บทที่ 4 ช่วยชีวิตสามีส้มหล่น
ดวงตาทิพย์ของนางมองเห็นกลุ่มควันดำพันวนรอบจี้หยกที่คาดเอวของเขา ไม่ยอมจางหายไป นางโน้มตัวลงวางมือที่เอวของเขา และหยิบจี้หยกนั้นออกมา ปัญหาอยู่ที่จี้หยกนี้จริง ๆ มีผู้มีฝีมือวางค่ายกลลงบนจี้หยกชิ้นนี้ ซึ่งเป็ค่ายกลดักิญญา
คนทั่วไปล้วนมีสามจิตเจ็ดิญญา หากพกพาหยกที่มีค่ายกลดักิญญาติดตัวเป็เวลานาน จะสูญเสียไปหนึ่งดวงิญญา ซึ่งส่งผลเสียต่อชะตาชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะตกอยู่ในสภาวะหมดสติเช่นนี้ หากิญญาแยกจากร่างสิบวันหรือครึ่งเดือน คนก็จะสิ้นลมหายใจ
ตอนนี้มีทางออกเดียวคือ ต้องเขียนยันต์สลายค่ายกล แต่การเขียนยันต์ต้องใช้กระดาษเหลืองและหมึกสีแดง ซึ่งสองอย่างนี้คงหายากในหมู่บ้าน ต้องเข้าไปซื้อในเมืองเท่านั้น และการเดินทางไปกลับคงใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน
นางกังวลว่า เสินโม่ชูอาจทนได้ไม่นานขนาดนั้น "เฮ้อ ถ้ามียันต์สลายค่ายกลติดตัวมาก็คงดี"
ขณะที่ฉู่ชิงเฉินกำลังคิดเช่นนั้น จู่ ๆ ยันต์แผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าจากความว่างเปล่า นี่คือยันต์ที่นางเคยเขียนและเก็บไว้ในวิลล่านี่นา นางลืมเื่มิติไปเสียสนิทเลย
ตอนนี้นางมียันต์ทำลายค่ายกลแล้ว
หญิงสาวไม่รอช้า ลงมือทำทันที นางหยิบชามมาใบหนึ่ง ใช้พลังจิตดึงน้ำพุใสจากมิติออกมาใส่ไว้ค่อนชาม จากนั้นก็ร่ายเคล็ดวิชาไฟเผายันต์ ทำลายค่ายกลดักิญญาจนกลายเป็เถ้า แล้วละลายเถ้าลงในน้ำครึ่งชามนั้น
น้ำพุใสนี้ไม่ใช่น้ำธรรมดา หากดื่มเป็ประจำจะช่วยเสริมสร้างร่างกาย บำรุงสุขภาพ ยืดอายุ และที่สำคัญคือยังสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ด้วย
เมื่อยันต์ทำลายค่ายกลผสมกับน้ำพุใสที่มีฤทธิ์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ดื่มเข้าไปพร้อมกัน ก็จะสามารถแก้ค่ายกลดักิญญาได้
ฉู่ชิงเฉินถือชามนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ คอยป้อนน้ำเข้าปากชายหนุ่มทีละช้อน "ท่านนี่โชคดีจริง ๆ ชีวิตข้าเพิ่งจะเคยปรนนิบัติคนอื่นเป็ครั้งแรก และยังเป็ผู้ชายอีกต่างหาก" นางกระซิบข้างหูเขา ถึงเขาอาจจะไม่ได้ยินก็ตาม
ในศตวรรษที่ 21 รอบตัวนางมีผู้ช่วยถึงสี่คน มีลูกศิษย์อีกสิบกว่าคน งานป้อนน้ำแบบนี้ ย่อมไม่ถึงมือนางแน่นอน
แม้ตอนนี้เสิ่นโม่ชูจะแก้ค่ายกลดักิญญาได้แล้ว แต่เพราะหมดสติไปนาน จึงไม่อาจฟื้นคืนสติได้เร็วนัก จำเป็ต้องนอนพักอีกสองสามวัน
ฉู่ชิงเฉินป้อนน้ำยันต์เสร็จ ก็ลุกขึ้นจากขอบเตียง นางพิจารณาหยกในมือ หยกนี้มีขนาดเพียงฝ่ามือ ผิวเรียบลื่น ใสแวววาว ไร้ตำหนิ ดูออกว่าเป็หยกชั้นดีที่มีราคาแพง
แปลกมาก ที่ชาวป่าพกพาของมีค่าเช่นนี้ แต่ดูจากบุคลิกของเสิ่นโม่ชูก็ไม่เหมือนคนธรรมดา ส่วนเหตุผลที่เขามาอยู่ในหุบเขาลึกนี้ ไม่ใช่เื่ที่นางต้องเก็บมาคิด
เนื่องจากบนจี้หยกยังมีพลังงานชั่วร้ายที่เป็อันตรายตุ่์ นางจึงร่ายคาถาลงบนจี้หยก แล้วโยนลงน้ำพุในมิติเพื่อชำระล้างสักสองสามวัน ให้พลังชั่วร้ายถูกขจัดออกไปให้หมด ก่อนจะคืนให้เสิ่นโม่ชูทีหลัง
.....
จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง นักพรตคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาน ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ก่อนที่เืสด ๆ จะพุ่งออกมาจากปาก
"ท่านอาจารย์ เป็อะไรไปขอรับ?"
"รีบหยิบยาต่อชีวิตในอกเสื้อของข้าออกมา... เหนือฟ้ายังมีฟ้า คราวนี้เราเจอผู้เชี่ยวชาญทำลายค่ายกลของข้าเสียแล้ว"
ปรมาจารย์หลู่กินยาต่อชีวิตที่ลูกศิษย์ส่งให้ อาการจึงค่อยดีขึ้นเล็กน้อย ค่ายกลที่วางไว้บนตัวผู้อื่น หากถูกทำลายก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวผู้ทำ
ปรมาจารย์หลู่ถูกพลังสะท้อนกลับจนาเ็สาหัส ในเมืองหลวงนี้ วิชาอาคมของเขาไม่มีใครกล้าอ้างว่าเป็อันดับสอง ไม่เช่นนั้น อัครเสนาบดีคงไม่จ้างเขาด้วยราคาสูงให้ลงจากเขามาทำงานให้
นึกไม่ถึงว่า จะมีผู้เชี่ยวชาญจากที่ไหนโผล่มา คนคนนั้นมีวิชาอาคมสูงส่งกว่าเขามาก ดูท่าที่นี่คงไม่อาจอยู่ต่อได้นานแล้ว
"ต้าเฉิง เก็บของมีค่าให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เราจะกลับไปหลบซ่อนตัวบนูเาสักพัก"
"ท่านอาจารย์ แต่อัครมหาเสนาบดีให้ทองคำถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ทำไมถึงต้องรีบกลับล่ะขอรับ?"
"เ้าโง่ มีเงินมากมายแต่ไม่มีชีวิตให้ใช้ มันจะมีประโยชน์อะไร มีชีวิตรอดอยู่ย่อมมีความหวัง รักษาชีวิตน้อย ๆ นี้ไว้ก่อนสำคัญที่สุด"
ปรมาจารย์หลู่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
......
ฉู่ชิงเฉินก็ไม่รู้ว่าเส้นประสาทส่วนไหนทำงานผิดปกติ นางโน้มตัวลงห่มผ้าให้ชายหนุ่มอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกมาจากห้องของเขา เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นเด็กน้อยสองคนยังนั่งอยู่ที่เดิม
"ยังไม่นอนอีกหรือ? คงไม่ได้กำลังรอแม่มานอนด้วยหรอกนะ?"
"ฝันไปเถอะ ใครรอท่านกัน ข้าแค่อยากรู้ว่า อาการป่วยของท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง แล้วเมื่อไหร่จะฟื้น"
ถวนเป่าทำหน้าเ็าเหมือนเคย
"เด็กคนนี้ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย แม่ไม่บอกเ้าหรอก ดูสิ ลูกหยวนเป่าของเราน่ารักขนาดไหน ช่างว่าง่ายจริง ๆ ไม่เห็นเหมือนเ้าที่ทำตัวเหมือนเม่นน้อยเลยสักนิด"
ฉู่ชิงเฉินเดินเข้าไปโน้มตัวอุ้มหยวนเป่าขึ้นมา ร่างกายของเด็กน้อยช่างนุ่มนิ่มเหลือเกิน แต่ในอ้อมกอดของนาง เด็กน้อยกลับสั่นเทาเล็กน้อย
นางน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ? ถึงทำให้เด็กหญิงตัวน้อยกลัวได้ขนาดนี้
"ไม่ต้องกลัว แม่ไม่ตีเ้าหรอก แม่จะพาเ้าไปนอนในห้อง"
"เสแสร้ง"
ถวนเป่าจ้องมองการกระทำของแม่เลี้ยงที่อุ้มน้องสาวของเขา ก็อดพูดประโยคนั้นออกมาไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแผนอะไรในใจกันแน่! จะมีวิธีรักษาท่านพ่อของเขาให้หายดีได้หรือไม่
ฉู่ชิงเฉินไม่สนใจสายตาเ็าของถวนเป่า เด็กน้อยคนนี้มีอคติต่อนางลึกเกินไป รอให้ท่านพ่อของเขาตื่นขึ้นมา นางไม่กลัวหรอกว่า เขาจะไม่เรียกนางว่าท่านแม่สักคำ
หญิงสาววางหยวนเป่าลงบนเตียงเตา
แม้ว่าบ้านดินหลังเล็กนี้จะค่อนข้างทรุดโทรมไปบ้าง แต่ห้องก็ค่อนข้างกว้างขวาง มีทั้งหมดสามห้อง ห้องเล็กทางทิศใต้มีเตียงไม้อยู่ ซึ่งเสิ่นโม่ชูพักอาศัยอยู่ที่นั่น
ห้องทางทิศเหนือนี้กว้างกว่าเล็กน้อย เป็เตียงเตา นางพาลูกสองคนนอนที่นั่น
ห้องตรงกลางก็คือห้องที่พวกเขาเพิ่งกินข้าวเมื่อสักครู่นี้ ใช้เป็ห้องโถงกลาง
"ท่านแม่ ท่านนอนเถอะ ข้ากับพี่ชายจะนอนบนพื้นเอง"
เด็กน้อยนั่งอยู่บนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ก่อนจะรีบะโลงทันที
จากนั้น ฉู่ชิงเฉินก็เห็นเด็กทั้งสองปูที่นอนบนพื้นอย่างชำนาญ พื้นทั้งเย็นทั้งชื้น เด็ก ๆ นอนบนพื้นเป็เวลานาน จะทำให้ความเย็นเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย
นางเห็นเด็กน้อยนอนลงไปแบบนั้น ทั้งสองใช้ผ้าห่มผืนบาง ๆ ร่วมกัน จมูกของนางเริ่มรู้สึกแสบ ๆ หัวใจรู้สึกเ็ปเล็กน้อย
"ทำไมพวกเ้าถึงนอนบนพื้นล่ะ?"
"ก็ท่านกลัวจะเบียดไม่ใช่หรือ เลยไล่ข้ากับน้องสาวลงจากเตียง"
ถวนเป่าตอบด้วยความเกลียดชังที่อดกลั้นไว้
"แม่ใจร้ายขนาดนั้นเลยหรือ? ขึ้นมานอนข้างบนเถอะ"
ฉู่ชิงเฉินขึ้นไปบนเตียง แล้วคลี่ผ้าห่มที่ม้วนอยู่ตรงหัวเตียงออก ก่อนจะเรียกเด็กน้อยทั้งสองคน
เมื่อปูที่นอนเสร็จเห็นเด็กทั้งสองยังไม่ขยับตัว คิดว่านางพูดเล่นหรืออย่างไร? นางพูดจริงนะ
นางไม่อยากเสียเวลาชักช้ามากนัก จึงเดินไปเปิดผ้าห่ม แล้วหิ้วพวกเขาสองคนข้างละคน โยนลงไปบนเตียง
"ท่านแม่ อย่าตีข้ากับพี่ชายเลย ข้าจะรีบนอนเดี๋ยวนี้"
หยวนเป่าใ คิดว่าตัวเองทำผิดอะไรอีกแล้ว และคิดว่าท่านแม่กำลังจะตีพวกเขา จึงรีบแสดงความเป็เด็กดีทันที
"นอนเร็ว ๆ เถอะ! แม่ไม่ตีพวกเ้าหรอก"
ฉู่ชิงเฉินอธิบาย พลางนอนลงตรงปลายเตียงโดยไม่ถอดเสื้อผ้าออก