พอหัวค่ำวันถัดมา ผมก็บอกกับที่บ้านว่าวันนี้อาจจะกลับดึกหน่อยไม่ต้องรอ ให้นอนกันไปก่อนเลย ผมจะไปบ้านเพื่อนที่ตัวอำเภอ พอไปถึงบ้านน้องมิ้น น้องมารับผมที่หน้าบ้าน พอผมเดินเข้าไปในบ้าน พ่อแม่ก็กำลังนั่งดูทีวีอยู่ ผมแอบใอยู่นิดหน่อย ไม่คิดว่าพ่อแม่จะอยู่บ้าน นึกว่าไม่มีใครอยู่น้องเลยชวนผมมาบ้าน (จบกันที่คิดไว้ว่าจะมีกิจกรรมต่อหลังดูดาว) ผมก็ยกมือสวัสดีพ่อแม่น้องไปและนั่งพูดคุยอยู่กับพวกท่านซักหน่อย บอกวัตถุประสงค์ในการมาวันนี้ไป ซักพักน้องมิ้นก็เรียกให้ผมขึ้นไปบนระเบียงบ้าน แล้วผมก็ตามน้องขึ้นไป
ระเบียงบ้านน้องมิ้นเป็ระเบียงยืนจากหลังบ้านชั้นสอง มีพื้นที่เยอะพอสมควร น้องได้เตรียมโต๊ะและเก้าอี้ที่สามารถเอนนอนได้ไว้แล้วสองตัวสำหรับเราทั้งคู่ แล้วก็เชิญผมไปนั่งด้วยท่าทางภูมิใจ (ว่าตนเองได้เตรียมสถานที่ไว้พร้อมสำหรับการดูดาวคืนนี้แล้วอย่างดี) พวกเราก็ไปนั่งกัน
ตอนนี้เป็เวลาสองทุ่มนิดๆ แสงจากรอบข้างก็ยังคงเยอะอยู่ พวกเราก็นั่งดูท้องฟ้ากันไปเรื่อยๆ ผมก็เล่าความเป็มาของฝนดาวตกในวันนี้ให้น้องฟัง อยู่ในกลุ่มอีตาคนแบกหม้อน้ำ ชั่วโมงนึงจะเห็นประมาณ 40-60 ดวง แต่แสงจันทร์อ่อนๆ แบบนี้ เห็นซัก 30 ดวงก็ถือว่าควรดีใจมากแล้ว
น้องมิ้นก็ตั้งใจดูและตั้งใจฟังตามที่ผมอธิบายมากๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ใจผมมันแอบเกเรไปแล้ว พลันไปนึกถึงเหตุการณ์ดูดาวด้วยกันครั้งล่าสุดที่บ้านสวน และเมื่อวานที่ศาลากลางสายฝน เลยเพลอไปจับมือน้องมากุมไว้ แล้วจะโน้มตัวเข้าไปหอมแก้ม แต่พลันได้ยินเสียงประตูเปิดจึงต้องรีบผละออกก่อน
ปรากฏว่าแม่เอาของว่างมาให้ แล้วก็ถามพวกเราว่า เป็ยังไงกันบ้างเห็นกันไหม ผมก็ต้องตอบต้องอธิบายตามหลักวิชาการให้แม่ฟังแก้เขินไป (เกือบไปแล้ว) แม่ก็ยืนดูกับพวกเราอยู่พักนึง พอได้เห็นดวงสองดวงแล้วแม่ก็ขอตัวลงไปดูละครต่อ ผมกับน้องมิ้นก็เลยได้อยู่กันตามลำพังเช่นเดิมอีกครั้ง
ผ่านไปซักพัก ไฟตามบ้านเรือนรอบๆ เริ่มดับลง พวกเราเริ่มได้เห็นท้องฟ้าชัดเจนขึ้น ได้มองเห็นดาวตกถี่ขึ้นๆ พวกเราได้เห็นพร้อมกันและได้อธิฐานร่วมกันอย่างสนุกสนาน พอยืนข้างๆ กันใกล้ๆ แบบนี้แล้ว ผมก็เผลอตัวจะเข้าไปหอมแก้มหรือไปคลอเคลียน้องทุกที จนน้องต้องคอนตีคอยห้ามผมบอกว่าตอนนี้อยู่บ้านนะ พ่อแม่จะเห็นเอา ผมเลยได้สติแล้วเอามือลูบหัวแก้เขินเป็พักๆ ไป
จนเวลาล่วงเลยถึง 4 ทุ่มกว่าๆ ละครน่าจะจบ แม่ก็เดินขึ้นมาหาแล้วถามพวกเราว่าจะเลิกดูกันตอนไหน แล้วผมจะกลับบ้านไหมหรือจะไปนอนที่ไหน หรือจะค้างที่นี่ แม่จะได้เตรียมที่นอนให้ ผมก็เกรงใจและกลัวใจตัวเองเลยยืนยันกับแม่ไปว่าจะขอกลับบ้าน อ้างเหตุผลไปว่าได้บอกที่บ้านไปแล้วว่าจะกลับ จากนั้นไม่นานพวกเราเลยช่วยกันเก็บของเข้าบ้านกัน แล้วผมก็ขอตัวทุกคนกลับบ้านไปแบบอารมณ์ค้างๆ คาๆ
ผ่านไปสองวัน ฟางได้โทรมานัดผมให้ไปเจอกันที่ขอนแก่น ผมคิดว่าเธอคงจะอยากนัดเจอกันอีกครั้งก่อนผมจะไปกรุงเทพแล้วอยู่ยาวเป็แน่ เพราะผมเคยบอกเธอไปว่าผมต้องกลับเข้ากรุงเทพเพื่อไปทำเื่มอบตัวในวันที่ 13 พฤษภาคม และวันนี้ก็วันที่ 8 แล้ว ‘เธอคงคิดถึงผมแหล่ะ…’ ผมคิดเข้าข้างตัวเองสุดๆ พอผมไปถึงขอนแก่น คราวนี้เธอกลับไม่รอผมที่ บขส. แต่นัดไปเจอกันที่สวนสาธารณะริมบึงแก่นนครแทน ผมก็แอบดีใจ คิดว่าเธอคงจะมีเซอร์ไพรส์อะไรให้ผมแน่ๆ
พอผมนั่งรถสองแถวไปถึง ผมเดินไปหาฟางยังจุดที่เธอได้แจ้งที่อยู่ไว้ พอเดินไปถึงพบว่าเธอหันหลังกำลังมองไปที่บึงแก่นฯ อยู่ ใส่เสื้อสีขาวกางเกงขาสั้น ดูแล้วน่ารักดี ผมเลยค่อยๆ ย่องเข้าไปเพื่อจะกอดเธอจากด้านหลังให้เธอใเล่นๆ
ขณะที่ผมกำลังจะถึงตัวเธอ เธอกลับหันมาด้วยสีหน้าที่โกรธเหมือนจะกินเืกินเนื้อผม ตาแดงก่ำจ้องเขม็งมาที่ผม แล้วพุ่งเข้ามาเหมือนจะตบหน้าผม ด้วยความใผม ผมทำอะไรไม่ถูกจึงทำได้เพียงแค่หลับตา แต่แทนที่ผมจะรู้สึกเจ็บที่ใบหน้า ผมกลับเจ็บที่หน้าอกฝั่งซ้ายแทน ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง จึงพบว่า ฟางกำลังร้องไห้และใช้มือทุบที่หน้าอกผมอยู่ พร้อมพูดกับผมว่า
“ทำไม... ทำไม... ทำไมแทน...ถึงทำกับเค้าได้ลงคอ...” เธอพูดพร้อมกับร้องให้และตีผมไม่หยุด
ผมไม่ต้องถามอะไรให้มากความแล้ว เพราะผมคิดว่า เธอต้องรู้อะไรมาแล้วแน่ๆ แล้วผมต้องทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ ผมคิดอะไรไม่ออกเลย ความเ้าแผนการของผมก่อนหน้านี้หายไปหมด ผมได้แต่ยืนอึ้งและเ็ปพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมา และทำได้เพียงแต่พูดเบาๆ ออกไปว่า
“ฟาง... เราขอโทษ...”
“เมื่อไหร่... ั้แ่เมื่อไหร่เหรอแทน นี่เค้าเป็คนโง่ที่โดนสวมเขามาตลอดเหรอ...” เธอถามในสิ่งที่ผมไม่รู้จะตอบเธอยังไงดี คำถามนี้ของเธอมันกระแทกใจผมมาก ผมจุกจนแทบจะทรุดตัวคุกเข่าลงไปนั่งต่อหน้าเธอ
“กี่ครั้งแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา แทนโกหก หลอกลวงเค้ามากี่ครั้งแล้ว... แทนเคยจริงใจกับเค้าบ้างไหม” เธอใส่มาเป็ชุด ต่อหน้าผมที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ฟาง... เราขอโทษ เราขอโทษ เราขอโทษนะ เราผิดไปแล้วจริงๆ...” ผมก็ยังคงย้ำคำพูดเดิมเช่นนั้น ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอย่างอื่นได้เลย
“แทน... เราเลิกกันนะ ต่อจากนี้ไป พวกเราจบกัน ไม่ต้องมารู้จักกันอีก ที่ผ่านมาเค้าจะถือว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา... และเค้าก็จะลบแทนออกไปจากชีวิตและความทรงจำทั้งหมดของเค้านับจากวันนี้ไป” เธอพูดตัดขาดกับผมอย่างเด็ดเดี่ยว (ก็สมกับเป็เธอแล้ว เธอเป็คนเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ผมก็รู้ดีแท้ๆ)
ผมยังสับสนและรับไม่ได้ พยายามจะเข้าไปกอดฟาง แต่กลับมีมือใครไม่รู้มาจับไหล่ผมไว้ พอผมกำลังจะหันไปดู ผมกลับถูกชกหน้าอย่างจัง จนล้มลงไปนั่งกับพื้น พร้อมถูกตะคอกใส่เสียงดังว่า
“พอแล้ว.. มึงไม่ต้องมายุ่งกับฟางอีก ต่อไปอย่าให้กูเห็นหน้ามึงอีก ถ้ากูรู้ว่ามึงยังมาวุ่นวายอยู่ กูเอามึงตายแน่...”
ผมมองดูคนที่ชกหน้าผม เป็ผู้ชายผิวสีแทน สูงโปร่ง ซึ่งผมเคยเห็นเขามาก่อน พวกเราเรียน รด. อยู่ชั้นปีเดียวกัน ซึ่งแสดงว่าเขารู้เื่ผมกับฟางมาพอสมควรแล้ว (ตอนไปภาคสนามผมกับฟางกอดกันอย่างโจ่งแจ้งขนาดนั้น) ผมเลยหันไปหาฟาง กำลังจะเอ่ยปาก
“ฟาง... นี่...”
“พอเลย มึงไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฟางไม่ใช่มึงนะ ไอ้xxx กูกับฟางเราเป็แค่เพื่อนกัน ไม่ทำตัวเป็สัตว์เหมือนอย่างมึงหรอก กูขออีกซักทีดีไหมนะ...”
ชายคนนั้นรีบพูดสวนมาก่อนผมจะได้เอ่ยปากออกไปทั้งหมด และทำท่าจะปรี่เข้ามาต่อยผมอีกรอบ แต่ฟางก็ห้ามเอาไว้ก่อน แล้วชายคนนั้นก็รีบพาฟางที่กำลังร้องไห้อยู่นั้นเดินจากไป
ผมทำได้เพียงแต่มองตามหลังฟางไปด้วยความเ็ป จริงๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจจะสื่ออะไรไปแบบนั้นเลย แต่แค่พูดอะไรไม่ออกเอง ที่โดนต่อว่าและโดนชกหน้าไป ผมก็สมควรจะได้รับมันแล้ว ไม่มีหน้าไปทำหรือพูดอะไรได้อีก หลังจากฟางไปจนพ้นสายตาแล้ว ผมก็ลุกขึ้นมานั่งที่ม้านั่งที่อยู่แถวนั้น
ผมนั่งร้องไห้แบบไม่อายใครเลย เสียใจและเ็ปใจสุดๆ ไม่อยากเสียฟางไปเลย ที่ผ่านมาผมมีความสุขมากๆ เวลาได้อยู่กับเธอ ฟางเป็ผู้หญิงที่ดีมากๆ เข้าอกเข้าใจผมไปทุกอย่าง ทำเพื่อผมมาก็มาก ผมยังเคยคาดหวังว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับฟางเลย แต่มันจบลงแล้ว มันพังทลายแล้ว... เพราะตัวผมเองแท้ๆ เพราะความคิดง่ายๆ ตื้นเขินไปและความอยากที่ไม่รู้จักหักห้ามใจของผม...
ผมนั่งรถบัสกลับบ้านด้วยสภาพหมดอาลัยตายอยาก กลับถึงบ้านก็ขังตัวเองอยู่ในห้องแทบไม่ออกไปไหน จนที่บ้านมาเคาะให้ออกไปกินข้าวตั้งหลายรอบแต่ผมก็ไม่ออกไป ได้แต่บอกว่าง่วงนอนและอิ่มแล้ว จนเพื่อนผมที่เรียน รด. ด้วยกันโทรเข้ามา (ปกติมันจะไม่โทรมา คิดว่าน่าจะเป็เื่ฟางแน่ๆ ผมเลยรับ)
“ฮัลโหล แทน มึงซวยแล้วหว่ะ... ฟางน่าจะรู้เื่มึงกับน้องมิ้นแล้ว มึงต้องพยายามอธิบายดีๆ นะเว้ย...” เพื่อนมันรีบเตือน
“เออ... ไม่ทันแล้ว กูโดนฟางบอกเลิกแล้ว... กำลังนั่งเ็ปอยู่นี่แหล่ะ...” ผมตอบกลับไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“อ้าว ทำไมเร็วจังวะ เมื่อวานกูเพิ่งได้ข่าวมาว่าฟางโทรมาสืบเื่มึงกับน้องมิ้นจากน้อง รด. ปี 2 (น้อง ม.5) โรงเรียนเรา แล้วน้องมันก็ดันบอกความสัมพันธ์ของมึงกับน้องมิ้นไป น่าโดนต่อยจริงๆ ไอ้น้องบ้านี่ แล้วนี่ฟางไประแคะระคายมึงตอนไหนวะ ถึงมาสืบแบบนี้” เพื่อนเริ่มบอกที่มาของปัญหาและถามกลับ
“กูพลาดเองว่ะ โทษโครไม่ได้... อย่าไปว่าน้องมันเลย” ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด บอกขอบคุณเพื่อนที่อุตส่าห์โทรมาเตือน แล้วก็วางสายกับเพื่อนไป
……….>> ทะนุถนอม…