"ใครกันหรือ?"
ยามท่านตาอวิ๋นเห็นว่าเป็สามพี่น้องตระกูลอวิ๋นก็เอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างเบิกบานว่า "เด็ก ๆ บ้านเม่าซานนี่เอง มา ๆ รีบมา บนเกวียนยังมีที่นั่งพอดี"
ทั้งสามคนช่วยกันยกชะลอมขึ้นเกวียนวัว แล้วหาที่นั่งลงเรียบร้อย ฟังเสียงพวกหญิงชาวบ้านพูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง และคอยหลบเลี่ยงไม่ตอบคำถามซักไซ้จากพวกชอบยุ่งเื่ผู้อื่น กระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้อัศดง ทั้งสามคนก็เดินทางกลับมาถึงในหมู่บ้าน
ท่านตาอวิ๋นเห็นว่าชะลอมบนหลังของพวกเขาค่อนข้างหนักอึ้ง จึงรอจนคนอื่น ๆ ลงจากเกวียนหมดแล้ว ก็ช่วยต้อนเกวียนวัวมาส่งสามพี่น้องถึงหน้าประตูเรือนใหญ่
ก่อนจากไป อวิ๋นเฉิงหลิ่งควักเหรียญทองแดงหกอีแปะยื่นส่งให้ท่านตาอวิ๋น "ท่านตา นี่คือค่าเกวียนของพวกเรา ท่านลองนับดูขอรับ"
ท่านตาอวิ๋นเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า "เ้าหนู ให้แค่ห้าอีแปะก็พอแล้ว" พูดจบก็ยื่นเหรียญทองแดงคืนมาหนึ่งอีแปะ ไม่ยอมรับเงินเกินมาหนึ่งอีแปะนี้อย่างเด็ดขาด จากนั้นก็ต้อนเกวียนวัวเดินทางกลับบ้านไป
"เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านตาอวิ๋นมากขอรับ!" อวิ๋นเฉิงหลิ่งะโขอบคุณเสียงดังไปทางทิศทางที่เกวียนวัวเคลื่อนห่างออกไป
เฉินซื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวหน้าประตูเรือนจึงเดินออกมาต้อนรับ ยื่นมือไปช่วยอวิ๋นเฉิงเฟิงยกชะลอม ทว่าพอยกดู กลับยกไม่ขึ้นเสียอย่างนั้น
นางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "พวกเ้าซื้ออันใดมาหรือ? เหตุใดจึงหนักถึงเพียงนี้"
"ท่านแม่ พวกเราเข้าเรือนค่อยคุยกันเถิดเ้าค่ะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วดึงแขนของเฉินซื่อพลางเอ่ยออเซาะ "วันนี้พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมากจริง ๆ เ้าค่ะ"
"ได้ ๆ ๆ พวกเราเข้าเรือนกันก่อน"
เฉินซื่อใช้ชายเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของอวิ๋นเฉิงซิ่ว
"หิวมากแล้วใช่หรือไม่? แม่ทำอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ไปล้างมือแล้วกินข้าวก่อนเถอะ"
"ท่านแม่ ไม่ต้องรีบร้อนกินข้าวหรอกเ้าค่ะ ข้าพาไปดูของดีพวกนี้ก่อน"
อวิ๋นเฉิงซิ่วดึงชายเสื้อของเฉินซื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัก ส่วนอวิ๋นเฉิงหลิ่งและอวิ๋นเฉิงเฟิงแบกชะลอมเดินเข้าเรือนมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ ช่วยกันขนเข้าเรือนหลักอย่างยากลำบาก
อวิ๋นเม่าซานเดินเซไปเซมาออกมาจากห้องด้านในก็นั่งลงข้างโต๊ะ เขาเองก็ห่วงใยเื่วันนี้ว่าโสมคนจะขายได้หรือไม่ และขายได้เงินเท่าไรเช่นกัน
อวิ๋นเฉิงเฟิงนำของที่จัดซื้อมาหยิบออกมาจากชะลอมทีละชิ้น ยามเห็นข้าวแป้งและผ้าผ่อนมากมายถึงเพียงนี้ สองสามีภรรยาตระกูลอวิ๋นก็ตกตะลึงจนตาค้าง พออวิ๋นเฉิงหลิ่งหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และกระดาษป่านเหลืองมัดใหญ่ออกมา ทั้งสองคนก็อ้าปากค้างไปเสียแล้ว
อวิ๋นเฉิงซิ่วควักตั๋วเงินไม่กี่ฉบับนั้นออกมาจากอกเสื้อ รวมกับเงินตำลึงย่อยและเหรียญทองแดงที่อวิ๋นเฉิงเฟิงหยิบออกมาจากส่วนลึกที่สุดของชะลอม รวมถึงก้อนเงินทางการที่เด็กหนุ่มมอบให้ นำมาวางเรียงรายไว้บนโต๊ะพร้อมกัน
เฉินซื่อหยิบตั๋วเงินขึ้นมานับ แล้วเอ่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองว่า "เยอะถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
อวิ๋นเฉิงหลิ่งเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่ ทั้งหมดนี้เป็เพราะน้องเล็กถึงหาเงินมาได้มากขนาดนี้ขอรับ"
"จริงหรือ?" เฉินซื่อไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
ยามปกติลูกสาวของตนเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ทว่าเื่หาเงินเก่งกาจขนาดนี้นางกลับยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน
"ท่านแม่ ท่านฟังข้านะ..." อวิ๋นเฉิงเฟิงเปิดฉากเล่าเื่ราวเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้ให้ทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติ คิ้วยกตาตื่นเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวา
ยามได้ยินว่าอวิ๋นเฉิงซิ่วเสนอราคาขายโสมคนในร้านหย่งเหรินถังถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง แล้วเถ้าแก่ร้านขายยายอมตกลง ตอนนั้นอวิ๋นเม่าซานและเฉินซื่อต่างก็สูดหายใจเข้าลึกด้วยความใ สองสามีภรรยาสบตากัน ลูกสาวช่างเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องโดยแท้
ยามได้ยินว่าตรงหน้าร้านขายข้าว อวิ๋นเฉิงซิ่วถูกคนชนจนล้มไป เฉินซื่อก็รีบดึงตัวนางมาตรวจดูั้แ่หัวจรดเท้าทันที
"ซิ่วเอ๋อร์ าเ็ตรงไหนหรือไม่? เจ็บตรงไหน รีบบอกแม่เร็วเข้า!"
ส่วนอวิ๋นเม่าซานหรี่ตามองลูกชายทั้งสองคนอย่างไม่พอใจ
"ดีจริงเชียว คนเป็พี่ชายสองคนกลับปกป้องน้องสาวไม่ได้ เลี้ยงพวกเ้าไว้จะมีประโยชน์อันใด!"
อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบออกมาชี้แจง ยิ้มเอ่ยว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ ไม่ได้าเ็อันใด พวกพี่ชายคอยปกป้องข้าอยู่เ้าค่ะ"
"เหอะ! นั่นเป็สิ่งที่พวกเขาควรทำอยู่แล้ว" อวิ๋นเม่าซานยังคงมีโทสะอยู่อีก
อวิ๋นเฉิงหลิ่งและอวิ๋นเฉิงเฟิงสองคนยืนกุมมือสงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ เลียนแบบกิริยาเด็กดีที่เชื่อฟังสงบเรียบร้อยราวกับไก่จำศีล
อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นแล้วรู้สึกขำกิริยาของพวกเขา จึงก้าวไปโอบแขนอวิ๋นเม่าซานแล้วโยกเบา ๆ เอ่ยเสียงแ่ว่า "ท่านพ่อ วันนี้โชคดีที่มีพี่ใหญ่และพี่รองไปด้วยกันนะเ้าคะ มิเช่นนั้นของมากมายขนาดนี้ ซิ่วเอ๋อร์จะขนกลับมาได้อย่างไรกัน"
พูดจบในใจตนเองก็รู้สึกขนลุกซู่ เพราะถึงอย่างไรเสียเนื้อแท้ก็เป็ผู้ใหญ่แล้ว ทำกิริยาออดอ้อนกระเซ้าเย้าหยอกแบบเด็ก ๆ ไม่ออกจริง ๆ
"เหอะ!" อวิ๋นเม่าซานพ่นลมหายใจออกจากจมูกอีกรอบ "พวกเขาก็มีประโยชน์แค่นี้แหละ"
สองพี่น้องสบตากันยิ้มขื่น ๆ ทำตัวสงบนิ่งเป็นกกระทาต่อไป
เฉินซื่อเห็นดังนั้นจึงรีบออกมาช่วยคลี่คลายบรรยากาศ นางตบไหล่อวิ๋นเฉิงเฟิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "หลังจากนั้นเล่า? แม่เห็นว่ายังซื้อพู่กันและกระดาษมาอีกเยอะแยะ"
"อ้อ กระดาษมัดใหญ่นี้ คือน้องเล็กเอ่ยถามซื้อกระดาษราคาถูกมาจากเถ้าแก่ร้านตำราขอรับ ทั้งเหนียวและทนทาน ใช้งานได้ดีกว่ากระดาษฟางที่บ้านเยอะ ใช่หรือไม่ขอรับพี่ใหญ่"
อวิ๋นเฉิงเฟิงกลัวว่าตนเองจะเอ่ยเล่าได้ไม่ชัดเจน จึงกระตุกชายเสื้อของอวิ๋นเฉิงหลิ่ง ส่งสัญญาณให้เขาช่วยเอ่ยต่อทันที