ตอนที่ 2 หายนะครั้งใหญ่
เวลาผ่านพ้นไปเป็วันใหม่อันแสนสดใสมิรารีที่กำลังหลบอยู่ก็รู้สึกเครื่องบินกำลังร่อนลงสู่ลานกว้างใหญ่ในสนามบินเธอค่อย ๆ ยืดเส้นยืดสายบนเก้าอี้ยาวที่นอนอย่างสบายเธอไม่คิดว่านอนจากเตียงนอนแสนสบายเก้าอี้นั้นจะสบายแบบนี้ด้วยเธอหลับเต็มอิ่มไปหลายรอบจนคิดว่าตัวเองเป็หมีจำศีลอยู่แล้วชายชุดสูทเดินลุกจากเก้าอี้เดินทางมาหาเธอแล้วพาเธอลงจากเครื่องบินอย่างสุภาพเธอทำตามก่อนจะลุกขึ้นเดินไปตามทางโดยมีเขาเดินตามพอกำลังออกมาจากเครื่องบินก็มีรถลีมูซีนคันยาวมาจอดเทียบเครื่องบินมิรารีเห็นก็ตาลุกวาวที่เห็นรถในหนังมาอยู่ตรงหน้าของเธอ ชายชุดสูทสีดำออกมาจากรถพร้อมกลับมายืนรอเปิดประตูให้เธอ
“ว้าว...” มิรารีอ้ำอึ้งกว่าเดิมที่เห็นอะไรแบบนี้ก่อนจะเดินลงไป
“เชิญครับ” ชายชุดสูทเปิดประตูให้หญิงสาว
“ขอบคุณค่ะ” มิรารีกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อกล่าวเข้าไปนั้นเธอก็เห็น์ขนมอยู่ตรงหน้าขนมหลากหลายแบบที่เคยเห็นทำเธอน้ำลาย เธอนั่งมองรอบ ๆก่อนจะเห็นขนมที่ชวนให้คิดถึงมันมีรูปคล้ายถ้วยขนมที่รอบข้างเป็หยัก ๆรอบนอกเป็ช็อกโกแลตและข้างในสอดไส้ถั่วลิสงบดอยู่ภายในเมื่อกัดเขาไปจะได้รสความหวานของช็อกโกแลตและความเค็มของถั่วลิสงช่างหอมหวานและอร่อยจนหยุดไม่อยู่
มิรารีหยิบขนมชื้นหนึ่งเข้าปากทันที “อืมมมมม คิดถึงจัง!กินกี่ครั้งก็อร่อย!”
ชายชุดสูทเดินตามมาจนเข้ามาในรถพร้อมกับนั่งด้านข้างเขาเตรียมหยิบเอกสารที่วางอยู่ขึ้นมาอ่านก่อนจะหันมาทางเด็กสาว
"เอาล่ะครับเดียวผมจะอธิบายเกี่ยวกับงานนี้นะครับผู้โชคดีจะถูกพาไปยังโรงแรมที่เป็จุดพักของผู้โชคดีทุกคนแล้วทุกบริการฟรีหมดไม่ต้องห่วงเื่เสียเงิน”
“เอ๋? แปลว่าสามารถซื้อของฝากได้ด้วยเหรอคะ?”
“ครับแต่อยู่ในจำนวนเงินที่ทางเรากำหนดไว้นะครับ”
“ว้าววววว!!”
มิรารีได้ยินแบบนั้นก็ตื่นตาตื่นใจกับงานนี้ที่ทุ่มทุนทุกอย่างให้แกเด็กๆ ที่มาร่วมงานนี้จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่ต้องแตะเงินตัวเองสักแดงเดียวแน่ ๆมิรารีมีความสุขสุด ๆ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมา
“จริงสิคะผู้โชคดีส่วนใหญ่จะเป็คนอเมริกาสินะคะ”
“ครับ ส่วนใหญ่จะคนในประเทศและยุโรปนะครับหนูเป็คนเอเชียก็ระวังหน่อยละกันนะ คนจำพวกก็ไม่ชอบคนเอเชียถ้าโดนรังแกหรือทำร้ายร่างกายสามารถแจ้งเ้าหน้าที่ได้ทันทีเลยนะครับ”
“มีความปลอดภัยที่ดีเลยนะคะได้ค่ะ ถ้ามีใครมาแกล้งหรือทำร้าย เดียวหนูจะแจ้งไปค่ะ”
“ดีครับ”
เมื่อชายชุดสูทคนนั้นพูดจบมิรารีไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีเธอขยับตัวหันไปมองข้างนอกรถกำลังแล่นออกจากสนามบินตรงดิ่งเข้าตัวเมืองไม่นานก็เห็นผู้คนเดินตามท้องถนนและข้างทางกันเต็มไปหมดเธอมองคนผิวขาวก็ทำให้นึกถึงพ่อของเธอที่เป็ต่างชาติท่านเกิดที่นิวยอร์กั้แ่เธอเด็ก ๆ พอจะหาเวลาว่างพาพวกเธอมาเที่ยวที่นี่ทุกครั้งที่มาเที่ยวเธอมีความสุขๆ มากตอนนี้เธอเกิดคิดถึงท่านจริง ๆ เวลาผ่านไปจนกระทั่งรถจอดนิ่งสนิทมิรารีได้สติจากความนึกคิดของตนเองเธอเห็นประตูทางเข้าของโรงแรมก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นมาถึงโรงแรมแต่แค่เห็นทางเข้ามันช่างหรูหรามาก เธอไม่ได้มองตอนที่เข้ามาเลยไม่รู้ว่าที่นี่หรูแค่ไหนเธอเปิดประตูลงจากรถก็ต้องตะลึงกับความสูงและสภาพแวดล้อมโดยล้อม
“อลังการสุด ๆ” มิรารีกล่าวกับตัวเอง
ชายชุดสูทลงจากรถตามออกมาก่อนจะนำทางเธอเข้าไปข้างในโรงแรมและเช็คอินสำหรับผู้โชคดีทางโรงแรมบริการอย่างดี ตอนนี้มีผู้คนมาใช้บริการเยอะมาก ๆมิรารีคิดว่าที่นี่คงเป็โรงแรมใหญ่ที่รองรับนักท่องเที่ยวและลูกค้าเยอะแน่ ๆพอเช็คอินเสร็จชายชุดสูทพาเธอเดินไปตามทางพร้อมกับขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นชั้นหนึ่งที่ดูจะเป็ชั้นบนสุดของโรงแรมเมื่อออกมาจากลิฟต์มันก็เข้าสู่โถงใหญ่ที่เป็ห้องนั่งเล่นมิรารีเห็นก็อึ้งจนกะพริบตาหลายครั้ง
“ที่นี่คือชั้นของคุณที่นี่มีห้องโถงส่วนกลางห้องครัว ส่วนห้องน้ำจะอยู่ในห้องนอนนะครับ ห้องนอนแยกถึง 10 ห้อง ห้องหนึ่งนอนได้ 2 คนชั้นนี้จะบรรจุผู้โชคดีถึง 20 คนคุณหนู้าอะไรหรือจะสั่งขนมก็สามารถสั่งทางโทรศัพท์ของโรงแรมได้ส่วนอาหารตามเวลาที่โรงแรมจัดจะลงไปทานกันที่ห้องอาหารแต่เกิดหิวยามดึกก็สามารถโทรหารูมเซอร์วิสได้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ...”
มิรารีหมุนตัวมองรอบ ๆ เธอค่อย ๆเดินไปที่กระจกใหญ่ที่มองเห็นทะเล เมื่อเธอเห็นถึงกับอุทานอย่างชอบใจออกมา
“ว้าวววววววววววว!”
โรงแรมที่เธออยู่นั้นเป็โรงแรมใหญ่เชื่อมต่อกันยาวมากๆ แล้วมีสวนลานกว้างใหญ่ สนามเด็กเล็กห่างไม่ไกลนักก็เห็นโดมใหญ่ที่มีป้ายใหญ่นั้นก็คือสถานที่จัดเทศกาลวิทยาศาสตร์ ณโดมของสถาบันวิจัยอันดับหนึ่งของโลก
“นี่มันสุดยอดจริง ๆเป็...เป็โรงแรมที่ดีจริง ๆ”
“ใช่ครับถ้าคุณหนูชอบพวกเราก็ดีใจที่ผู้โชคดีชอบ”
“มิรารี...” มิรารีเอ่ยชื่อตัวเองออกไป
“อะไรครับ?”
“หนูชื่อมิรารีค่ะหรือจะเรียกมิราก็ได้ค่ะ เรียกว่าคุณหนูแล้วมันแปลก ๆ”
“ครับ คุณมิรารี ผมซีวาครับ”
“คิก ๆ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณซีวา”
ชายชุดสูทยิ้มที่มีคนเรียกชื่อเขา “ถ้ามีอะไรเรียกผมนะครับผมขอตัวลาครับ”
“ค่ะถ้ามีเื่หนูจะเรียกนะคะ”
พอชายชื่อซีวาเดินออกไปแล้วมิรารีก็เดินดูรอบ ๆ ั้แ่ห้องโถงใหญ่ ห้องครัว ห้องน้ำจนกระทั่งเดินมาถึงห้องนอน เธอมองหาห้องนอนดี ๆ จนมาถึงห้องห้องหนึ่ง ภายในห้องมีสองเตียงให้นอนกันแถมยังมีห้องน้ำที่มีอ่างน้ำอีก มิรารีชอบใจสุด ๆเธอเดินไปที่ระเบียบข้างนอกที่เห็นวิวข้างนอกด้วย ช่างเป็วิวที่ดีงามสุด ๆ
“อ๊า~~ ช่างเป็กิจกรรมที่ดีงามจริงๆ ต้องใช้เวลาให้คุ้มซะแล้วสิ!!”
มิรารีเดินตรงที่เตียงที่เธอเลือกจะนอนเธอปล่อยกายลงกับเตียงอย่างมีความสุขเธอไม่นึกว่าจะได้กลับมายังบ้านเกิดของพ่ออีกครั้ง ทำให้เธอมีความสุขมาก ๆระหว่างที่นอนอยู่นั้นเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าลืมส่งข้อความหาแม่ เธอหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความไปหาแม่ เพื่อบอกว่าตัวเธออยู่ไหนแล้ว พอส่งข้อความเสร็จเธอก็มองเวลาในมือถือว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว
“ตอนนี้ 6 โมงเช้าแล้วเหรอ? ตอนนี้ที่ประเทศไทยคงจะประมาณ 1ทุ่มล่ะมั้ง...สักพักแม่ก็คงส่งข้อความมา...”
เมื่อเธอพูดแบบนั้นออกไม่ทันขาดคำเสียงมือถือก็ดังขึ้นเป็เสียงเรียกเข้าว่ามีคนโทรมาหา ทำให้มิรารีใแล้วทำตัวไม่ถูกก่อนจะกดรับทันที
“ค่ะ! มิรารีค่ะ!”
“ถึงนิวยอร์กแล้วสินะ ลูกรัก!”
“แม่...” มิรารีได้ยินเสียงอันอบอุ่นของแม่ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นทันที“ถึงแล้วค่ะตอนนี้อยู่ที่โรงแรมที่นี่สวยมาก ๆ เลยล่ะ แถมห้องนอนยังกว้างมาก ๆ เลยล่ะ”
“แม่ดีใจที่ลูกได้อยู่ที่ดี ๆอย่าลืมถ่ายรูปดี ๆ ให้น้อง ๆ ได้ดูมั้งนะ”
“ได้เลยค่ะจะถ่ายกลับไปให้ดูเยอะ ๆ เลยล่ะ แล้วจะซื้อของฝากกลับไปให้ด้วยนะคะ”
“จ๊ะ...แล้วนี่เจอผู้โชคดีคนอื่นมั้งหรือยังจ๊ะ?”
“ยังนะคะรู้สึกว่าชั้นที่อยู่จะมีมาคนแรกนะคะ”
“งั้นเหรอจ๊ะ จริงสิระวังพวกผู้ชายด้วยนะ ลูกอยู่ที่นั่นตั้งสัปดาห์หนึ่งเลยนะ”
“ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะหนูดูแลตัวเองได้นะคะ ของป้องกันตัวก็มีครบแล้ว”
“จ๊ะแต่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็บอกพวกพี่ ๆ ก็ได้นะ พวกเขาอยู่ที่นิวยอร์กนี่น่า”
“อ๊ะ...พวกพี่ ๆ เหรอ?”
มิรารีนึกถึงพี่ชายทั้งสามคนของเธอที่ทำงานอยู่ที่นี่ถึงแม่จะบอกว่าจะบอกพวกพี่ๆ ว่าเธอมานี่ แต่ไม่มีวี่แววว่าจะส่งข้อความมาหาเธอเลยทำให้เธอคิดว่าพวกเขาคงยุ่งอยู่แน่ ๆ ก่อนจะตอบแม่ไปก่อน
“ค่ะถ้ามีเื่ที่หนูทำไม่ได้เดียวหนูโทรบอกพี่ ๆ นะ”
“โอเคจ๊ะ แม่ค่อยเบาใจหน่อย ๆเอาล่ะเดียวแม่จะนอนล่ะ พรุ่งนี้ต้องเตรียมของสำหรับขายของอีก”
“ค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะอย่าหักโหมนะคะ”
“จ้า ๆลูกนี่เป็แม่ของแม่หรือไงล่ะเนี่ย”
“คิก ๆ ไม่ขนาดนั้นค่ะ”
“หึ ๆ เอาล่ะงั้นแม่จะวางก่อนนะ แม่รักลูกนะจ๊ะ”
“หนูก็รักแม่ค่ะ...บาย ๆ นะคะ”
“บาย ๆ จ๊ะ”
มิรารีกดวางสายจากผู้เป็แม่การได้คุยกับแม่นั้นก็ทำให้เธอสบายใจมากขึ้นว่าถึงจะอยู่ไกลกันก็ยังได้คุยกับแม่แต่ตอนนี้เธอต้องสนุกกับวันเวลาที่เธอรอคอยมานาน่นี้ไม่ต้องดูแลคนในบ้านสักระยะก็ต้องปล่อยกายปล่อยใจให้สบายระหว่างที่เธอนั่งคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนข้างนอกทำให้เธอลุกขึ้นเดินไปดูเลยว่ามีผู้โชคดีคนใหม่มาแล้วใช่ไหมพอออกไปก็เจอชายชุดสูทกับเด็กผู้ชายที่สูงประมาณ 130 เิเอายุของเด็กชายน่าจะรุ่นเดียวกับญาติของเธอคนหนึ่ง
“งั้นผมขอตัวนะครับ”
“ครับ!”
พอชายชุดสูทเดินออกไปเด็กชายกำลังคิดว่าตัวเองควรทำอะไรต่อดีจนกระทั่งมิรารีเดินออกมาจากห้องของเธอเพื่อทักทายอีกฝ่าย
“ไง...” มิรารีทักทายออกไป
“อ๊ะ!?” เด็กชายได้ยินเสียงทักทายเขาเลยหันไปมองต้นเสียง“ไง...เธอมาเป็คนแรกเหรอ?”
“ก็น่าจะใช่นะ” มิรารีเดินออกมาทำให้เห็นว่าตัวเธอนั้นสูงกว่าเด็กชาย
“โอ้...ผมคงต้องเรียกเธอว่าพี่สาวแทนล่ะมั้ง”
“ฉันอายุ 18 ปี ก็เรียกพี่สาวก็ได้น่านะ ฉัน มิรารี เครือเพชร”
“ชื่อแนว ๆคนเอเชียนะครับ...คนไทยใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้องจ๊ะ!ทำไมเดาว่าฉันเป็คนไทยเหรอ?”
“ก็...ผมมีญาติเป็คนไทยเลยพอรู้ว่าชื่อแบบไหนออกไปแนวประเทศไหนนะครับแถมสำเนียงของพี่สาวยังดูไม่ค่อยเป็คนไทย 100% แต่สำเนียงดีมากๆ นะ”
“แหม ๆก็พ่อของฉันเป็คนนิวยอร์กนะ ท่านเกิดที่นี่ก่อนจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่เมืองไทยแทนนะ”
“งั้นเหรอ น่าสนใจนะเนี่ย” เด็กชายเท้าคางอย่างสนใจที่คนต่างชาติชอบย้ายไปอยู่ประเทศไทย
“แหม ๆ ก็นะ แล้วเธอชื่อ…?”
“ผมโจเซฟ...โจเซฟ แบร์นาร์ดบ้านเกิดผมอยู่ปารีสนะครับ”
“ว้าววววปารีสสถานที่แห่งความรัก”
“ก็ถูกนะครับ” เด็กชายยิ้มอย่างชอบใจที่คนคิดว่าประเทศเขาเป็แบบนั้น“เอาล่ะผมต้องเลือกห้องสินะครับ”
“ใช่แล้วเขามีป้ายเขียนอยู่นะว่าฝั่งไหนฝั่งชายหรือหญิงนะ”
โจเซฟหันไปมองตามจุดที่อีกฝ่ายพูดเขาก็เข้าใจทันที “โอเคครับ งั้นผมขอเอากระเป๋าไปไว้ในห้องนะครับ”
“ตามสบายเลย”
เด็กชายเดินตรงไปยังห้องพักฝั่งชายเขาจ้องมองว่าจะเอาห้องไหนดีให้ตัวเอง ระหว่างที่เด็กชายเลือกห้องก็มีวัยรุ่นคนอื่น ๆ เดินตามกันออกมาจากลิฟต์ มิรารีเห็นก็ยิ้มให้ทุกคนที่เข้ามาตอนแรกหลายคนอื่น ๆ ก็เก้ ๆ กัง ๆ บางคนก็เข้ามาทักทายและแนะนำตัว บางคนดูเป็มิตรทำให้สนิทกันไม่กี่นาทีพอทุกคนเลือกห้องของตัวเองกันเสร็จก็ออกมานั่งที่ห้องโถงกันเพื่อพูดคุยกัน
“แปลว่าทุกคนร่วมส่งชื่อตัวเองเพื่อที่จะมาดูงานวิจัยที่ตัวเองชอบสินะ”
“ใช่เลย มิราส่วนฉันชอบการปะทุของูเาไฟมาก ๆ เลยล่ะ”
หญิงสาวผมสีแดงได้พูดขึ้น เธอมีชื่อว่า เมียอดัมเลอร์ ตอนแรกที่มิรารีได้ยินชื่ออีกฝ่ายเธอนึกถึงบ้านเธอที่สามีจะใช้คำนี้เรียกภรรยาของตนเองจนทำเอาเธอหลุดขำออกมาเบา ๆตอนนี้ภายในชั้นของเธอก็มีผู้โชคดีครบทั้งยี่สิบคนแล้วทุกคนมานั่งอยู่ห้องนั่งเล่นรอเวลาจะทานข้าวเที่ยงกัน
“ว้าว ฉันก็สนนะ การปะทุของูเาไฟเป็อะไรที่คาดกาลลำบากมาก ๆ เลยเนอะ”
“ใช่ฉันเลยอยากเป็คนแรกที่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไรจุดไหนจะมีการปะทุของูเาไฟน่านะ” เมียสนใจสิ่งที่ตนเองหวังมาก ๆจนคาดหวังให้ตัวเองสร้างสิ่งที่ไม่มีคนสร้างขึ้นมาได้
“ขอให้สมหวังกับสิ่งที่จะทำนะแล้วเธอล่ะซาร่า ฉันว่าเธอต้องชอบอะไรที่เกี่ยวกับพันธุ์พืชแน่ ๆ”
มิรารีหันไปหาเด็กสาวที่มีผมเปียสองข้างที่มีการแต่งกายที่ดูเป็สีเขียวน้ำตาล ขาว ผสมกัน แถมตามผมของเธอมีดอกไม้และใบไม้ปลอมตกแต่งอยู่ด้วย
ซาร่าในิดหน่อย เธอหันไปมองทุกคน “ก็...ใช่แล้วล่ะ...ฉันชอบพวกพันธุ์พืชนะพืชหลายชนิดสามารถรักษาหรือทำอะไรได้มากกว่าที่พวกเราคิดน่านะ”
“แม่สาวธรรมชาติสินะแบบนี้” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น
“ไม่ ๆ ต้องชื่อนี้แม่สาวเอลฟ์ไงล่ะ!”
“ทุกคน...ฉันไม่ได้เหมาะกับชื่อนั้นเลยนะ!”ซาร่าเขินอายที่ทุกคนต่างเรียกเธอด้วยสมญานามที่เธอคิดว่าไม่เหมาะกับเธอเลย
“ฉันว่าเหมาะนะเพราะซาร่าเหมือนเอลฟ์ที่งดงามที่ได้อยู่กับธรรมชาตินะ” มิรารีพูดออกไปทำเอาซาร่าหน้าแดงขึ้นมาทันที
“ถ้า...ถ้ามิราพูดแบบนั้นฉันก็ไม่ขัดนะ...”
“อืม ๆ ” มิรารีพยักหน้าอย่างดีใจ
ทุกคนต่างขำออกมาเบา ๆที่ซาร่าดูมีความสุขที่มิรารีชม ทำเอามิรารีมองทุกคนอย่างสงสัยว่าพวกเขาหัวเราะอะไรกันก่อนที่ชายคนหนึ่งจะเอ่ยคำพูดแซงขึ้นมาเหมือนอยากมีส่วนร่วมด้วย
“วันนี้เป็วันแรกที่จะได้ชมงานเทศกาลก็ต้องทำอะไรที่อลังการงานสร้างกันหน่อยสิ!!พวกเธอไม่คิดแบบนั้นหรือไง!? ฉันจะทำให้พวกเธอเห็นเลยว่าฉันนั้นจะทำให้ชื่อตัวเองปรากฏอยู่ในงานเทศกาลนี้ไปตลอดกาลลลลลล!ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายทำเอาสาว ๆต่างมองด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายกินยาเขย่าขวดมาไหมถึงได้ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าไม่ควรเข้าใกล้อีกฝ่ายจนกระทั่งมีชายที่สวมชุดดูเรียบร้อยเดินตรงมาหาชายผมทองพร้อมกับยกหนังสือหนาในมือขึ้นมาใช้สันหนังสือตีลงบนหัวชายผมทองทันที
“แอ๊ก!!”
“นายเลิกสร้างเื่เลยนะมิเกล!”
“มันเจ็บนะเว้ย!!”
“เื่ของนาย!!”
เสียงของชายหนุ่มทำให้มิรารีสนใจจนหันไปมองชายเ้าของเสียงเธอเห็นเขาั้แ่เดินเข้ามาในชั้นนี้หนุ่มเซ่อ ๆ ดูเป็หนอนหนังสือเหมือนเธอการแต่งกายที่ดูไม่เด่นสะดุดแต่ไม่เข้ากับใบหน้าอันเรียวยาว ดวงตาสีน้ำตาลแว่นหนาสีดำ แล้วก็ผมสีน้ำตาลยุ่ง ๆ นั้นส่วนการแต่งกายที่ไม่เด่นนั้นเป็เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อสเวตเตอร์หนา ๆกางเกงขายาว รวมทั้งเซตดูออกเลยว่าเป็หนอนหนังสือคนหนึ่งตามห้องเรียนห้องหนึ่งในนิวยอร์กมิรารีจ้องมองอีกฝ่ายตลอดจนเห็นแค่ว่าอีกฝ่ายเอาแต่อ่านหนังสือตลอดจนอีกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตีหัวมิเกลจนชายหนุ่มรู้สึกสังเกตถึงสายตาของใครบางคนที่มองเขาจนเขาหันไปมองก็เห็นหญิงสาวร่างอวบมองเขาทำให้เขาขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจก่อนจะเอ่ยพูดออกไป
“มองฉันทำไม!! ยัยอ้วน!!”
่เวลานั้นเหมือนได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาตรงกลางนั้นทำเอาทุกคนหันไปมองชายหนุ่มใส่แว่นที่พูดแบบนั้นออกไปมิรารีที่จ้องมองอยู่ก็สะดุ้งกับคำว่ายัยอ้วนเต็มสองหูจนเธอรู้สึกหน้าชาสุด ๆที่ได้ยินคำเหยียดรูปร่างของเธอจากปากอีกฝ่ายเธอพยายามเก็บอารมณ์แล้วคิดในแง่ดีกว่าเธอคงหูฝาดไป
“เมื่อกี้นายพูดอะไรนะ!?”
“หูหนวกหรือไง? ฉันถามว่ามองฉันทำไมยัยอ้วน!!!”
คำที่สองเข้ามาเต็มอกของเธอจนทำเอามิรารีและสาวๆ ในกลุ่มต่างจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่ชอบใจสุด ๆที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นจนเพื่อนชายรีบหันไปหาอีกฝ่ายที่ปากหมาพูดแบบนั้นใส่สาว ๆ
“เฮ้ย ๆ นายพูดบ้าอะไรนะคาร์เตอร์!!”
“ก็ยัยนั้นเอาแต่จ้องฉันนี่ฉันเลยถามไปไงล่ะ!!”
“ไม่ใช่แบบนั้นเว้ย!คำพูดที่นายเรียกเธอนะ!!”
“ทำไมว่ะ!?”
ชายหนุ่มยังไม่รู้ตัวว่าเขาพูดอะไรออกไปแต่ในหัวเขาคิดแค่ว่าตัวเองน่าจะพูดคำดี ๆ ออกมาแต่แล้วเสียงคนกำลังลุกขึ้นก็ทำให้ทุกคนหันไปมองก็เห็นว่ามิรารีลุกขึ้นเธอเดินตรงไปหาชายหนุ่มใส่แว่นจนชายหนุ่มมองว่าอีกฝ่ายเดินมาทำไมจนกระทั่งเธอยกมือของตนเองขึ้นสูงพร้อมกับตวัดไปตบใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรงจนตัวเขาเซไปด้านข้างจนเกือบล้มเขาตาค้างมองอย่างงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ใบหน้าของมิรารีรู้สึกร้อนผ่าวไปหมดเธอไม่เคยโกรธใครมากขนาดนี้จนอีกฝ่ายพูดว่ายัยอ้วนใส่เธอเป็ภาษาอังกฤษแบบนั้น
“ไปตายซะ ไอ้บ้า!!”
มิรารีะโด่าอีกฝ่ายด้วยภาษาไทยเธอก็เดินกลับไปที่ห้องนอนของเธอในทันทีพร้อมกับทิ้งท้ายด้วยเสียงปิดประตูอย่างดังทุกคนมองมิรารีที่หายเข้าไปในห้องของตนเอง เสียงประตูทำเอาพวกเขาสะดุ้งพวกเขาก็หันไปมองชายหนุ่มใส่แว่นที่โดนตบจนใบหน้าของเขานั้นเป็รอยแดงของมือชายหนุ่มใส่แว่นตะลึงที่เขานั้นโดนผู้หญิงตบหน้าเป็ครั้งแรกก่อนที่เขาจะหันมองทุกคนอย่างสงสัย
“ยัยนั้น! กล้าตบหน้าฉันเหรอ?แล้วเมื่อกี้เธอพูดอะไรนะ!!” คาร์เตอร์พูดขึ้นเขาขมวดคิ้วอย่างสงสัยว่าตนเองนั้นทำอะไรผิด
“คิดไม่ออกหรือไง? แดงแบบนั้นโดนเท้ามั่ง!สมน้ำหน้าพูดอะไรไม่คิดสมควรโดนด่าเป็ภาษาบ้านเขานะ!!” เมียทำสีหน้าไม่สบอารมณ์กับชายตรงหน้าที่กล้าพูดคำสั้นใส่หญิงสาวก่อนที่เธอจะหันไปเล่นเกมกับเพื่อนของเธอต่อ
“ใช่ ปากพาจนมากเพื่อนใครสั่งสอนนายให้พูดแบบนั้นกับผู้หญิงกันว่ะ!?” มิเกลหันไปมองเพื่อนชายของตนเองที่ปากพาซวยั้แ่วันแรก
“อะไรฉันแค่พูดว่าเธอเป็ยัยอ้วนแค่เนี่ย!?”
“คุณนี้ไม่มีไหวพริบเลยนะคะคุณเซอร์วิส!” ซาร่าพูดขึ้นมาทันที เธอขมวดคิ้วอย่างโมโห “ผู้หญิงนะถ้าโดนใครก็ตามมาด่าว่าอ้วนนะ มันคือการทำร้ายจิตใจมาก ๆ เลยนะคะ”
“ห๊า ทำร้ายจิตใจตรงไหน?ก็เธออ้วนจริง ๆ นี่น่า” คาร์เตอร์สงสัยว่าเขาพูดผิดอะไร “ฉันผิดเหรอ? แม่บอกว่าให้พูดตรง ๆ กับทุกคน พวกเขาจะชอบคนพูดตรง ๆ ไม่ใช่เหรอ?”
ทุกคนถึงกับส่ายหน้าและกุมขมับทันทีที่แม่อีกฝ่ายนั้นสอนอะไรให้อีกฝ่ายจนไม่มีความคิดของตัวเองเลยหรือไงจนเพื่อนชายอย่างมิเกลตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
“คาร์เตอร์...สมควรล่ะที่นายไม่มีแฟนกับเขาสักทีนะ!”
“ทำไมว่ะ?”
“มานี้มาเดียวฉันติวอะไรให้นายจำเอาไว้” มิเกลลากพาอีกฝ่ายกลับห้องก่อนที่ทุกคนจะฆ่าเขา
คาร์เตอร์ยังงงกับตัวเองพูดอะไรผิดกันแต่คำพูดของมิเกลก็ทำเอาสาว ๆ แถวนั้นไม่คิดว่าจะเอาคาร์เตอร์เป็แฟนแน่ ๆถ้าจะซื่อบื้อขนาดนั้น ทุกคนต่างหันไปทำกิจกรรมของตนเองต่อซาร่าที่อยู่แถวนั้นก็แอบเป็ห่วงเพื่อนใหม่จนเธอนั้นต้องเดินกลับไปยังห้องของเธอที่เป็ห้องเดียวกับห้องของมิรารีเธอเคาะประตูสองสามครั้งก่อนจะเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อกเธอเห็นเพื่อนสาวกำลังนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มก็สงสัยว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่ไหมก่อนจะมานั่งที่ปลายเตียง
“มิรา...เธอร้องไห้เหรอ?”
“เปล่า...ฉันจะร้องไห้ทำไม...ก็แค่...โกรธนะ...”
ซาร่าค่อย ๆ เขยิบมานั่งแถว ๆหัวเตียงพร้อมกับลูกหัวอีกฝ่ายเบา ๆ “ไม่ต้องไปคิดเื่ผู้ชายคนนั้นหรอกนะเขามันซื่อบื้อที่กล้าพูดอะไรแบบนั้นนะ”
“อืม...”
น้ำเสียงที่ตอบออกมาสั้น ๆซาร่าััได้เลยว่าอีกฝ่ายยังไม่หายโกรธง่าย ๆ แน่ จนเธอคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“โอมเพี้ยง! สิ่งแย่ ๆ จงออกไปสิ่งดี ๆ จงเข้ามา"
“เอ๋?” มิรารีได้ยินสิ่งที่คล้ายทำนองเวลาเธอเจ็บพ่อจะร่ายมนตร์ให้ก่อนจะหันมามองอีกฝ่าย ”เธอร่ายมนตร์เหรอ?”
“ใช่มิรารีจะได้สบายใจขึ้นไงล่ะ~”
มิรารีได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกับยิ้มให้ซาร่า “ขอบคุณนะ ซาร่าความรู้สึกโกรธค่อย ๆ ดีขึ้นแล้วล่ะ”
“ดีแล้วล่ะ~”
มิรารีกำลังลุกขึ้นอยู่นั้นก็มีเสียงประกาศดังขึ้นในชั้นของพวกเธอถึงผู้โชคดีว่าถึงเวลาทานอาหารกลางวันตามเวลาที่กำหนดแล้วขอให้ผู้โชคดีมายังห้องอาหารกันในเวลานั้นเสียงประกาศนั้นทำให้เหล่าผู้โชคดีที่อยู่ั้แ่ชั้นบนสุดไล่ลำดับลงมาอีกห้าชั้นพวกที่อยู่ชั้นล่าง ๆต่างพากันลงลิฟต์ไปทันทีจนคนที่อยู่ชั้นพวกเธอบ่นกันว่าลิฟต์ลงไปชั้นล่าง ๆหมดแล้ว มิรารีกับซาร่าที่อยู่ในห้องก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ
“ข้างนอกเริ่มบ่นล่ะ...พวกเราไปทานอาหารกันดีกว่าเนอะ”
“เอาสิ!” มิรารีฉีกยิ้มให้แก่หญิงสาว
มิรารีลงจากเตียงร่างกายของเธอใหญ่กว่าซาร่าเล็กน้อยทำให้ซาร่าโดยเธอบังจนไม่เห็นตัวอีกฝ่ายได้เลยซาร่ามองแผนหลังของเพื่อนสาวก่อนจะเดินเข้าไปกอดแขนอีกฝ่ายพากันออกไปข้างนอกพวกที่กำลังรอลิฟต์ก็บ่นกันอย่างไม่ชอบใจที่ตนมาอยู่ชั้นบนสุดแบบนี้จนกระทั่งสาว ๆที่ยืนรอเห็นสองสาวกำลังเดินมาด้วยกันด้วยท่าที่ซาร่ากำลังควงแขนมิรารีอยู่ทำเอาเมียแอบแซวหน่อยๆ กับการกระทำของทั้งสอง
“เอ๋~ สองคนนี้กอดแขนกันมาอย่างกับแฟนเลยนะ”
“เอ๋!” สองสาวที่กำลังเดินมาก็หน้าแดงทันทีที่เพื่อนสาวแซวแบบนั้น
“จะบ้าเหรอ! เมียพูดอะไรนะ!”
“จริงด้วยนะคะพวกเราแค่เพื่อนนะ อย่าคิดเกินเลยสิ”
“ล้อเล่นน่า ๆ” เมียยิ้มขำ ๆ ที่แกล้งสองคน
“แต่ว่านะมิราหายโกรธไอ้บ้านั้นแล้วเหรอ?” หญิงสาวผมน้ำเงินถามมิรารีขึ้นมา
“ยังนะ พีบีแต่ไม่ขอคุยกับหมอนั้นจนจบงานเทศกาลเลยล่ะ!”
“ดีแล้วล่ะ นี่ ๆ พวกเราฉันได้ยินจากเพื่อนที่อยู่เลขแรก ๆ เธอบอกว่ามีคนหล่อ ๆ เต็มไปหมดเลยล่ะ”
“จริงดิ อยากเห็นหนุ่มหล่อ ๆแล้วสิ”
“ฉันด้วย!”
“หนุ่มหล่อ ๆ ! หนุ่มหล่อ ๆ !”
กลุ่มสาว ๆต่างพากันส่งเสียงคำว่าหนุ่มหล่อทำเอาชายหนุ่มตรงนั้นจำนวนหนึ่งรู้สึกเซ็งที่พวกเธอไม่เห็นพวกเขาเป็หนุ่มหล่อกันเลยแต่มีคนไม่อยู่ตรงนั้นคือคาร์เตอร์กับมิเกลก่อนหน้านั้นมิเกลคิดว่าจะสั่งสอนเพื่อนของเขาคำพูดอีกฝ่ายเลยพาลงข้างล่างดีกว่ากลับห้องคาร์เตอร์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดจนเข้าใจแล้วว่าตัวเองนั้นกล่าวคำพูดที่เสียมารยาทใส่หญิงสาวเขาไม่คิดว่าการพูดตรงของเขาเป็การพูดที่รุนแรงและไม่อ่อนน้อมเลย การพูดตรง ๆบางเื่ก็ไม่สมควรเลยจริง ๆนั้นทำให้คาร์เตอร์รู้สึกแย่และเข้าใจเลยว่าเขานั้นทำให้เธอโกรธแค่ไหนการโดนเธอตบถือว่าเป็บทเรียนทำให้เขาเข้าใจโลกรอบนอกมากขึ้นจนเขาเห็นกลุ่มพวกมิรารีลงมาสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่มิรารีที่ใบหน้าก่อนหน้าที่โกรธสุดๆ กลายเป็ใบหน้าที่มีรอยยิ้ม เขารู้สึกเจ็บจี๊ด ๆตอนที่นึกถึงใบหน้าที่โกรธจัดของอีกฝ่ายแต่ตอนนี้พอเห็นเธอยิ้มมันช่างทำให้เขารู้สึกหัวใจเบิกบานชอบกลจนมิเกลเห็นเพื่อนเขาหุบยิ้มไม่อยู่สุดๆ จนเขาคิดเลยว่าเพื่อนเขานั้นเป็อะไร
‘น่าน...ฤดูแห่งรักกำลังมาสินะ...ฝนตกแน่ๆ’ มิเกลคิด
่เวลาแห่งการทานอาหารทุกคนมีความสุขกันมากๆ มิรารีก็มีความสุขกับมื้ออาหารที่มีหลากหลายชาติจนอิ่มสุด ๆพอทุกคนกินกันเสร็จก็มีเ้าหน้าที่มากล่าวบางอย่างทานด้านหน้าห้องทานอาหารพวกเขาประกาศกำหนดต่อไปว่าพวกเขาจะได้ไปชมงานเทศกาลวิทยาศาสตร์กันทุกคนได้ยินต่างตบมือและร้องเฮฮาอย่างดีใจที่จะได้เข้าไปรวมงานกันแล้วมิรารีได้ยินก็ดีใจมาก ๆ ที่จะได้เข้างานกันระหว่างที่รอเวลากันนั้นภายในกลุ่มของพวกเธอก็มองชายหนุ่มแต่ละคนที่เดินผ่านไปผ่านมาพวกเธอไม่คิดว่าในงานเทศกาลจะมีหนุ่มหล่อเยอะ เพราะคิดว่าจะมีแต่หนุ่มใส่แว่นคลั่งวิทยาศาสตร์กันอย่างเดียว
มิรารีที่นั่งดื่มเครื่องดื่มแบบปั่นก็แอบมองมั้งจนสายตาของเธอไปปะทะกับชายหนุ่มผมสีดำยาวผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลาของเขาทำเอาสาว ๆ ต่างมองกันตาเป็มันแต่สายตาของเขาแอบมองมาทางเธอแล้วยิ้มให้ แต่สาว ๆ ที่อยู่รอบ ๆเธอกับคิดว่าเขากำลังยิ้มให้พวกเธอนั้นทำให้มิรารีคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิ้มให้เธอแน่ ๆห่างออกไปคาร์เตอร์นั่งจ้องมองมิรารีอยู่เขาอยากเข้าไปขอโทษอีกฝ่ายกับคำพูดกับเธอแต่เขากำลังโกรธเคืองที่มีชายมายิ้มให้เธอจนกระทั่งเสียงประกาศดังขึ้นให้ผู้โชคดีขึ้นรถบัสเพื่อพาไปยังตัวงานทุกคนต่างขึ้นรถบัสตามเลขที่เขียนไว้ข้างรถแต่ละคนไปยังรถของตนเองร่วมถึงพวกมิรารีที่ขึ้นรถของตนเองกันครบทั้งยี่สิบคนรถของพวกเขาก็ออกเดินทางทันทีระหว่างนั้นก็มีเสียงคุยกันอีกครั้ง
"อยากให้ถึงงานเร็ว ๆจริง ๆ ฉันอยากไปชมงานเกี่ยวกับแรงโน้มถ้วนจริง ๆ แล้วมิรารีล่ะ?"
หญิงสาวที่มีผิวสีเหลืองดูเป็คนเชื้อสายจีนเอ่ยถามมิรารีที่อยู่ด้านหลังแต่มิรารีนั้นไม่ได้ฟังอะไรเพราะเธอกำลังเหม่อลอยกับบางอย่างที่ในหัวกำลังคิดอยู่จนพวกสาว ๆต่างมองกันก่อนจะที่หญิงสาวคนเดิมจะเอ่ยเรียกเธอ
“มิรารี!!”
มิรารีสะดุ้งทันที เธอหันไปมองหญิงสาวที่เรียกเธอ“อะไรเหรอ? อเล็กซ์”
“เธอไม่ได้ฟังฉันเลยสินะ”
“อ๊ะ...เอ่อ...เมื่อกี้พูดอะไรเหรอ?”มิรารีส่ายหน้าเบา ๆเธอกำลังเหม่อลอยกับรอยยิ้มอันน่าดึงดูดของชายหนุ่มผมดำคนนั้น
“เหม่อลอยอะไรของเธอเนี่ย?อเล็กซ์เขาถามเธอนะว่าเธอจะไปชมงานอะไรนะ?” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“อ๋อ...คงไม่พ้นงานวิจัยการหมุนของพายุหิมะนั้นล่ะ”เมียพูดแทนมิรารีทันที
มิรารีขมวดคิ้วมองเพื่อนสาวที่พูดขึ้นว่ารู้ได้ไงว่าเธออยากดูอันนั้น
“ว้าว มันช่างหนาวเย็นนะนั่น” ซาร่าได้ยินก็เอามือจับตัวทำเหมือนหนาวสั่น
“จริงด้วยนะ”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้สาว ๆต่างขมวดคิ้วกันอย่างไม่ชอบใจทันที แล้วหันไปต้นเสียงที่ว่า
“ทำไมพวกผู้หญิงถึงชอบไปดูอะไรที่ไม่เหมาะกับตัวเองกันเลยนะเนี่ย”
คาร์เตอร์นั่งอยู่ริมหน้าต่างเขาพูดไปอ่านหนังสือไป มิเกลที่เห็นสีหน้าสาว ๆ เขาก็เอาข้อศอกกระแทกเพื่อนทันที
“เห้ย! คาร์เตอร์ไม่มีคนว่าหรอกนะ ถ้านายไม่พูดมากนะ เดียวโดนสาว ๆ เล่นงานหรอกนะ”
“หือ!?”
คาร์เตอร์ยกคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะหันไปเจอสายตาจ้องเขม็งของสาวๆ เหมือนอย่างจะกินเืกินเนื้อเขา เขาสะดุ้งเมื่อเห็นใบหน้าอันไม่พอใจของสาว ๆทำให้คาร์เตอร์ต้องหลบตาหนีเขาไม่คิดว่าตัวเองจะปากไวเกินไปจริง ๆ
โจเซฟที่อยู่เบาะหน้าต้องลุกขึ้นมากล่าวบางอย่าง“ขอโทษแทนพี่เขาด้วยนะครับ พี่ๆ เขาแค่เป็พวกสมองช้าเื่เล็ก ๆ น้อยนะครับ”
โจเซฟยิ้มกว้างให้แก่สาวๆ ทำให้สาว ๆต่างใจเย็นลงกัน ด้วยรอยยิ้มอันแสนวิเศษของโจเซฟ
“แหม ๆ โจเซฟไม่ต้องมาขอโทษแทนก็ได้นะ”
“จริงด้วยนะพวกเราไม่เอาคำพูดบ้า ๆ มาให้รกสมองหรอก เนอะสาว ๆ”
“ใช่!” สาว ๆ ต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
เหล่าสาว ๆต่างพากันหันไปสนใจเื่ที่คุยกันต่อโดยไม่สนใจคาร์เตอร์ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ดีอีกแล้ว่เวลาผ่านไปจนกระทั่งรถบัสเดินทางใกล้ถึงตัวงานทุกคนต่างหันไปสนใจด้านนอกก็เห็นโดมขนาดใหญ่ที่เป็จุดเด่นของงานนี้ยิ่งเห็นยิ่งทำให้ทุกคนตื่นเต้นสุดๆ เมื่อรถจอดเทียบจุดสำหรับลงจอดทุกคนในรถของมิรารีก็พากันลงทันทีมิรารีกำลังลุกขึ้นแล้วออกจากที่ของตนเองก็ชนกับคาร์เตอร์ทั้งสองเงยหน้ามองกันด้วยสายตาไม่ชอบใจ มิรารีเห็นอีกฝ่ายแล้วโกรธหน่อย ๆที่อีกฝ่ายมาออกอะไรพร้อมเธอ ทั้งสองคนจะทำท่านจะหลบก็หลบพร้อมกัน พอจะเดินก็เดินพร้อมกันคาร์เตอร์เห็นก็ถอยหนึ่งก้าวทันที
“เชิญ!!”
มิรารีมองอีกฝ่ายที่บอกให้เธอไปก่อนเธอจ้องมองด้วยสีหน้าไม่ชอบใจก่อนจะเดินออกมาโดยไม่กล่าวขอบคุณคาร์เตอร์ที่ทำตัวสุภาพจะพูดว่าจะไม่ขอบคุณกันเลยเหรอจนมิเกลปิดปากอีกฝ่าย
“นายคงไม่ลืมนะว่าตัวเองทะเลาะกับเธออยู่นะถ้าไม่อยากตายเพราะปากตัวเองช่วยเงียบปากนายเลยนะ!!”
“อึ้ก!!”
มิรารีลงมารถแล้วเธอก็เงยหน้ามองงานตรงหน้าที่อลังการมากๆ จนเธอคิดเลยว่าในประเทศไทยคงไม่มีงานที่อลังการแบบนี้แน่ ๆแถมยังฟรีทุกอย่างโดยมีสิ่งหนึ่งที่เ้าหน้าที่เอามาแจกนั้นคือกำไลสำหรับใช้จ่ายภายในงานทุกคนที่ได้รับก็ต่างดีใจที่จะได้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองกันแถมภายในกำไลมีเงินอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นดอลลาร์ทำเอาทุกคนต่างอึ้งไปเลยที่พวกเขาทุ่มทุนสุด ๆ แบบนี้พอเ้าหน้าที่กล่าวจบก็ให้พวกเด็ก ๆ แยกย้ายกันไปดูงานได้เลยทุกคนต่างแยกย้ายกันทันทีแต่มิรารียังไม่ไปไหนเธอกำลังส่องดูใบปลิวที่มีแผนที่ในงานอยู่โจเซฟเห็นพี่สาวยังไม่ไปไหนเลยเดินไปหาอีกฝ่ายทันที
“พี่มิรารีจะไปดูอะไรก่อนเหรอครับ?”
“เอ๋?” มิรารีหันไปหาโจเซฟที่เข้ามาถามเธอ “พี่ว่าจะไปดูการหมุนของพายุหิมะนะแล้วโจเซฟล่ะ?”
“ผมว่าจะไปที่งานวิจัยความเร็วเหนือแสงนะจะไปลองดูว่ามีอะไรให้เล่นมั้งไหมนะครับ”
“น่าสนใจนะถ้าพี่ดูของพี่เสร็จจะตามไปนะ”
“โอเคครับ งั้นผมไปนะ”
“จ้า โชคดีล่ะ”
“ครับ!!”
โจเซฟเดินออกไปจากตรงนั้นทันทีมิรารีนั้นกำลังดูใบปลิวอยู่ว่าจะไปตรงไหนมั้งดี โจเซฟหยุดเดินแล้วหันกลับมามองมิรารีเขารู้สึกแปลก ๆ เหมือนรู้สึกว่าจะไม่ได้เจออีกฝ่ายอีกแต่โจเซฟก็ส่ายหน้าว่าตัวเองคิดอะไรแปลกออกมา ก่อนจะเดินต่อไปทันที
มิรารีดูใบปลิวจบก็ก้าวเดินไปข้างหน้ายังสถานที่ที่เธอจะไปอย่างรวดเร็วการก้าวขาไปตามทางอย่างสบายใจโดยไม่รู้เลยว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินตามเธอไปไม่ให้เธอรู้แต่มิรารีรู้ั้แ่แรกว่ามีคนตาม แต่เธอไม่คิดอะไรคิดแค่ว่าอีกฝ่ายคงไปทางเดียวกับเธอ ทางเส้นทางข้างหน้ายาวตรงไปยังโดมใหญ่เรื่อย ๆโดยรอบมีเต็นท์มากมายจัดตั้งมีั้แ่ซุ้มงานวิจัย ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม มิรารีเห็นของทุกอย่างแล้วอยากกินทุกอย่างแต่ตอนนี้เธอขอเดินไปยังจุดที่เธออยากจะไปก่อนเลยตรงดิ่งไปยังโดมใหญ่ทันทีเมื่อเข้าไปยังภายในโดมความเย็นก็ผ่านหัวทำเอาขนลุกเมื่อมองข้างหน้าก็เห็นจุดบริการและคนชูป้ายบอกทางว่าตรงไหนคืออะไรมิรารีมองก็เห็นว่าป้ายงานของเธออยู่ตรงไหนเธอก็เข้าไปยังเครื่องสแกนร่างกายก่อนเข้าโดมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเสร็จทุกอย่างเธอก็เลี้ยวไปด้านซ้ายมือเพื่อไปงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องสร้างพายุหิมะเธอกำลังดีใจที่พอเดินไม่นานก็เห็นแทงก์กระจกขนาดใหญ่ข้างในมีการสร้างพายุหิมะขนาดใหญ่แทงก์นั้นเธอเห็นคนใส่เสื้อป้องกันความหนาวก่อนจะเข้าไปยังเครื่องสร้างพายุหิมะเทียมหมุนรอบตัวมิรารีเห็นก็ตาลุกวาวอย่างสนใจ
“มาถึงแล้ว!!งานวิจัยที่พ่อเคยพามาดู!!” มิรารีปลื้มใจกับสิ่งตรงหน้าสุด ๆ
ระหว่างที่ผู้คนมากมายนั้นกำลังสนุกกับงานเทศกาลวิทยาศาสตร์กันอยู่ข้างนอกอยู่นั้นดิ่งลงมายังภายในโดมใหญ่มีห้องวิจัยขนาดใหญ่อยู่แล้วตอนนี้มีชายวัยกลางคนกำลังเตรียมวัตถุบางอย่างเข้าไปยังเครื่องกลไกสร้างบางอย่างโดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำแบบนี้ตอนที่งานเทศกาลที่มีประชาชนอยู่ข้างบนเต็มไปหมดมันเสี่ยงแค่ไหนทำเอาชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้าง ๆกำลังชายที่เป็หัวหน้าของตนที่กำลังทำสิ่งอันตรายในเวลานี้
"คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะครับดอกเตอร์ ข้างบนตอนนี้มีคนอยู่กันเยอะนะครับ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เราจะทำไงครับ!!"
"แล้วทำไมล่ะ!! " ชายวัยกลางคนหันหน้าไปมองชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนทันที“อย่าลืมว่าฉันเป็ดอกเตอร์แล้วนายเป็แค่ผู้ช่วยตอนนี้ฉันกำลังได้ผลวิจัยที่ฉัน้า อย่าเข้ามาสอดเด็ดขาด!!”
ดอกเตอร์หันมาสนใจงานของตนเองเครื่องกลไกขนาดใหญ่ใช้สร้างเคมีและวัตถุหลากหลายในการทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เขา้าผู้ช่วยหนุ่มเห็นอีกฝ่ายไม่ฟังคำเตือนของเขาแต่อย่างใดแต่เขาก็จะพยายามให้อีกฝ่ายเลิกก่อนที่จะเรียกอีกฝ่ายอีกครั้ง
"ดอกเตอร์ครับ! "
"คุณโน่!! “ ดอกเตอร์ะโเรียกชื่ออีกฝ่ายทันที ” ถ้าคุณไม่อยากโดนผมไล่คุณออกก็อยู่เงียบๆ ไป!! "
ชายหนุ่มถึงกับก้มหัวโดยทันที "ครับ ดอกเตอร์..."
ดอกเตอร์หันกลับมาสนใจงานของตนเองต่อเขาหัวเราะในลำคอจนผู้ช่วยมองว่าถ้าเขาเอาแต่จ้องมองต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ เพราะตอนนี้ในหัวอีกฝ่ายมีแต่ผลงานชิ้นเองของเขาที่จะทำให้เขาดังแต่ไม่คิดถึงผลกระทบเลยว่าถ้ามันพลาดคนนับพันข้างบนจะได้รับผลกระทบไปด้วยเหล่าผู้คนมากมายยังไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาแต่ละคนอยู่ภายใต้ด้านล่างโดมที่พวกเขากำลังเหยียบกันอยู่ทางด้านมิรารีกำลังจับจ้องไปที่เครื่องสร้างพายุหิมะโดยไม่ได้คิดอะไรเลยนอกจากเป็ภาพที่ประทับใจมากๆ กับการหมุนของมันถึงแม้มันจะเป็สิ่งที่อันตราย แต่เธอก็ชอบที่จะเห็นการเคลื่อนไหวของพายุหิมะนี้
“น่าประทับใจจังเลยนะแรงเหวี่ยง แรงหมุนของมันถ้าสามารถตั้งค่าได้ว่าพายุหิมะจะมาตอนไหนก็สามารถช่วยผู้คนที่อยู่ในเขตหนาวในทันที”
ระหว่างมิรารีกำลังปลื้มกับภาพตรงหน้าอย่างเงียบสงัดก็ได้มีมือหนึ่งเข้ามาแตะที่ไหล่ของเธออย่างกะทันหันทำให้มิรารีที่กำลังสนใจข้างน่าใขึ้นมาทันที
“กรี๊ดดดดดด!!” มิรารีร้องออกมาเสียงดังทำเอาคนรอบข้างและคนที่มาแตะไหล่ใ
“โทษทีสาวน้อย!” ชายที่แต่งกายเหมือนนักวิจัยยกมือขึ้นพร้อมกับสีหน้าใเสียงเด็กสาว“โทษทีทำให้ในะฉันเป็เ้าหน้าที่ดูแลงานวิจัยพายุหิมะนะ”
“ค่ะ...ขอโทษนะคะ” มิรารีหันไปมองเธอไม่ชอบที่ใครเข้ามาใกล้ตอนเธอกำลังพินิจสนใจอะไรตรงหน้าจริงๆ ”แต่พี่อย่าเข้ามาแบบนี้สิคะ...หนูกำลังสนใจงานจนไม่ได้สนใจใคร...หนูเกะกะเหรอคะ?”
“เปล่านะ ๆฉันก็ผิดนะที่เข้ามาวุ่นวายตอนเธอดูงานนะ”
“แล้วมีอะไรเหรอคะ?” มิรารีสงสัยว่าอีกฝ่ายมีอะไรกับเธอ
“ฉันเห็นว่าเธอสนใจงานนี้เลยมาถามนะว่าเธอสนใจเข้าไปข้างในเครื่องหมุนของพายุหิมะไหมนะ?”
“เข้าไปได้เหรอคะ!?” มิรารีได้ยินก็ตาวาวทันที
“ได้สิ ตามมาเลย!”
มิรารีได้ยินก็รีบตามชายหนุ่มไปทันทีพวกเขาให้เธอแต่งชุดเครื่องป้องกันความหนาวพอแต่งกายเสร็จพวกเขาก็พาเธอไปยังแทงก์ใหญ่ที่มีเครื่องหมุนพายุหิมะเทียมเธอเดินเข้าไปข้างในแล้วฟังคำเตือนของเ้าหน้าที่ทางเ้าหน้าที่ก็เปิดเครื่องพายุหิมะก็เริ่มทำงานหมุนรอบตัวเธอ มิรารีชอบใจมาก ๆที่ความหนาวกำลังเข้ามาในร่างกายเธอ มันช่างหนาวได้ใจเธอจริง ๆชายหนุ่มที่ตามมิรารีมาั้แ่ทางเข้าแอบมองมิรารีอยู่แถวเสาแล้วคนนั้นคือคาร์เตอร์ เขาว่าจะมาขอโทษอีกฝ่ายกับเื่ที่เขาพูดไม่ดีกับเธอเมื่อกี้อีกฝ่ายกรี้ดเขาก็ใจนจะออกมา แต่เป็เ้าหน้าที่ที่เขาไปแตะเธอทำเอาเกือบเข้าไปยุ่งเสียแล้วตอนนี้เขากำลังมองเธอหัวเราะชอบอยู่ข้างในแทงก์พายุหิมะเขาเห็นอีกฝ่ายก็รู้สึกใจของเขาเต้นไม่เป็จังหวะรอยยิ้มที่ไร้สิ่งเติมแต่งความงดงามของหิมะที่ผสมผสานกับเธอมันช่างทำให้เธองดงามในแบบของเธอคาร์เตอร์ส่ายหน้าเบา ๆ ว่าเขานั้นเป็อะไรที่มองเธอแล้วมีความสุขจนเขารู้สึกร้อนไปทั้งร่างกาย
‘นี่เราเป็อะไรกัน?’ คาร์เตอร์คิด
ย้อนกลับมาที่ดอกเตอร์กำลังถือหยอดสารเคมีบางอย่างหยดเข้าไปในเครื่องทดลองหนึ่งหยดพอสารเคมีนั้นเข้าไปในเครื่องกลไกของเครื่องเริ่มทำงานอย่างราบรื่นนั้นทำให้ดอกเตอร์ะโดีใจทันที ผู้ช่วยนั้นจ้องมองดอกเตอร์กำลังดีใจกับงานของเขาแต่แล้วเครื่องยนต์ก็เริ่มมีเสียงเตือนดังขึ้นมาทำให้ดอกเตอร์กระวนกระวายว่าเกิดอะไรขึ้นเขาโวยวายว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยเขาพยายามแก้ไขเครื่องยนต์ที่กำลังแจ้งเตือนว่ามีว่าความร้อนกำลังพุ่งและกำลังจะะเิผู้ช่วยหนุ่มเห็นแบบนั้นก็รีบตรงดิ่งมาหาดอกเตอร์ทันที
“ดอกเตอร์!เครื่องมันกำลังจะะเิแล้วนะครับ ผมบอกแล้วว่าอย่าทำ!”
“ไม่! มันไม่ะเิอยู่แล้วฉันแก้ก็กลับมาเป็ปกติแล้ว!! มันแค่กำลังเข้าสู่กระบวนการของมันแกจะทำให้งานฉันพัง!!? ไสหัวออกไปเลย!!”
ดอกเตอร์เริ่มโกรธที่อีกฝ่ายมาวุ่นวายกับเขาจนเขาต้องจับตัวอีกฝ่ายออกจากห้องแล้วปิดประตูและล็อกประตูไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาอีกเขาเดินกลับไปแก้ไขเครื่องของเขาทันที
“ดอกเตอร์!! ดอกเตอร์” ผู้ช่วยหนุ่มพยายามบิดลูกกลอนประตูแต่มันโดนล็อกนั้นทำให้เขาทำอะไรไม่ได้” ดอกเตอร์!! มันกำลังจะะเิจริง ๆ นะครับดอกเตอร์!!”
เสียงะโของชายหนุ่มส่งไปไม่ถึงชายวัยกลางคนที่กำลังแก้ไขงานของเขาสัญญาณภายนอกก็ดังขึ้นมาจนผู้ช่วยหนุ่มคิดว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ก็รีบวิ่งออกจากตรงนั้นทันทีเมื่อสัญญาณดังนั้นประตูเหล็กก็ปิดลงตรงทางเข้าห้องวิจัยนั้นทำให้เขารู้ว่ามันจะรุนแรงกว่านั้นแน่ๆ ทำให้เขาต้องรีบวิ่งเพื่อเอาตัวรอดแต่เพียงไม่กี่วิการะเิก็บังเกิดขึ้นเกิดเป็อนุภาคความร้อนที่แผ่เผาโดยรอยอย่างรวดเร็วผู้ช่วยที่เห็นการะเิพุ่งตรงมาหาตนก็ได้เอาแขนยกขึ้นปิดใบหน้าของตนเองแต่แรงะเิซัดตัวเขากระเด็นไปข้างหน้าอย่างรุนแรงเสียงะเิดังขึ้นจนทั้งโดมสั่นะเืพร้อมกับแรงะเิพุ่งออกมาขึ้นสู่ฟากฟ้าทำให้ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินการะเิต่างแตกตื่นกันมิรารีที่อยู่ในเครื่องสร้างพายุหิมะใกับเสียงะเิที่ดังมาจากไหนไม่รู้เธอรีบหันกลับไปที่ประตูเครื่องกล แต่ประตูนั้นกลับไม่เปิดให้เธอเธอหันไปมองเหล่าเ้าหน้าที่ที่อยู่ภายนอก
“ช่วยเปิดประตูให้หนูด้วยค่ะ!!”มิรารีะโออกมาจากแทงก์นั้นทันที“ช่วยด้วยประตูมันล็อก!!”
เ้าหน้าที่ชายรีบวิ่งตรงไปที่แทงก์ที่เด็กสาวอยู่เขาพยายามดึงประตูอย่างสุดแรงแต่มันไม่ออกเลยจนหันไปหาเพื่อนของตนเอง
“มันเปิดไม่ออกพวกนายกู้ระบบได้ไหม!?”
“ไม่ได้ ระบบล้มหมดเครื่องก็รัดวงจรหมดเลย!!”
“ว่าไงนะ!! แล้วเด็กในนั้นล่ะ!?”
เ้าหน้าที่หนุ่มถึงกับตื่นตระหนกถ้าช่วยเด็กออกมาไม่ได้พวกเขาคงซวยแน่ๆ ชายหนุ่มอีกสองคนเข้ามาช่วยจับประตูเพื่อให้มันเปิดออกมิรารีไม่อยู่เฉยเธอพยายามกระทืบประตูใหม่เพื่อให้มันเปิดทางให้แก่เธอคาร์เตอร์รีบวิ่งออกมาจากที่ซ่อนเขามองหาขอรอบตัวก่อนจะเห็นแทงเหล็กที่ตกลงมาจากไหนไม่รู้ก่อนจะพุ่งตรงหยิบมันขึ้นมาแล้วตรงดิ่งไปที่แทงก์ที่มิรารีติดอยู่มิรารีกำลังกระทืบประตูอยู่นั้นก็เห็นอีกฝ่ายตรงมาหาเธอพร้อมกับแท่งเหล็ก
“นาย...”
“หลบไป!!”
มิรารีทำตามที่ชายหนุ่มพูดเขาง้างมือขึ้นสูงแล้วตีไปที่แทงก์กระจกนั้น เขาตีไปครั้งแรกมันไม่มีปฏิกิริยาแต่อย่างใดเขาเลยตีไปหลายครั้ง แต่มันก็ไม่แตกเลยสักนิด
“แทงก์บ้านี่!! มันอะไรกัน!?แตกซะทีสิเว้ย!!”
พอคาร์เตอร์กำลังจะตีแทงก์นั้นอีกครั้งการะเิก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แรงะเิทำให้คาร์เตอร์ตกลงจากจุดที่เขายืนสู่พื้น
“คาร์เตอร์!” มิรารีใที่อีกฝ่ายตกลงจากจุดที่ยืนเมื่อกี้“นายไม่เป็อะไรนะ!!”
“โอ๊ย!! บ้าเอ๊ย!!” คาร์เตอร์เจ็บตัวไปหมด เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นเพื่อจะไปช่วยอีกฝ่ายอีกครั้ง
แต่แล้วพนักงานคนหนึ่งก็เข้ามาจับตัวคาร์เตอร์ทันที“พอได้แล้วเ้าหนูเธอจะไปตีมันเท่าไรก็ไม่ได้ผลหรอกนะ มันทำจากวัตถุกันกระแทกที่แข็งมาก ๆ เลยนะ”
“ว่าไงนะ แล้วเพื่อนผมล่ะ!!”
“เราทำอะไรไม่ได้แล้วริชาร์ด!! นายออกมาเดียวนี้เราช่วยเด็กไม่ได้แล้ว ช่วยเท่าที่ช่วยได้เร็ว!!”
มิรารีได้ยินคำพูดของชายคนที่ะโในหัวเธอกับขาวโพลนไปหมด
“หัวหน้า! แต่ว่า!!” เ้าหน้าที่หนุ่มที่กำลังช่วยเด็กสาวถึงกับอึ้งไปทันที
“ไม่มีแต่! ออกมาเดียวนี้พวกนายลากเด็กชายคนนี้ออกไป ตอนนี้ตึกจะถล่มแล้ว เร็ว!!”
เ้าหน้าที่คนอื่นรีบเข้ามาลากตัวเด็กชายออกไปจากตรงนั้น
คาร์เตอร์พยายามดิ้นสุดชีวิต “ไม่นะ!! ปล่อยผม!!ผมจะไปช่วยเธอ มิ...มิรารี!!”
“คาร์เตอร์!!”
มิรารีมองอีกฝ่ายโดนพาตัวออกไปเ้าหน้าที่หนุ่มหันไปมองเด็กสาวด้วยความรู้สึกผิดมิรารีมองเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัวพร้อมกับส่ายหัว
“ไม่นะ...”
“ฉันขอโทษ!” เ้าหน้าที่หนุ่มรีบนำตัวคนอื่น ๆออกจากสถานที่แห่งนั้นทันที
“ไม่!! อย่าทิ้งหนูไว้ที่นี่!!ได้โปรด!!”
มิรารีรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอเห็นคนนอนตายอยู่บริเวณที่เธออยู่ นั้นทำให้เธอหวาดกลัวการที่จะตายแล้วความหนาวก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก นั้นทำให้ร่างกายของเธอหนาวขึ้นเรื่อย ๆร่างกายเธอทรงตัวไม่อยู่ ตัวเธอไปชนกับกระจก เธอมองไปที่พายุหิมะเทียมที่กำลังหมุนอยู่นิ้วของเธอเริ่มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ แต่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรยอมแพ้เธอพยายามชนไปที่กระจกแต่เธอชนมันเบามาก ๆเพราะเธอรู้สึกร่างกายนั้นไม่มีเรี่ยวแรงเพราะความหนาว การหายใจเธอก็เริ่มติดขัดดวงตาของเธอกำลังจะหลับลง แต่แล้วก็มีเสียงะโขึ้นมาอีกครั้ง
“มิรารี!! อย่าพึ่งหลับ!” เสียงะโนั้นเป็ของคาร์เตอร์เขารีบมาจากเ้าหน้าที่เพื่อช่วยเธออีกครั้ง
“คาร์...เตอร์...”
มิรารีพยายามลืมตามองอีกฝ่ายเขาเข้ามาใช้แท่งเหล็กที่ทำมาจากเหล็กที่แข็งแรงมาก ๆ มาตีไปที่แทงก์นั้นอีกครั้งแต่ตีกี่ครั้งมันก็ไม่แตกเลย มิรารีเห็นแบบนั้นเธอรู้แล้วว่าตัวเองไม่รอดแน่ ๆเธอยกมือของเธอที่เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเกาะขึ้นมาแตะที่กระจกของแทงก์นั้น
“พอ...เถอะ...”
“มิ...รา...”
“ฉัน...ไม่รอดแน่ ๆ...นาย...ออกไปเถอะ...”
“ไม่! ไม่ฉันไม่ยอมฉันต้องช่วยเธอออกมาแล้วพูดในสิ่งที่ฉันจะพูด!!” คาร์เตอร์ใช้แรงสุดกำลังตีไปที่กระจกนั้นอีกครั้ง
เ้าหน้าที่ชายที่ลากคาร์เตอร์ออกมาครั้งแรกพาเพื่อนเข้ามาช่วยลากเด็กหนุ่มออกอีกครั้ง
“เ้าหนูเลิกดื้อได้แล้วเพื่อนเธอไม่รอดแล้ว”
“ไม่!! ฉันจะช่วยเธอ!!มิรารี!!” คาร์เตอร์โดนลากพาออกไปอีกครั้ง
“คาร์...เตอร์...”
มิรารีมองชายหนุ่มที่โดนลากออกไปเสียงะเิก็ดังเรื่อย ๆ ตัวของเธอค่อย ๆ ซุกลงกับพื้นขาของเธอเริ่มเย็นและแข็งจนเกล็ดหิมะคลุมขาแล้วเริ่มลามไปตามส่วนต่าง ๆ อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มทำงานช้าลง ตอนนี้ไม่มีอะไรช่วยเธอได้เลยในหัวตอนนั้นเธอนึกถึงแต่แม่ของเธอ ถ้าไม่มีเธอแม่คงต้องช้ำใจแน่ ๆแต่ไม่รู้ทำไมเธอกับนึกถึงพ่อของเธอขึ้นมาแล้วภาพตรงหน้าเธอเห็นพ่อเดินมาหาเธอนั้นทำให้เธอรู้สึกแปลกใจที่พ่อมาหาเธอตอนนี้แปลว่าเธอกำลังจะตายจริง ๆภาพของพ่อเลือนรางไปเมื่อดวงตาของเธอนั้นพร่ามัวแล้วดับลงด้วยเกล็ดหิมะสีขาวที่ปกคลุมไปทั้งร่างกายของเธอ
จบตอนที่ 2 โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อไป