะ... ขอบคุณนะเปรี้ยว พี่จะกินให้เรียบ ไม่ให้เหลือสักเม็ดเลย”
เปรี้ยวยิ้มจนตาหยี น้ำตาแห่งความสุขรื้นขึ้นมาคลอเบ้า “อร่อยไม่อร่อย พี่ต้องบอกหนูด้วยนะคะ”
“อร่อยแน่นอน... ก็มึงทำเองกับมือนี่หว่า” ไกรเอ่ยพลางเอื้อมมือมาลูบหัวเธออย่างแ่เบา ััที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้กลายเป็ความอบอุ่นที่ชโลมใจ
ไกรเก็บกล่องข้าวใส่เป้อย่างถะนุถนอม ก่อนจะหันมามองสบตาเธอด้วยแววตาที่จริงจัง “พรุ่งนี้พี่ไปส่งมึงเรียนนะ... แล้วถ้าว่าง พี่อยากชวนมึงไปกินข้าวด้วยกันสองคน พี่จะรอจนกว่ามึงจะพร้อมนะเปรี้ยว”
เปรี้ยวพยักหน้า ยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ค่ะพี่... หนูพร้อมแล้วค่ะ”
ไกรบีบมือเธอเบาๆ เป็การให้คำมั่นสัญญา
ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันออกจากสตูดิโอไปช้าๆ ท่ามกลางสายตาแซวๆ ของเพื่อนร่วมวงที่เริ่มััได้ถึงกลิ่นอายความรักที่ตลบอบอวลไปทั่วห้อง
แต่ในนาทีนี้ เปรี้ยวไม่แคร์สายตาใครอีกแล้ว เพราะเธอรู้ดีว่าต่อจากนี้ไป... เธอจะมีผู้ชายคนนี้เดินเคียงข้างไปตลอดกาล
ขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยกลิ่นความรักและแกงเขียวหวานสูตรโบราณ
แปะๆ ....
เสียงปรบมือแปะๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องซ้อม พร้อมกับร่างของ โอ๊ต ที่เดินกอดอกแสยะยิ้มเข้ามาหาทั้งคู่
สายตาของเขาจ้องมองกล่องข้าวในมือไกรด้วยความเหยียดหยามอย่างปิดไม่มิด
“แหม่... กลิ่นแกงเขียวหวานรุนแรงจนนึกว่าอยู่ในครัวหลังร้านอาหารตามสั่งเลยว่ะ” โอ๊ตพ่นลมหายใจออกทางจมูกพลางหัวเราะหึๆ
“ไม่นึกเลยนะเปรี้ยว ว่าเสน่ห์ปลายจวักของน้องจะเอามาใช้มัดใจ ‘ไอ้ขี้คุก’ ที่เพิ่งอัปเกรดตัวเองมาขับรถเบนซ์แบบนี้”
ไกรชะงัก รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นจางหายไปทันที เขากระชับสายเป้ที่ใส่กล่องข้าวไว้แน่น แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับมาแข็งกร้าวและแดงก่ำด้วยรังสีอำมหิตอีกครั้ง
“มึงมีปัญหาอะไรกับแกงกล่องนี้เหรอโอ๊ต?” ไกรเอ่ยเสียงต่ำเย็นเยียบ
“หรือมึงอิจฉาที่ไม่มีใครทำมาให้มึงกิน... แม้แต่คนเดียว”
โอ๊ตหน้าตึงไปวูบหนึ่งก่อนจะแสร้งทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อน “อิจฉาเหรอ? ฮ่าๆๆ คนอย่างกูเนี่ยนะจะอิจฉามึง? กูแค่สงสารน้องเปรี้ยวว่ะ ที่ต้องมาเสียเวลาประคบประหงมคนอย่างมึง... นี่เปรี้ยว รู้มั้ยว่ารถเบนซ์คันที่มันขับมาอวดเนี่ย มันอาจจะเป็ของที่มัน ‘ขโมย’ เขามา หรือไม่ก็เงินสกปรกจากงานเก่าๆ ของมันก็ได้นะ ใครจะไปรู้... ประวัติเสียขนาดนี้ ใครเขาจะเชื่อว่ารวยจริง”
เปรี้ยวกำหมัดแน่น เธอขยับไปยืนข้างไกรโดยไม่ลังเล “พี่โอ๊ตคะ... ถ้าพี่ไม่มีอะไรจะพูดที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ พี่เงียบไปเลยจะดีกว่าค่ะ พี่ไกรเขาจะรวยหรือจน จะขับรถอะไร มันก็เื่ของเขา และที่สำคัญ... เขาดูแลหนูได้ดีกว่า ‘สุภาพบุรุษจอมปลอม’ บางคนแถวนี้เยอะ!”
โอ๊ตหน้าถอดสีทันทีที่โดนเปรี้ยวตอกกลับหน้าหงาย เขาชี้นิ้วมาทางเปรี้ยวด้วยความแค้นจัด
“นี่น้องปกป้องมันเหรอ?! น้องลืมไปแล้วเหรอว่ามันเคยทำอะไรไว้กับคนชื่อดาว! มันเห็นน้องเป็แค่หุ่นเชิด เป็แค่ตัวแทนของเมียที่ตายไปแล้วของมัน มึงมันโง่เปรี้ยว! มึงกำลังเดินเข้าหากองไฟ!”
“มึงหุบปากได้ยัง?”
ไกรก้าวเท้าเข้าไปหาโอ๊ตเพียงก้าวเดียว แต่แรงกดดันมหาศาลทำให้โอ๊ตเผลอก้าวถอยหลังไปชนกับขาตั้งไมค์
ไกรจ้องลึกเข้าไปในตาของโอ๊ตด้วยสายตาที่พร้อมจะขยี้คนตรงหน้าให้แหลกคามือ
“มึงจะด่ากูยังไงก็ได้โอ๊ต... แต่ถ้ามึงยังปากเสียใส่เปรี้ยว หรือเอาเื่คนตายมาพูดเล่นอีกแม้แต่คำเดียว กูสัญญาเลยว่าเบนซ์คันที่มึงว่ามันสกปรกเนี่ย... กูจะใช้มันลากมึงไปลงนรกเอง”
เสียงของไกรนิ่งและเยือกเย็นจนคนรอบข้างที่เหลืออยู่ถึงกับขนลุกซู่ โอ๊ตยืนตัวสั่นด้วยความโกรธที่ปนความกลัว เขาทำได้เพียงกัดฟันกรอดแล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปพร้อมคำทิ้งท้ายพร่าๆ
“เออ! พวกมึงจำไว้เหอะ! วันไหนความจริงเปิดเผย อย่ามาซมซานหาคนช่วยแล้วกัน!”
เมื่อโอ๊ตเดินพ้นไป บรรยากาศที่ตึงเครียดก็ค่อยๆ คลายลง ไกรถอนหายใจยาวๆ แล้วหันมาหาเปรี้ยว แววตาของเขามีความกังวลวูบหนึ่ง
“มึง... มึงเชื่อที่มันพูดมั้ยเปรี้ยว?”
เปรี้ยวมองหน้าเขา สองมือเล็กๆ เอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น “หนูเชื่อในสิ่งที่พี่ทำให้หนูค่ะพี่ไกร... อดีตจะเป็ยังไงหนูไม่สน แต่ตอนนี้... พี่คือพี่ไกรของหนูคนเดียว”
ไกรยิ้มออกมาได้อีกครั้ง เขาบีบมือเธอตอบเบาๆ “ขอบคุณนะเปรี้ยว... พี่จะรีบกลับไปกินแกงเขียวหวานของมึงให้เกลี้ยงเลย”