"ลี่อิ่งวันนี้เจ้าเป็นอะไรรึถึงได้โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ มันก็แค่บุรุษผู้หนึ่งก็เท่านั้น แม้วาจาของมันจะน่าตบตีอยู่บ้าง หากแต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าควรรู้ อย่างน้อยๆ มันผู้นี้ก็เป็นผู้มีน้ำใจที่ได้ช่วยเหลือเจ้าไว้นะ" ปราชญ์บัวมณีในชุดสตรีงดงามเฉิดฉายนั่งโน้มกายพูดกล่าว พลางจดจ้องไปที่นางมารลี่อิ่งที่ยามนี้ก็แต่งชุดสตรีเช่นกัน
นางสะบัดหน้าทำแง่งอนครู่หนึ่ง
ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
"ตอนนี้ตัวเลวร้ายเป็นอย่างไรบ้างพี่หญิง"
ปราชญ์บัวมณียิ้มแย้ม นางมองเห็นความเป็นห่วงเป็นใยในน้ำเสียงของสตรีตัวน้อยของนาง ดูท่าบุรุษผู้นี้จะมีความสำคัญกับลี่อิ่งตัวน้อยของนางไม่น้อยเลย ปราชญ์บัวมณียิ้มเยาะครู่หนึ่งจึงพูดกล่าว
"พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปส่งมันผู้นั้นลงสู่เบื้องล่างแล้ว มือไม้ของเจ้าก็นับว่าหนักหน่วงไม่น้อย เล่นเอามันผู้นั้นช้ำในจนต้องนอนค้างที่นี่อยู่อีกสามวันพรุ่งนี้ข้าถึงไล่มันไปได้"
"รุนแรงถึงเพียงนั้นรึ ข้ามิได้ร่ายฤทธิ์ใดๆ ลงไปในมือไม้เสียหน่อยไยมันเป็นบุรุษจึงเปราะบางเช่นนี้" นางมารลี่อิ่งกล่าวถามน้ำเสียงคล้ายจะเป็นห่วงอยู่หลายส่วน
"ลี่อิ่งเจ้านิช่างตลกนัก เจ้าจำไม่ได้รึว่ามันสูญเสียเส้นชีพจรวิญญาณไปแล้ว ร่างกายของมันเมื่อไม่มีพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงจะต่างกับคนธรรมดาที่ไหนกัน เห้อ...ลี่อิ่งนิเจ้าลืมรึ"
นางมารลี่อิ่งคล้ายตกใจ นางลืมเรื่องนี้ไปจนสิ้นจริงๆ ในตอนนั้น แม้นางจะลงมือโดยไม่มีการร่ายฤทธิ์ หากแต่อย่างไรเสียกำลังแรงของนางก็คือของผู้บำเพ็ญ แม้จะยั้งมืออยู่หลายส่วน หากแต่เมื่อเป็นการลงมือกับคนธรรมดาสิ่งนี้ก็แลดูจะรุนแรงอยู่มาก
"พี่หญิงมันผู้นั้นจะเป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าค่ะ"
"เจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรพี่หญิงก็ชำนาญศาสตร์โอสถและการรักษา อยู่ต่อหน้าข้า อย่างไรก็ไม่ปล่อยให้มันตาย ให้เจ้าต้องเป็นห่วงมันหลอก เพียงแต่สองสามวันมานี้ข้าต้องลมยามันเพื่อรักษาอาการช้ำในของมันอยู่บ้างมันจึงต้องสลบไม่ได้สติ หากแต่พรุ่งนี้อาการมันก็คงหายดีทุกประการแล้ว"
ลี่อิ่งเมื่อนางได้ยินเช่นนั้นนางก็คล้ายจะสบายใจขึ้นสีหน้าผ่อนคลายนัก
"เจ้าจะไปเยี่ยมมันอีกหรือลี่อิ่ง"
"!!!ไม่ ข้ามิได้สนใจมัน ข้าจะไปเยี่ยมมันทำไม"
พูดจบนางมารร้ายผู้งดงามนี้ก็เดินเฉิดฉายจากไป
ปราชญ์บัวมณีเห็นเช่นนี้ก็ขบขำ เป็นห่วงแท้ๆ แต่แสร้งมิเป็นห่วง นางช่างเป็นสตรีปากแข็งจริงๆ
.
.
.
เช้าวันใหม่อาทิตย์ขึ้น ฉินเทียนได้สติไม่ช้าก็ถูกไล่ลงมาจะเรือท่องนภา ยามที่ฉินเทียนมันได้รู้ว่าวันอยู่ที่ใด มันก็คล้ายจะตกใจอยู่นิดหน่อย มันไม่เคยเห็นเรือบินที่ลำใหญ่โตถึงขนาดนี้และบินได้มาก่อน ตอนมิได้สติมันคิดว่าวันอยู่ในเรือนตำหนักใหญ่ของผู้ใดกัน
หากแต่เมื่อรู้ความจริงก็ทำให้มันรู้สึกประทับใจกับโลกต่างมิติแห่งนี้มากขึ้น มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่ดีเยี่ยมเหนือล้ำกว่าโลกมิติเก่าก่อนของตัวมัน
ก่อนจากฉินเทียนก็ได้รับสิ่งของจากสหายเหลียนหลง มันเป็นป้ายหยกที่มีรูป 8 กระบี่และ 4 บัลลังก์ เพียงฉินเทียนเห็นสิ่งนี้ก็คล้ายจะมั่นใจแล้วว่าสหายเหลียนหลงของมันคงต้องเกี่ยวข้องกับผู้ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เพราะรูป 8 กระบี่น่าจะมีความหมายถึง 8 มหาเซียนหรือ 8 ปราชญ์ของโลกใบนี้ ส่วนรูป 4 บัลลังก์ก็น่าจะหมายถึง 4 จักรพรรดิที่ปกครองทวีปใหญ่
ดังนั้นป้ายหยกนี้จึงมีความเป็นมาที่น่าจะใหญ่โตไม่น้อย
ฉินเทียนได้สอบถามผู้บำเพ็ญทั้งสองที่บินนำมันมาส่งที่พื้นดินถึงป้ายนี้ว่ามันคืออะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง
ไม่น่าเชื่อป้ายนี้จะยิ่งใหญ่ไม่น้อย เพราะในโลกใบนี้ป้ายนี้มีเพียงแค่ 1200 ป้ายเท่านั้น ถูกสร้างขึ้นโดย 8 ปราชญ์และ 4 จักรพรรดิ แสดงถึงผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง 12 ผู้ปกครองโลกใบนี้ ป้ายนี้ถูกเรียกว่า [ป้ายประกาศิตสิบสองผู้ครองใต้หล้า]
หากนำป้ายนี้ไปที่ใดในโลกก็จะได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้แต่ในทวีปเล็กแห่งนี้ก็ตาม
นอกจากนั้นไอ้เจ้าสิ่งนี้ถือว่าเป็นป้าย VIP ขนานแท้ เพราะแม้แต่สมาคมการค้า กลุ่มนักฆ่า สมาคมน้อยใหญ่และทุกสำนักแห่งโลกผู้บำเพ็ญนี้ใครเห็นป้ายนี้และไม่ยำเกรง ก็คล้ายดูถูก 8 ปราชญ์และ 4 จักรพรรดิ โดยป้ายนี้ด้านล่างจะมีสัญลักษณ์อักขระวิญญาณเอาไว้เป็นขีดจำนวน 3 ขีด
โดยขีดเหล่านี้หมายถึงการสามารถร้องขอความช่วยเหลือจาก 8 ปราชญ์และ 4 จักรพรรดิได้ หากความปรารถนาสำเร็จรอยขีดก็จะหายไป
เมื่อรอยขีดทั้ง 3 หมดไป ป้ายนี้ก็จะถูกทำลาย
ฉินเทียนไม่คิดเลยว่า หลังจากถูกตบตีไปอย่างหนักหน่วงมันจะได้รับของดีมากขนาดนี้กลับมา สหายเหลียนหลงนับว่าใจป้ำกับตัวมันมากจริงๆ
พูดจากับผู้บำเพ็ญทั้งสองอยู่ครู่ใหญ่ ไม่ช้าพวกนางก็ขอตัวจากไป ทิ้งให้ฉินเทียนอยู่ตัวคนเดียวใกล้ๆ กับตัวเมืองพยัคฆ์ขาว
ไม่ช้าฉินเทียนก็ถอนใจ ในที่สุดเรื่องวุ่นๆ ก็จบเสียที
ตอนนี้มันมีเวลามาตรวจสอบร่างกายตัวเองและระบบศาลเทพสวรรค์แล้ว
แน่นอนฉินเทียนมันรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตัวมันเป็นผู้ไร้ชีพจรวิญญาณแล้ว เรียกว่าเป็นคนธรรมดาอย่างสมบูรณ์ หากแต่ฉินเทียนก็หาได้เกรงกลัวเรื่องนี้ไม่ แม้ตอนนี้หากมันแขนขาดมิได้รักษามันก็ไม่กังวล เพราะอย่างไรมันก็มีระบบศาลเทพสวรรค์ คาดว่าแค่มันมีแต้มบุญเสียหน่อยทุกอย่างก็จบสิ้นเรียบร้อยดีทุกสิ่งอย่าง
ตอนแรงมันยังกังวลเรื่องแขนข้างที่ขาดอยู่บ้าง เกรงว่าต้องใช้แต้มบุญจำนวนมากเพื่อให้ได้แขนใหม่กลับมา หากแต่เดชะบุญมีคนต่อแขนให้มันได้ ฉินเทียนอึ้งในวิชาแพทย์การรักษาของโลกใบนี้เป็นที่สุด มันเหนือล้ำจินตนาการของฉินเทียนตัวมันไปไกลเหลือนัก ใครจะคิดเล่าว่า แค่เวลา 10 กว่าวันแขนที่ขาดจะมีสภาพจนแทบเหมือนเป็นปกติแบบนี้
ไม่ช้าฉินเทียนก็เปิดระบบศาลเทพสวรรค์ขึ้น ไม่ช้ามันก็ต้องตกตะลึง
!!!นิมันอะไรกัน...
จำนวนผู้ศรัทธาพุ่งขึ้นยังกับสายน้ำ
[ผู้ศรัทธา : 19447 คน]
[ผู้ศรัทธาใหม่ในวันนี้ + 569 คน]
เสียงข้อมูลผู้ศรัทธาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่เด้งขึ้นมาเป็นระยะๆ จำนวนนับไม่ถ้วน นอกจากนั้นจำนวนแต้มบุญแทบทำฉินเทียนตกตะลึง
[ผู้ศรัทธา : 19447 คน] [แต้มบุญ : +1104.904 แต้มบุญ]
[แต้มบุญรวม : 9504.519 แต้มบุญ]
และไม่ใช่แค่เพียงแต้มบุญเท่านั้น
ฉินเทียนพบว่ามีการแจ้งทำภารกิจสำเร็จด้วย ส่วนภารกิจนั้นคืออะไรงั้นเหรอ
มันคือภารกิจสังหารเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวและเหล่าบริวารผู้ต่ำช้า... โดยจำนวนแต้มบุญที่ได้คือ
[ยินดีด้วยท่านได้ทำภารกิจสังหารเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวและเหล่าบริวารผู้ต่ำช้าสำเร็จ จำนวนแต้มบุญที่ท่านได้รับ 227,500 แต้มบุญ โปรดกดปุ่มเพื่อยืนยันการรับแต้มบุญ]
[ยินดีด้วยท่านได้ทำภารกิจ ช่วยเหลือผู้ถูกคร่ากุมโดยคนใจบาปสำเร็จทุกๆ 1000 คนที่ช่วยสำเร็จท่านจะได้รับโอกาสเสี่ยงเซียมซีเหล็ก 1 ครั้ง ในกรณีเหลือเศษต่ำกว่า 1000 คน ทุกๆ 10 คนที่ท่านช่วยเหลือท่านจะได้รับโอกาสเสี่ยงเซียมซีไม้ 1 ครั้ง]
[จำนวนคนที่ท่านช่วยเหลือสำเร็จ 2448 คน โอกาสในการเสี่ยงเซียมซีเหล็ก 2 ครั้ง เซียมซีไม้ 44 ครั้ง]
'แม่เจ้าโว๊ย' ฉินเทียนร่ำร้องในใจอย่างห้ามไม่ได้ มันมิได้พบเจอเรื่องดีๆ เช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว ทั้งจำนวนแต้มบุญ ทั้งโอกาสเสี่ยงเซียมซีเหล็กและเซียมซีไม้ การเจ็บตัวครั้งนี้ของมันไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ
ฮะฮาฮา
ฉินเทียนหัวเราะเสียงดังราวกับโลกใบนี้กำลังอยู่ในกำมือของมันแล้ว หากแต่ในไม่ช้า ตัวฉินเทียนก็พบว่าตัวมันยังมีปัญหาเล็กๆ อยู่อีก นั้นคือ เซียมซีโชคร้ายยังทำงานอยู่ ตอนนี้ตัวจับเวลาเหลือจำนวนวันและเวลาอยู่ที่ 16 วันกับอีก 4 ชั่วโมง 23 นาที
หากแต่ฉินเทียนกลับดีใจนัก ที่ตอนนี้มันพบว่า ตัวมันนั้นอยู่นอกเมืองพยัคฆ์ขาว บริเวณนี้ล้างผู้คนยิ่งนัก ฉินเทียนคิดในใจทันที หากตัวมันอยู่เงียบๆ อีกแค่ 16 วันในไม่ช้าเรื่องวุ่นวายทุกอย่างก็จบลง
และเพื่อความมั่นใจว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ฉินเทียนมันวางแผนขุดหลุมซ่อนตัวแบบครั้งเหตุการณ์ล่านางมารโลหิตลี่อิ่งอีกครั้ง มันตั้งใจเลยว่าอีก 16 วันนับจากนี้มันจะไม่ออกจากหลุมเด็ดขาด
มันได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากเหตุการณ์เดรัจฉานเจ้าเมืองมาแล้ว มันจะทำผิดพลาดอีกไม่ได้
เรื่องดีๆ ในโลกใบนี้มิได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในตอนนั้นฉินเทียนคิดจริงๆ ในใจว่า หากจำเป็นจริงๆ เพื่อช่วยชีวิตผู้คน แม้มันจำเป็นต้องใช้ร่างจำแลงเซียนขั้นจ้าวสวรรค์อีกครั้งมันก็จะใช้
แต่โชคดีนักเวลานั้นมีสหายที่ไม่รู้จักอย่าง สหายเหลียนหลงและสหายลี่หลงมาช่วยเหลือมัน ทำให้มันไม่จำเป็นต้องใช้ร่างจำแลงเซียนขั้นจ้าวสวรรค์ที่ถือว่าเป็นไม้ตายสุดยอดของตัวมัน
หากแต่เรื่องดีๆ แบบนี้ตลอดชีวิตของตัวฉินเทียนมัน มันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็ได้
ดังนั้นด้วยนิสัยรอบคอบของตัวมันและไม่ชอบเสี่ยง อย่างไรก็ตาม 16 วันนี้ มันจะเก็บตัวอยู่คนเดียวไม่ไปไหนเด็ดขาด ฉินเทียนรีบมองหาที่ทางลับสายตาผู้คน เพื่อจะเริ่มขุดหลุมซ่อนตัวทันที...
หากแต่แม้มันจะคิดเช่นนั้น...
หากแต่ในไม่ช้ามันก็พบว่า เหนือศีรษะของมันนั้นมีสตรีที่คุ้นเคยนัก นางล่องลอยพร้อมจ้องมองมัน วันนี้นางสวมชุดสีขาวตัดม่วง ประดับประดาด้วยดิ้นทองล้ำค่า ลายถักทอก็ช่างงดงาม
ความงดงามเฉิดฉายของนางยังเหมือนเดิม
ฉินเทียนนิ่งเงียบงั้น คล้ายลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยนึกคิดจะทำอะไร...
ไม่ช้านางมารลี่อิ่งก็ลอยล่องลงมาสู่พื้นดินนางก้าวเดินชดช้อย
ครู่หนึ่งทั้งสองต่างยื่นนิ่งไม่พูดจา
เวลาค่อยๆ ก้าวผ่าน
สายลมใบไม้ ใบหญ้าก็ปลิดปลิว
แม้เวลาจะยังก้าวเดิน
หากแต่สำหรับทั้งสองกับคล้ายหยุดนิ่ง
หากแต่ในที่สุดลี่อิ่งนางก็เป็นผู้ทำลายความเงียบงันนั้นไป
"เจ้าสบายดีหรือไม่" นางพูดกล่าวน้ำเสียงคล้ายเย็นชานัก แต่ไม่รู้ทำไมสำหรับฉินเทียนมันกับรู้สึกถึงความห่วงใยอย่างประหลาด
มันยิ้มบางเบาก่อนตอบรับว่ามันสบายดีนัก
ลี่อิ่งนางมารกล่าวประชดประชันหากแต่น้ำเสียงกลับช่างอบอุ่นหัวใจนัก
"หึ สบายดีจริงๆ สินะ สบายดีแบบคนธรรมดา ไร้ชีพจรวิญญาณ ไร้หนทางจะฝึกฝน"
ฉินเทียนที่ได้ยินนางมารกล่าวเช่นนี้มันไม่ได้พูดตอบ มันทำเพียงแค่ยิ้ม ยิ้มอย่างเบาสบายและไร้กังวล มันไม่รู้ว่านางสตรีตรงหน้ามันกล่าววาจาเช่นนี้กับมันเพื่ออะไร หรือมันคือเพียงแค่การประชดประชัน หรือเป็นความห่วงใย ฉินเทียนตัวมันเป็นบุรุษโง่งมเกินไปที่จะเข้าใจความหมายในวาจาของนาง
หากแต่เวลานี้สำหรับตัวมัน มันกับมีความสุขใจเหลือเกิน มันเป็นความสุขที่ประหลาดนัก
เพียงแค่ได้มองเห็นใครสักคน เหตุใดหัวใจถึงมีความสุขได้ถึงขนาดนี้
นางมารคล้ายเห็นสายตาของฉินเทียน
นางมิได้ไม่พอใจในสายตานี้ของบุรุษโง่งม หากแต่เมื่อนางนึกถึงเรื่องเก่าก่อนนางก็คล้ายไม่พอใจ ทั้งเรื่องมือไม้ของตัวเลวร้าย และการแอบจ้องมองเรือนกายในวันฝนตก ในตอนที่เสื้อผ้านางไม่เรียบร้อย เพียงแค่นึกถึง นางก็คล้ายเขินอายนัก นางถลึงตาใส่ฉินเทียนในทันที
"!!!มองอะไรของเจ้า ข้าถามว่าเจ้ามองอะไรของเจ้าจงบอกมาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าซะตอนนี้เลย"
ฉินเทียนขำขัน ไม่รู้ทำไมสำหรับนางมารผลึกโลหิตผู้นี้ ตัวมันฉินเทียนคล้ายมิมีความกลัวในใจต่อนางเลยแม้แต่น้อย หากแต่ในใจกับมีเพียงความรู้สึกผูกพัน ที่แลดูจะชิดเชื้ออย่างประหลาด
ฉินเทียนยิ้มอีกครั้งก่อนกล่าวตอบ มันโกหกมิได้
"สตรีงดงาม"
"สามหาว เจ้าอยากถูกควักนัยน์ตาชั่วช้านั้นทิ้งรึ"
ฉินเทียนเฉยชาต่อคำข่มขู่ มันยิ้มอีกครั้งก่อนกล่าวตอบ
"หาเจ้าปรารถนาก็เอามันไปเถอะ"
นางมารลี่อิ่งขยี้เท้า นางมิคิดเลยว่าเจ้าตัวเลวร้ายจะกล้าสามหาวพูดเกี้ยวนางถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่คนธรรมดาไร้ชีพจรวิญญาณ เพียงนางสะบัดมือตัวมันก็ตายได้ในทันที หากแต่ถึงอย่างนั้น
"เจ้าคิดว่าข้ามิกล้ารึ เจ้าบุรุษชั่วช้า"
นางมารพูดพร้องเกร็งมือยกสูงชูกรงเล็บฤทธาของนางที่ตอนนี้ปลายเล็บต่างกลายเป็นประดุจเข็มแหลมใบมีดคมที่ยืดยาวออกมาราวหนึ่งชุ่น
ฉินเทียนเดินตัวเบาสบายเอามือไพล่หลัง สาวเท้าของมันเข้าหานางมาร ก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่ตรงหน้านางห่างกันเพียงคืบเพียงศอก
"ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว หากเจ้าต้องการข้ามก็พร้อมมอบให้"
"ชิ" นางมารสะบัดมือลงก่อนก้าวหนี "เจ้าเกี้ยวข้ารึ!!!เสแสร้ง"
.
.
.
ฉินเทียนมิได้พูดกล่าวสิ่งใดต่อ
มันเพียงปล่อยให้วันเวลาเป็นผู้นำถาม
พร้อมกล่าวถามความรู้สึกในใจของตัวมันเอง
ต่อสตรีตรงหน้ามันว่าคืออะไร
.
.
.
ส่วนลี่อิ่งนางก็ยิ่งรู้สึกคล้ายสับสน
หัวใจปั่นป่วนคล้ายรู้สึกว่าตัวเองเป็นดังเช่นสตรีบ้านนาสามัญ
ที่รู้สึกเขินอายและทำอะไรไม่ถูกเมื่อพบเจอคำพูดของบุรุษเกี้ยวพา
.
.
.
เวลาคล้ายหยุดนิ่ง
หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรีไม่พูดจา
หากแต่กลับถามใจตัวเอง
ว่าความรู้สึกในใจนี้ของทั้งสองคืออะไร
.
.
.
ณ บ้านตระกูลฟู่ตอนนี้ก็แลดูจะวุ่นวายเหลือเกินผู้คนมากมายอยากพบสหายฉิน หากแต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของคนผู้นี้ ฮูหยินฟู่เหยียนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นอกจากนั้นมิใช่แค่เพียงปวงชนชาวบ้านเท่านั้นที่สนใจ แม้แต่ราชันย์ของทวีปเล็กแห่งนี้ก็สอบถามนางมาผ่านท่านผู้ตรวจการของพระองค์
หากแต่นางก็จนใจจริงๆ ที่จะตอบออกไป เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นกัน
ในเมืองพยัคฆ์ขาวตอนนี้ก็เกิดกระแสประหลาดขึ้น เหล่าผู้ถูกช่วยเหลือหลายพันชีวิตต่างก็ได้ตั้งป้ายบูชาสหายฉิน เรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับสหายฉินผู้นี้ก็ค่อยๆ ถูกเสริมเติมแต่งทีละเล็กทีละน้อย ผิดเพี้ยนจากความจริงมากขึ้นไปเรื่อยๆ
บ้างว่าเป็นบุตรชายแห่งตระกูลสูงศักดิ์จากแดนแห่งผู้บำเพ็ญที่แสนลึกลับ มาพร้อมของวิเศษนานัปการโบยบินต่อสู้สะเทือนฟ้าดินช่วยเหลือบ่วงชนมิหวังสิ่งตอบแทน
บ้างก็ว่าบุรุษเท้าเปล่าตัวตนในตำนานที่หลบซ่อน มีวิชาคงวัยเยาว์ บำเพ็ญตบะเพียงลำพัง หากแต่เมื่อพบเห็นสิ่งไม่คาดฝันเรื่องราวต่ำช้า ก็จะออกจากสถานบำเพ็ญมาช่วยเหลือผู้คน
ตำนานต่างๆ ค่อยๆ ถูกเสริมเติมแต่ง จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บ้าง มิได้อยู่ในเหตุการณ์
นามของสหายฉินจึงค่อยๆ ถูกยกย่องบูชาโดยผู้คนในหมู่เมืองพยัคฆ์ขาวแห่งนี้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เจ้าตัวมิรู้เลย
.
.
.
ในร้านตลาดเมืองพยัคฆ์ขาว หน้าร้านทำป้ายบูชาแห่งหนึ่ง มีฝูงชนแห่แหนมาอย่างคับคลั่งนัก จนเจ้าของร้านต้องร้องตะโกนเสียงดัง
"พ่อแม่พี่ทั้งหลาย โปรดใจเย็นๆ ป้ายบูชาสหายฉินนั้นใครต้องการโปรดสั่งจอง ตอนนี้ร้านเราทำไม่ทันจริงๆ ร้านอื่นๆ ก็เหมือนกัน"
ไม่ช้าก็มีสตรีผู้หนึ่งที่สั่งจองป้ายบูชาสหายฉินได้เบียดตัวเดินเข้ามา ร้องเรียกเจ้าของร้าน วันนี้คือวันนัดรับป้ายบูชาของนาง หากแต่เมื่อนางได้รับป้ายมานางก็แปลกใจจนต้องร้องถาม
"เถ้าแก่เหตุใดป้ายบูชาของสหายฉินจึงมิใช่ชื่อแซ่ หากแต่เขียนแบบนี้"
.
.
.
ไม่ช้าเจ้าของร้านก็ร้องตอบตำนานบทหนึ่งที่มันได้รับฟัง ว่ากันว่าตำนานบทนี้มาจากเหล่าสหายก่อการของสหายฉินที่ได้สัญญาว่าหากไม่ตกตายและก่อการช่วยเหลือผู้คนสำเร็จจะนับถือสหายฉินเช่นนี้ตลอดไป ส่วนการไม่มีนามแท้จริงของสหายฉินนั่นก็เพราะ สหายฉินนั้นช่างมีอุปนิสัยยิ่งใหญ่ ทำการสิ่งใดไม่หวังผลตอบแทน
เพียงข้าวหนึ่งถ้วย น้ำหนึ่งแก้วก็พร้อมบุกน้ำลุยไฟตอบแทนผู้มีคุณ นอกจากนั้นสหายฉินยังกำชับกับเหล่าสหายร่วมก่อการทั้งหลาย หากไม่จำเป็นก็ขอเก็บตัวบำเพ็ญเงียบๆ เท่านั้น ดังนั้นนามแท้จริงของสหายฉิน หากเจ้าตัวไม่ออกปากเหล่าผู้ร่วมก่อการก็ไม่มีใครกล้าพูดออกไปให้ใครได้รับรู้ เกรงจะสร้างความวุ่นวายแก่สหายฉิน ดังนั้นป้ายบูชาทั้งหลายจึงมีแต่นามเรียกขานดังที่เห็นเท่านั้น
ไม่ช้านางสตรีหนึ่งในผู้ถูกช่วยเหลือ และเป็นผู้ว่าจ้างทำป้ายบูชาก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกอดป้ายบูชานั้นอย่างมีความสุขและเดินออกจากร้านไป
.
.
.
นามเรียกขานบนป้ายนั้นเขียนว่า
"ผู้ก่อการเมืองพยัคฆ์ขาวสังหารก่อนตำนานเพื่อผู้คน"
["พี่ใหญ่ฉิน"]
.
.
.
และนับตั้งแต่วันนั้นมานามของพี่ใหญ่ฉินก็เป็นตำนานแห่งเมืองพยัคฆ์ขาวตลอดไป