ตอนที่สิบสี่ เหล่าเด็กมีปัญหา
ผมไม่ใช่คนใจดีแบบนั้น จึงคิดว่าหลีกเลี่ยงได้จะดีกว่า
ผมได้เตรียมอ่านบทความหนังสือ เตรียมอ่านข้อสอบเก่า ประวัติศาสตร์ต่างๆ ย้อนหลังสิบปีที่จะสอบ
ผมจำได้ว่าวิลโล เพื่อนนางเอกที่เป้นแม่มดนั้นใช้วิธีค่อยๆแปลเอกสารโบราณ
ผมกะว่าวิธีนั้นมันช้าไป
ผมกะจะก็อปปี้ วิธีของแวมไพร์เอลเดอร์ แวมไพร์ระดับสูงที่พยายามจะปลุกราชินีแวมไพร์ด้วยพิธีกรรมลับ
โดยการใช้คอมพิวเตอร์ถอดรหัสภาษาแทนที่จะนั่งแปลเอง
นั่นน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
ยุคนี้นี่สุดๆจริงๆ คำว่าคอมพิวเตอร์ทำได้หมดทุกอย่างตั้งแต่กักขังปีศาจในคอมพิวเตอร์ไปจนถึงเดินทางไปต่างมิติก็ด้วยคอมพิวเตอร์ สร้างโครงสร้างข่ายเวทย์ด้วยคอมพิวเตอร์ วิญญาณหลุดไปในมิติของคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
แต่ผมเริ่มจากพื้นฐานก่อนโดยการศึกษาคอมพิวเตอร์พื้นฐานและประวัติศาสตร์ภาษาต่างๆของโลกเพื่อจะได้สร้างไอ้เครื่องแปลภาษาโบราณโกงๆแบบแวมไพร์เอลเดอร์นั้นได้และยังเป็นการทบทวนแนวข้อสอบและประวัติศาสตร์ของโลกนี้ด้วยเลย
ซึ่งพฤติกรรมที่เลโอนาร์ดอ่านหนังสือ และจดโน้ตกับพิมพ์คอมพิวเตอร์ไปด้วย นั้นจะน่าประหลาดสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่น่าประหลาดกับคนอย่างเลโอนาร์ดเลยแม้แต่นิดเดียว
ด้วยเหตุผลเดียวกับเฮอร์ไมโอนี่ผมสามารถแกตัวด้วยคำกล่าวที่ว่า”
พวกเรามีเวลาติวอีกแค่ไม่ถึงแปดสัปดาห์จนกว่าจะมิดเทอมแล้วนะ”
ก็จะแก้ตัวต่อคนที่อาจจะสงสัยการกระทำของผมที่อาจจะแปลกไปจากเลโอนาร์ด
น่าเสียดาย ที่ในห้องสมุด มีแต่คนที่คุ้นหน้าเลโอนาร์ดและไม่มีคนสงสัยที่จะถามเขาเลยแม้แต่น้อย
แถมเลโอนาร์ดมีที่นั่งประจำที่ที่พวกเนิร์ดด้วยกันยกเว้นไว้ให้อีกต่างหาก
หือแม้แต่พวกเนิร์ดก็มีตำแหน่งกันด้วยสินะ?
หมายความว่าทางเทคนิค เลโอนาร์ดก็นับว่าเป็นที่นับถือในกลุ่มของเนิร์ดงั้นหรือนี่?
“วะ วันนี้ชั้นเห็นลินดาพูดกับนายด้วย ยะ เยี่ยมไปเลยเพื่อน” แอนดรูกล่าวอย่างตะกุก ตะกัก
ไอ้คุยกันด้วยที่ว่าน่ะ เธอช่วยพยุงผมขึ้นจากถังขยะ จากการกระทำของเจ้าบิฟ แฟนของเธอนะ
ไม่ได้เป็นการพบปะที่ควรจะมาภูมิใจเลยแต่พวกนี้ก็ทำกับผมเหมือนเป็นฮีโร่ของกลุ่ม
ทั้งที่ความจริงพวกนี้นั่นล่ะ คือคนที่จะผลิตพวกอาวุธมหาประลัยทั้งหลายที่ผมเคยว่าไว้ในอนาคต แอนดรูคิดปืนเลเซอร์น้ำแข็ง ส่วนแฮงก์นั้นผลิตเครื่องล้างสมองได้
คิดอีกทีถ้าโครงการผลิตซูเปอร์โซลเยอร์มีเจ้าแฮงก์ผลิตไมโครชิปควบคุมสมองให้
โครงการซุปเปอร์โซลเยอร์อดัมก็คงประสบความสำเร็จไปแล้ว นับเป็นตัวอย่างของความสามัคคีนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างหนึ่ง
ว่าความสามารถเรานั้นเก่งคนละอย่าง
แต่ถ้าเราร่วมมือกันก็จะทำสิ่งที่พวกเราคนเดียวไม่สามารถกระทำได้
แต่น่าเสียดายดร.ที่คุมโครงการไม่ยอมจ้างเจ้าแฮ็งก์หรือเรียกว่าเจอแล้วก็ยังดูถูกหาว่าเป็นเด็กไร้สาระ
หรือจ้างแอนดรู ซูเปอร์โซลเยอร์อดัมก็อาจโดนแช่งแข็งไปแล้วในตอนที่พยายามจะอาละวาดหลุดจากห้องทดลอง
แต่ก็นั่นล่ะ ไม่มีประโยชน์ในการที่จะคิดถึงสิ่งสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าพวกเราร่วมมือกัน
เราทำได้แค่อยู่กับความจริงตรงหน้า
ที่ทั้งสองคนนี้ มองผมด้วยสายตาชื่นชม
พวกนี้มักมองเลโอนาร์ดราวกับเป็นฮีโร่ของกลุ่มพวกเขา ผมไม่เคยคิดในแง่นั้นมาก่อนเลยแฮะ
“นายสู้กับบิฟได้เยี่ยมมากเพิ่อน ขัดขืนได้ตั้งสามวินาทีแน่ะ” แฮงก์กล่าวอย่างชื่นชมผมที่พยายามจะดิ้นไม่ให้บิฟโยนผมใส่ถังขยะ
หากคนอื่นพูดอาจจะเป็นการกล่าวประชด ทำลายขวัญกำลังใจ แต่แววตาและน้ำเสียงของพวกเขา ทำให้แม้แต่ผมที่เป็นคนมองในแง่ร้ายยังมองไม่ได้ว่าพวกเขาจะตั้งใจประชดประชันผม แต่ชื่นชมจากหัวใจจริงๆ ซึ่งนั้นทำให้ผมรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
แม้การคุยกับพวกเขาอาจจะหดหู่นิดๆ แต่ผมไม่คิดจะเลิกคบกับพวกเขาเพราะผมไม่อยากตกเป็นเหยื่อปืนเลเซอร์น้ำแข็งหรือระเบิดเสียงที่ทำลายแก้วหูและกระจกทั้งตึกได้
มีบันทึกอย่างเป็นทางการว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เด็กที่เอาปืนมายิงคนในโรงเรียน จะไว้ชีวิตคนไม่กี่คนที่เคยทำดีต่อพวกเขา อย่างที่เห็นจากหนังโจ๊กเกอร์ด้วย
ผมเลยพยายามช่วยเหลือพวกเขาทำการบ้านในห้องสมุดตามปรกติ
อันเป็นการช่วยให้ผมฝึกสมองและสร้างสมการต่างๆของความเป็นจริงด้วย
พวกนี้เก่งวิทยาศาสตร์จริงๆ ที่อธิบายนิดหน่อยก็เข้าใจ..แต่เลโอนาร์ดนั้นเก่งกว่า ซึ่งทำให้ผมรู้สึกขนลุกอยู่นิดๆที่คนที่คิดเลเซอร์น้ำแข็งได้ ฟังทุกคำที่ผมพูดอย่างตั้งใจ
ผมลองแอบๆใส่คำถามเล่นๆไปว่า
“เฮ้ แอนดรู ถ้านายอยากจะสร้างปืนเลเซอร์น้ำแข็งนี่จะต้องทำอย่างไรบ้างนะ?”
ผมโยนคำถามไปเล่นๆแบบคุยเรื่องไร้สาระ
“แบบในวายร้ายในหนังน่ะหรือ?”
“ใช่ที่พวกเราชอบดู สปายรูปหล่อ วายร้ายและสาวอึ๋มใส่ชุดวาบหวิว”
“โดยเฉพาะสาวหัวแดงด้วยนะ แจ่มว่ะเพื่อน”
ทั้งสองคนหัวเราะคิกอย่างรู้นัยกัน
เทย์เลอร์ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆมองพวกเราตาเขียวและคนอื่นในห้องสมุดก็เริ่มมองพวกเราที่เสียงดัง
สองคู่หูอ้วนผอม แอนดรู เลโบวิชท์ จะออกแนวเจ้าเนื้อผมบลอนด์ แฮงก์ กริมน์ ร่างกายผอมเล็กผมสีดำ หัวเราคิกคักกันในห้องสมุด
ผมผงกหัวขอโทษพวกเขาและค่อยๆกลับมาเป็นเสียงกระซิบ
แอนดรู ร่างบนกระดาษเล็กน้อย
“ก็ประมาณนี้มั้ง เราต้องหาวัตถุดิบที่สามารถกักเก็บพลังงานไม่ให้กระจาย..”
“โอ้ นายก็อย่างนี้ทุกที คิดอยู่ในกรอบมากไป หากเป็นชั้นจะทำอย่างนี้” แฮงก์ ขีดฆ่าสมการบางอย่างของแอนดรู
และทั้งสองคนก็เขียนขีดฆ่าแบบร่างของแต่ละฝ่ายและเถียงกันไปมากันไปมา
ผมใช้สายตามองด้วยความรวดเร็วและก็อปปี้โน้ตของทั้งสองที่เถียงกันไปมา
แต่ไม่ได้มีความหมายอะไร ผมคิดขึ้นมาได้ว่าก็มีฉากที่พวกนี้เถียงกันเรื่องการออกแบบอาวุธต่างๆเหมือนกัน
ดังนั้นผมก็ลองพูดแนวคิดไปตามนโยบาย “นิวเคลียร์เพื่อสันติ” พยายามหาทางที่ให้เพวกนี้คิดไปในทางที่มีประโยชน์แทนที่จะทำลายล้าง
”คิดดูสิ มีปืนนี่ พวกเราก็สามารถทำไอศกรีมได้ด้วยความรวดเร็ว หรือไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศร้อน หรือละลายน้ำแข็งได้ถ้าเครื่องที่คุมอุณหภูมินั้นควบคุมอุณหภูมิจริง พวกเราก็ไม่ต้องลำบากกวาดหิมะอีกต่อไป”
“ใช่ ใช่ มันน่าเบื่อเอามากๆเลย พ่อแม่ชอบใช้ให้เราทำอยู่เรื่อย”
ในสายตาคนทั่วไป ไปกวาดหิมะเอาเองอาจจะง่ายกว่า
แต่นั่นไม่ใช่กับพวกเนิร์ดนักวิทยาศาสตร์ที่มองว่าการประดิษฐ์สิ่งของซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่าสามสิบปี ที่มองว่าการทดลองและประดิษฐ์อันยุ่งยากนั้น เป็นเรื่องที่สะดวกกว่าการกวาดหิมะหน้าบ้าน
แต่เสียงแปลกๆผมได้ยินจากที่ผมฝึกความสามารถ
Echolocation ความสามารถของมนุษย์ที่มักจะถูกลืม แต่คนตาบอดและแดร์เดวิลนั้นใช้อยู่
คือความสามารถในการจับเสียงและตำแหน่งของวัตถุ
ข้อดีของมันคือทำให้ผมสามารถฝึกการแยกเสียงได้ด้วย
“เฮอะ คนเจ้าชู้หลายใจ” ผมแยกตำแหน่งเสียงมาได้ว่ามันมาจากทาง..เทเลอร์?
จะว่าไปแล้วเธอก็นับว่าเป็นสาวเนิร์ดที่ถูกเหล่าสาวที่ปอปปูล่าห์กว่ากลั่นแกล้งนี่นะ พลังที่ควบคุมแมลงจะเกิดขึ้นก็ตอนนั้น
ฮืม ผมว่าผมไม่ได้เป็นพระเอกแนวโชวเน็นที่ทึ่มจนไม่รู้ว่าผู้หญิงชอบนะ งงจริงๆ
..